13 ส.ค. เวลา 04:46 • ปรัชญา
ถามว่าผู้นำประเทศในอนาคตควรมีคุณสมบัติอย่างไรที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น
ผมว่าคำถามนี้แม่งไม่ใช่คำถามง่ายเลย เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดคนพูดเก่ง ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่ขึ้นเวทีแล้วประกาศว่ารักชาติ ไม่ได้ขาดคนที่บอกว่าตัวเองทำเพื่อประชาชน และไม่ได้ขาดคนที่สัญญาว่าจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ก่อนจะเข้าไปนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยพูดไว้เสียอีก
ปัญหาจริงๆคือ ประเทศไทยขาดคนที่มีอำนาจแล้วกล้ารับผิดชอบต่ออำนาจของตัวเอง ขาดคนที่กล้าพูดความจริงกับประชาชนโดยไม่อมพะนำ ขาดคนที่กล้าตอบคำถามโดยไม่เล่นแง่ ไม่บิดประเด็น ไม่โยนความผิด
และที่สำคัญคือ ขาดคนที่กล้าชนกับต้นตอของปัญหาแทนที่จะเอาแต่เก็บกวาดขยะปลายเหตุแล้วประกาศว่าตัวเองแก้ปัญหาสำเร็จ
ที่ผ่านมาเราเห็นกันมาจนแทบเบื่อ
ถามเศรษฐกิจก็บอกกำลังแก้
ถามเรื่องคอร์รัปชันก็บอกกำลังตรวจสอบ
ถามเรื่องทุนเทาก็บอกกำลังดำเนินการ
ถามเรื่องอาชญากรรม
ก็บอกเจ้าหน้าที่กำลังทำงาน
ถามเรื่องโครงการรัฐ
ก็บอกเป็นโครงการเพื่อประชาชน
ถามเรื่องความผิดพลาด
ก็บอกให้เป็นไปตามกระบวนการ
ถามเรื่องปัญหาก็โยนให้รัฐบาลเก่า
ถามเรื่องฝ่ายค้าน ก็โทษฝ่ายค้าน
ถามเรื่องประชาชนก็โทษประชาชน
ถามเรื่องประชาธิปไตยก็โทษประชาธิปไตย
ประเทศไม่ได้ต้องการผู้นำที่มีคำตอบสวยๆ ให้ทุกเรื่อง ประเทศต้องการผู้นำที่กล้าตอบคำถามที่ไม่มีคำตอบสวยๆ ต่างหาก เพราะการบริหารประเทศมันไม่ใช่การประกวดสุนทรพจน์ ไม่ใช่รายการโทรทัศน์ที่พูดให้ดูดีแล้วจบ ไม่ใช่การพูดวนไปวนมาจนคนฟังลืมไปแล้วว่าตอนแรกถามอะไร
ผู้นำที่ดีต้องกล้าพูดว่าเรื่องนี้ผมไม่รู้ แล้วไปหาคำตอบ ไม่ใช่ไม่รู้แต่ทำเป็นรู้ ต้องกล้าพูดว่าคนของผมผิด ไม่ใช่พอเป็นพวกตัวเองแล้วเงียบ ต้องกล้าพูดว่าโครงการของรัฐบาลตัวเองไม่คุ้ม ไม่ใช่รู้ทั้งรู้ว่าไม่คุ้มแต่เดินหน้าต่อเพราะมีผลประโยชน์ทางการเมือง ต้องกล้าพูดว่าระบบนี้มีปัญหา แม้ตัวเองจะเป็นคนที่ได้รับประโยชน์จากระบบนั้น และต้องกล้าพูดว่า ถ้าผมทำผิด ผมต้องรับผิด ไม่ใช่เอาแต่ยืนอยู่หลังตำแหน่งแล้วปล่อยให้คนอื่นรับกรรมแทน
ลองดูเรื่องกฎหมายใกล้ตัวที่สุด
อย่างกรณีที่มีการพูดว่าถ้ามีปืนแล้วยิงโจรในบ้านก็ผิด คำพูดแบบนี้ถ้าจะพูดในฐานะผู้นำประเทศมันต้องละเอียดกว่านั้น เพราะกฎหมายไม่ได้ทำงานแบบประโยคเดียวแล้วจบ การป้องกันตัวตามกฎหมายมีเงื่อนไข มีข้อจำกัด มีเรื่องภยันตรายที่ใกล้จะถึง มีเรื่องความจำเป็นและความพอสมควรแก่เหตุ รวมถึงกรณีที่การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ เพราะฉะนั้นการพูดแบบเหมารวมว่าโจรเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านยิงก็ผิด มันไม่ใช่คำอธิบายกฎหมายที่ประชาชนควรได้รับจากผู้นำประเทศ
