14 ส.ค. เวลา 15:03 • หนังสือ

บทที่ 23 ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง

บทที่ 23 ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร?”
นางหยางพลันรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา จึงถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
หลีเยว่ซูไม่ได้ตอบคำถามของนาง แต่หันไปพูดกับเสิ่นถิงอี๋ว่า “อี๋เอ๋อร์ ไปเอาของใต้หมอนของแม่มาให้หน่อย”
ดวงตาของเสิ่นถิงอี๋เป็นประกายขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่านางรู้ว่ามันคืออะไร จึงรีบวิ่งไปที่บ้านของลุงหลิว
ไม่นานนัก นางก็กลับมาพร้อมห่อผ้าเล็ก ๆ ในมือ
ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน หลีเยว่ซูเปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นเข็มเงินเรียวยาวทีละเล่ม
ชั่วขณะนั้น คนที่เคยเห็นนางรักษาจางหยางต่างพากันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมาทันที ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีนางหยางอยู่ด้วย
ใบหน้าที่ซีดขาวอยู่แล้วของนางไร้สีเลือดลงไปอีก นางเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าอย่า... อย่าเข้ามานะ!”
หลีเยว่ซูเดินเข้าไปหานางด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ข้าจะรักษาเจ้า ก็ต้องเดินเข้าไปหาเจ้าสิ”
พูดพลางยังจงใจแกว่งเข็มเงินในมือให้ดูอีกด้วย
“อ๊า—อย่าแทงข้า!”
นางหยางกรีดร้องเสียงดัง ไม่สนใจอาการไม่สบายของตนเองอีกต่อไป รีบวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว ทิ้งให้แม่เฒ่าเสิ่นนั่งอยู่กับพื้นอย่างมึนงงไปพักใหญ่
หลีเยว่ซูยกมุมปากขึ