แล้วนี่คือเรื่องที่น่าหงุดหงิดมาก เพราะถ้ารัฐบาลต้องการควบคุมอาวุธปืน ก็พูดมาเลยว่าจะควบคุมอะไร จะจัดการปืนเถื่อนอย่างไร จะจัดการตลาดอาวุธผิดกฎหมายอย่างไร จะจัดการผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาวุธอย่างไร จะจัดการเครือข่ายอาชญากรรมอย่างไร จะทำอย่างไรกับคนที่ครอบครองปืนผิดกฎหมาย จะทำอย่างไรให้ตำรวจเข้าถึงเหตุฉุกเฉินได้เร็วขึ้น และจะทำอย่างไรให้คนสุจริตสามารถป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองภายใต้กรอบกฎหมายได้อย่างชัดเจน
ถ้าจะปลดอาวุธประชาชน ก็ต้องพูดตรงๆ ว่าทำไมและจะเอาหลักประกันอะไรมาให้ประชาชนว่า เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น รัฐจะสามารถปกป้องเขาได้ทันเวลา
ไม่ใช่พูดเหมือนว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ปืน แล้วปล่อยให้คนฟังไปนั่งสงสัยกันเองว่า ตกลงจะจัดการอาชญากรรม หรือจะจัดการคนที่กลัวอาชญากรรมกันแน่
อย่ามาพูดแค่ว่าปืนอันตราย ใครก็รู้ว่าปืนอันตราย แต่โจรก็อันตราย อาชญากรรมก็อันตราย ผู้มีอิทธิพลก็อันตราย เครือข่ายทุนเทาก็อันตราย และรัฐที่ปล่อยให้คนสุจริตต้องเผชิญอาชญากรรมโดยไม่มีระบบคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพก็อันตรายเหมือนกัน จะจัดการอะไรก็พูดให้ชัด อย่าพูดครึ่งเดียวแล้วปล่อยให้ประชาชนต้องเดาว่าจุดประสงค์จริงๆ คืออะไร เพราะผู้นำประเทศไม่ควรทำตัวเหมือนนักมายากลที่เอาคำพูดมาบังมืออีกข้างหนึ่ง
ถ้าจะปราบอาชญากรรม ก็ต้องกล้าชนกับอาชญากรรม ถ้าจะปราบทุนเทา ก็ต้องกล้าชนกับทุนเทา ถ้าจะปราบคอร์รัปชัน ก็ต้องกล้าชนกับคนที่มีอำนาจ ถ้าจะปฏิรูปตำรวจ ก็ต้องกล้าปฏิรูปตำรวจ ถ้าจะรื้อระบบอุปถัมภ์ ก็ต้องกล้าชนกับระบบอุปถัมภ์ และถ้าจะจัดการกับการทุจริตในโครงการรัฐ ก็ต้องกล้าเปิดเอกสาร กล้าเปิดสัญญา กล้าเปิดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกล้าเปิดชื่อคนที่ต้องรับผิดชอบเมื่อมีหลักฐานว่าทำผิด
ไม่ใช่พอพูดถึงเรื่องฮั้วก็เงียบ พอพูดถึงผลประโยชน์ทับซ้อนก็เงียบ พอถามว่าเงินไปไหนก็เงียบ พอถามว่าใครเซ็นก็เงียบ พอถามว่าใครรับผิดชอบก็เงียบ แล้วสุดท้ายให้ประชาชนอยู่กับคำว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบไปอีกสิบปี
แม่งจะตรวจสอบอะไรกันนักหนา ถ้าตรวจสอบแล้วไม่เคยมีใครต้องรับผิดจริง
ประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานตรวจสอบ ประเทศไทยมีหน่วยงานเต็มไปหมด มีคณะกรรมการเต็มไปหมด มีระเบียบเต็มไปหมด มีกฎหมายเต็มไปหมด มีขั้นตอนเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นกลับง่ายกว่านั้นมาก คือถ้าคนโกงก็เอาผิด ถ้าคนผิดก็รับผิด ถ้าโครงการมีปัญหาก็หาคนรับผิดชอบ ถ้าเจ้าหน้าที่ละเลยก็ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่สร้างระบบขึ้นมาจนมีเอกสารเป็นภูเขา แต่สุดท้ายไม่มีใครตอบได้ว่าเงินภาษีประชาชนหายไปอยู่ตรงไหน
ดูกรณีตึก สตง. เป็นบทเรียนที่เจ็บมากพอแล้ว อาคารสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว และหลังจากนั้นก็เกิดคำถามตามมาเป็นพรวน ทั้งเรื่องการออกแบบ การก่อสร้าง วัสดุ มาตรฐาน การควบคุมงาน การจัดซื้อจัดจ้าง และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง จนสังคมต้องถามกันว่า แล้วระบบตรวจสอบของประเทศมันทำงานอยู่ตรงไหน
ตึกที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินเองยังกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าใครออกแบบ ใครก่อสร้าง ใครตรวจ ใครเซ็น ใครควบคุม ใครรับรอง ใครได้ประโยชน์ และใครจะรับผิดชอบ มันไม่ใช่เรื่องที่จะตอบง่ายๆ ว่าแผ่นดินไหวแล้วพัง จบ เพราะสิ่งที่ประชาชนถามไม่ได้มีแค่ทำไมตึกถึงพัง แต่ถามว่าก่อนที่มันจะพัง ระบบทั้งหมดที่ควรป้องกันไม่ให้มันพังทำงานกันอย่างไร
นี่แหละที่มันเจ็บ เพราะประเทศที่มีกฎหมายเต็มประเทศ แต่คนยังต้องถามว่าใครรับผิดชอบ ประเทศที่มีองค์กรตรวจสอบเต็มประเทศ แต่คนยังต้องถามว่าใครตรวจคนตรวจ ประเทศที่มีระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเต็มประเทศ แต่โครงการรัฐยังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วเราจะให้ประชาชนเชื่ออะไร
ถนนพัง ทางด่วนมีปัญหา สะพานมีปัญหา โครงสร้างพื้นฐานมีปัญหา ซ่อมแล้วซ่อมอีก สร้างแล้วแก้แล้วแก้อีก ปัญหาเกิดซ้ำจนกลายเป็นเรื่องปกติ แล้วก็มีคำถามเดิมๆ ว่าใครออกแบบ ใครรับเหมา ใครตรวจรับ ใครอนุมัติ เงินก้อนนี้ไปไหน
ถ้าประเทศต้องสร้างถนนแล้วมานั่งลุ้นว่ามันจะพังเมื่อไร สร้างอาคารแล้วมานั่งลุ้นว่าจะมีปัญหาหรือไม่ สร้างทางด่วนแล้วต้องคอยถามว่าใครรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อบกพร่อง แล้วภาษีที่ประชาชนจ่ายไปมันถูกใช้เพื่อสร้างประเทศ หรือถูกใช้สร้างระบบที่ทำให้บางคนร่ำรวยขึ้นกันแน่
นี่คือเหตุผลที่ผู้นำในอนาคตต้องไม่ใช่แค่คนที่เก่งการเมือง แต่ต้องเก่งการบริหารและกล้าจัดการกับระบบที่ทำให้ประเทศเสียหาย ต้องรู้ว่าการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีคนเลวไม่กี่คนเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะระบบเปิดช่องให้คนเลวทำแล้วได้ประโยชน์ และระบบนั้นต้องถูกปิด ไม่ใช่รอให้คนโกงถูกจับทีละคนแล้วประกาศว่าปราบคอร์รัปชันสำเร็จ
เพราะถ้าระบบยังเปิดอยู่ ต่อให้จับคนโกงได้ร้อยคน พรุ่งนี้ก็มีคนใหม่เข้ามาโกงอีกพันคน
ผู้นำที่ดีจึงต้องกล้าตัดต้นตอ ไม่ใช่แค่ตัดกิ่ง
ต้องกล้าชนกับระบบอุปถัมภ์ ไม่ใช่ใช้ระบบอุปถัมภ์หาคนมาทำงานให้ตัวเอง
ต้องกล้าตัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เอาคำว่าความมั่นคงหรือความรักชาติมาเป็นฉากบังตา
ต้องกล้าเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เพราะถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์จริง การเปิดข้อมูลไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่มันคือเกราะป้องกันตัวเอง
และที่สำคัญที่สุด ผู้นำต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำอะไรก็ได้หลังจากชนะเลือกตั้ง
ประชาชนเลือกคุณเข้าไปทำงาน ไม่ได้เลือกคุณเข้าไปเป็นเจ้าของประเทศ
นี่เป็นเรื่องที่ต้องจำให้แม่น
เก้าอี้นายกรัฐมนตรีไม่ใช่บัลลังก์ มันเป็นเก้าอี้ที่ประชาชนให้ยืม และวันหนึ่งก็ต้องคืน
ถ้าชนะเลือกตั้งแล้วคิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ นั่นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงการเอาการเลือกตั้งมาเป็นบันไดขึ้นสู่อำนาจ
ในทางกลับกัน ถ้าประชาชนเลือกใครแล้ว แต่หลังจากนั้นมีกลไกอื่นที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนสามารถเข้ามากำหนดว่าใครควรมีอำนาจ ใครควรหมดอำนาจ หรือรัฐบาลควรเดินไปทางไหนโดยที่ประชาชนแทบไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ แล้วจะให้ประชาชนรู้สึกอย่างไรกับคำว่าเสียงของประชาชน
นี่คือปัญหาที่ต้องพูดกันตรงๆ เพราะประเทศไทยผ่านเรื่องนี้มามากพอแล้ว รัฐประหารแล้วรัฐประหารอีก ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ สร้างกติกาใหม่ แล้วพอประชาชนเริ่มเลือกในทิศทางที่ไม่ตรงกับคนบางกลุ่ม ก็มีกลไกอื่นออกมาจัดการกับผลลัพธ์นั้น แล้วเราก็กลับไปเริ่มวงจรเดิม
ประชาชนเลือก
อำนาจอื่นจัดการ
ประชาชนตั้งคำถาม
คนตั้งคำถามถูกกล่าวหาว่าทำลายประเทศ
สุดท้ายประชาชนเบื่อ
แล้วก็มีคนออกมาบอกว่าเห็นไหม ประชาธิปไตยใช้ไม่ได้
โคตรย้อนแย้ง
ประชาธิปไตยไม่ได้ล้มเหลวเพราะประชาชนเลือกผิดเพียงอย่างเดียว แต่มันจะล้มเหลวเมื่อเสียงของประชาชนถูกทำให้ไม่มีความหมาย และเมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าต่อให้เลือกอย่างไรก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน
ถ้าประชาชนกาเลือกคนหนึ่ง แต่สุดท้ายคนที่มีอำนาจจริงสามารถทำให้ผลลัพธ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปได้โดยไม่ต้องตอบคำถามกับประชาชน แล้วการเลือกตั้งจะเหลืออะไร
เหลือแค่พิธีกรรมหรือ
ออกไปใช้สิทธิ ถ่ายรูปหน้าหน่วยเลือกตั้ง กากบาทลงบัตร แล้วกลับบ้าน จากนั้นรอดูว่าคนที่ไม่ได้มาจากเสียงของตัวเองจะจัดการกับผลที่ตัวเองเลือกอย่างไร
ถ้าเป็นแบบนั้นก็อย่าแปลกใจว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขาไม่ได้โง่ พวกเขามองเห็นความย้อนแย้ง และพวกเขาเห็นว่าคำพูดเรื่องประชาธิปไตยกับการปฏิบัติจริงบางครั้งมันห่างกันคนละโลก
เพราะฉะนั้นผู้นำในอนาคตที่ประเทศไทยต้องการจึงต้องมีความกล้าอีกอย่างหนึ่ง คือกล้าที่จะไม่เล่นเกมอำนาจแบบเดิม
ไม่ฮั้วกับอำนาจที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ไม่เล่นเหลี่ยมกับกติกา ไม่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อบิดเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่สร้างระบบเพื่อเอื้อให้พวกตัวเองอยู่เหนือคู่แข่ง และไม่ใช้คำว่าความมั่นคง ชาติ หรือสถาบันเป็นเกราะเพื่อป้องกันการตรวจสอบในเรื่องที่ควรตอบด้วยข้อเท็จจริง
ถ้าทำถูกก็เปิดให้ตรวจ
ถ้าทำผิดก็รับผิด
ถ้ากฎหมายดี ก็อธิบายกฎหมาย
ถ้ากฎหมายมีปัญหา ก็แก้กฎหมาย
ถ้าระบบมีปัญหา ก็แก้ระบบ
ถ้าคนของตัวเองผิด ก็อย่าปกป้อง
แม่งง่ายแค่นี้เอง
แต่ทำไมประเทศไทยถึงทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากทุกครั้ง
เพราะเราเอาการเมืองไปปนกับผลประโยชน์ เอากฎหมายไปปนกับอำนาจ เอาความรักชาติไปปนกับการปกป้องคนที่ตัวเองชอบ แล้วเอาการเลือกตั้งไปปนกับเกมที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนกำหนดกติกาทั้งหมด
สุดท้ายทุกอย่างจึงเละ
แล้วก็มีคนออกมาบอกว่า ประเทศไทยเป็นแบบนี้แหละ
ไม่จริง
ประเทศไทยไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแบบนี้
1
แต่คนบางกลุ่มต่างหากที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้ เพราะระบบที่พังไม่ได้ทำร้ายทุกคนเท่ากัน ระบบที่พังมักทำร้ายคนธรรมดามากที่สุด ขณะที่คนที่มีเงิน มีเส้น มีอำนาจ หรือมี connection กลับมีทางออกมากกว่าคนอื่นเสมอ
1
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกผู้นำครั้งต่อไปจึงไม่ควรเลือกจากคำว่าเก่ง ไม่ควรเลือกจากภาพลักษณ์ ไม่ควรเลือกจากความหล่อ ไม่ควรเลือกจากความดัง และไม่ควรเลือกเพียงเพราะเขาพูดคำว่ารักชาติได้สะใจ
ต้องดูว่าเขากล้าชนกับใคร
กล้าตัดผลประโยชน์ของใคร
กล้าเปิดข้อมูลอะไร
กล้าปฏิรูปอะไร
กล้ารับผิดเรื่องไหน
และกล้ายืนอยู่ข้างประชาชนในวันที่การยืนข้างประชาชนทำให้ตัวเองเสียประโยชน์หรือไม่
เพราะคนที่กล้าพูดว่ารักประชาชนตอนหาเสียงมีเยอะฉิบหาย แต่คนที่กล้ารักษาคำพูดหลังจากได้อำนาจมีน้อยกว่ามาก
และคนที่กล้าพูดว่ารักชาติก็มีเต็มประเทศ แต่คนที่กล้ายอมเสียอำนาจของตัวเองเพื่อให้ประเทศมีกติกาที่เป็นธรรมกลับหายากเหลือเกิน
นั่นต่างหากคือบททดสอบ
ผู้นำที่ดีต้องยอมรับว่าประชาชนไม่ได้มีหน้าที่เชื่อฟังผู้นำตลอดชีวิต ผู้นำต่างหากที่มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อประชาชนทุกวัน และเมื่อประชาชนไม่เอาแล้ว ก็ต้องยอมรับผลของมัน ไม่ใช่หาทางสร้างกติกาใหม่เพื่อให้ตัวเองหรือพวกตัวเองกลับมาได้เปรียบ
เพราะถ้าคุณเชื่อว่าประชาชนเลือกผิด คุณก็ต้องชนะประชาชนด้วยเหตุผล ไม่ใช่เอาอำนาจอื่นมาชนะประชาชนแทน
นี่คือหัวใจของประชาธิปไตย
ถ้าคุณคิดว่าประชาชนโง่ ก็จงไปอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ
ถ้าคุณคิดว่านโยบายอีกฝ่ายแย่ ก็เอาตัวเลข เอาหลักฐาน เอาผลงานมาโต้
ถ้าคุณคิดว่ารัฐบาลบริหารไม่ได้ ก็ลงเลือกตั้งแล้วชนะให้ได้
อย่าเอารถถัง เอาองค์กร เอากลไกที่ประชาชนควบคุมไม่ได้ หรือเอาเกมอำนาจลับหลังประชาชนมาแก้ปัญหา
เพราะทันทีที่คุณทำแบบนั้น คุณไม่ได้กำลังปกป้องประชาธิปไตย คุณกำลังบอกประชาชนทางอ้อมว่าเสียงของพวกคุณไม่มีความหมายพอที่จะกำหนดประเทศด้วยตัวเอง
และถ้าทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ประเทศไทยก็จะติดอยู่ในวงจรเดิม
เลือกตั้งแล้วผิดหวัง
เปลี่ยนรัฐบาลแล้วถูกขัดขวาง
เกิดวิกฤตแล้วใช้วิกฤตเป็นข้ออ้าง
เปลี่ยนกติกา
สร้างกลไกใหม่
จำกัดอำนาจรัฐบาล
ประชาชนหมดศรัทธา
แล้วก็มีคนพูดว่าเห็นไหม ประเทศไทยไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย
แม่งไม่ใช่
บางทีประเทศไม่ได้ไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย แต่ผู้มีอำนาจบางกลุ่มต่างหากที่ไม่พร้อมยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง
และถ้ายังไม่ยอมรับเรื่องนี้ ต่อให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง มีรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ มีรัฐบาลอีกกี่ชุด มีนายกรัฐมนตรีอีกกี่คน ปัญหาก็จะวนกลับมาที่เดิม เพราะเรากำลังเปลี่ยนตัวละคร แต่ไม่ได้เปลี่ยนบท
ประชาชนจึงต้องถามให้หนักกว่าเดิมว่า คนที่เราจะเลือกเข้าไปเป็นผู้นำประเทศนั้น เขาจะปกป้องเสียงของประชาชนจริงหรือไม่ เขาจะยอมให้มีอำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมาชี้เป็นชี้ตายหรือไม่ เขาจะกล้าชนกับนายทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์หรือไม่ เขาจะกล้าปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการหรือไม่ เขาจะเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบหรือไม่ และถ้าวันหนึ่งเขาแพ้เลือกตั้ง เขาจะยอมเดินลงจากเก้าอี้อย่างสง่างาม หรือจะหาทุกช่องทางเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้
คำตอบพวกนี้สำคัญกว่าคำว่ารักชาติเป็นร้อยเท่า
เพราะคนที่รักชาติจริงไม่จำเป็นต้องตะโกนว่าตัวเองรักชาติทุกห้านาที
เขาแค่ทำให้ประเทศดีขึ้น
ทำให้คนธรรมดามีความปลอดภัย
ทำให้คนทำมาหากินได้
ทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย
ทำให้ตำรวจทำงาน
ทำให้คนโกงกลัวกฎหมาย ไม่ใช่ประชาชนกลัวกฎหมาย
ทำให้คนมีอำนาจต้องกลัวการตรวจสอบ
ทำให้โครงการรัฐทุกบาททุกสตางค์ตรวจสอบได้
ทำให้คนเก่งมีโอกาสโดยไม่ต้องมีเส้น
ทำให้เด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนยังสามารถมีอนาคตได้
ทำให้คนสุจริตไม่ต้องไปกราบใครเพื่อขอความเป็นธรรม
และทำให้ประชาชนรู้ว่าเมื่อเขาเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง เสียงของเขามีความหมายจริง ไม่ใช่เลือกไปแล้วต้องรอดูว่าใครบางคนหลังฉากจะยอมให้ผลการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่
นี่แหละคือผู้นำที่ประเทศไทยต้องการ
ไม่ใช่ผู้นำที่เก่งที่สุดในการเล่นเกมการเมือง
แต่เป็นผู้นำที่กล้ายุติเกมการเมืองที่ทำร้ายประเทศ
ไม่ใช่ผู้นำที่รู้วิธีรักษาอำนาจ
แต่เป็นผู้นำที่รู้ว่าอำนาจต้องคืนให้ประชาชน
ไม่ใช่ผู้นำที่พูดว่ารักชาติได้เก่งที่สุด
แต่เป็นผู้นำที่ทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าประเทศนี้เป็นของเขาจริงๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้ประชาชนได้คนที่ตัวเองต้องการจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าคนที่อยู่นอกอำนาจตามรัฐธรรมนูญยังสามารถเข้ามาชี้เป็นชี้ตายได้อยู่เรื่อยๆ ต่อให้ประชาชนเลือกใหม่อีกสิบครั้ง ประเทศก็อาจยังเดินกลับมาที่เดิมอยู่ดี
และนั่นแหละคือความล้มเหลวที่ใหญ่กว่าการมีรัฐบาลห่วยๆ เสียอีก
เพราะรัฐบาลห่วยยังเปลี่ยนได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่ถ้ากติกาถูกออกแบบให้ประชาชนเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์
ประเทศก็จะถูกแช่แข็งต่อไป
แช่แข็งด้วยกติกา
แช่แข็งด้วยอำนาจ
แช่แข็งด้วยระบบอุปถัมภ์
แช่แข็งด้วยความกลัว
แช่แข็งด้วยการไม่กล้าตั้งคำถาม
และแช่แข็งด้วยคำโกหกเดิมๆ ว่า ทุกอย่างกำลังดีขึ้น ทั้งที่คนไทยจำนวนมากยังต้องถามตัวเองว่า แล้วเมื่อไหร่ชีวิตกูจะดีขึ้นสักที
ถ้าผู้นำคนหนึ่งตอบคำถามประชาชนไม่ได้ ก็อย่าปกป้องเขาด้วยคำว่ารักชาติ
ถ้ารัฐบาลอธิบายไม่ได้ว่าเงินภาษีไปไหน ก็อย่าปกป้องด้วยคำว่าความมั่นคง
ถ้าโครงการรัฐมีข้อสงสัย ก็อย่าปิดปากคนถาม
ถ้ากฎหมายมีปัญหา ก็อย่าเอากฎหมายมาปิดปากคนที่วิจารณ์
ถ้าการเลือกตั้งมีความหมาย ก็ต้องเคารพผลการเลือกตั้ง
และถ้าประชาชนคือเจ้าของประเทศจริง ก็ต้องยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิ์ถามว่า
พวกมึงบริหารประเทศไปทำเหี้ยอะไร
คำถามนี้อาจฟังแรง
แต่ประชาชนมีสิทธิ์ถาม
เพราะเงินที่เอาไปบริหารคือเงินของประชาชน
ชีวิตที่ได้รับผลกระทบคือชีวิตของประชาชน
อนาคตที่ถูกตัดสินคืออนาคตของประชาชน
และประเทศที่ถูกฝากไว้ในมือของคนมีอำนาจก็คือประเทศของประชาชน ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร
ดังนั้นผู้นำในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดีที่สุด
ต้องเป็นคนที่ตอบได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดูดีที่สุด
ต้องเป็นคนที่รับผิดชอบได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่อ้างว่ารักชาติมากที่สุด
ต้องเป็นคนที่ทำให้ประเทศดีขึ้นจริง
1
และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชนะทุกเกมการเมือง
แต่ต้องเป็นคนที่กล้ายอมแพ้ในวันที่การยอมแพ้ของตัวเองทำให้ประเทศเดินหน้าต่อได้
เพราะถ้าคนหนึ่งคนยอมเสียอำนาจเพื่อรักษาประเทศ นั่นคือผู้นำ
แต่ถ้าคนหนึ่งคนยอมให้ประเทศเสียหาย เพียงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง นั่นไม่ใช่ผู้นำ
มันคือคนที่เอาประเทศเป็นเดิมพันเพื่อรักษาเก้าอี้ของตัวเอง
และประเทศไทยแม่งไม่ควรต้องอยู่กับเกมแบบนี้ไปอีกแล้ว
โฆษณา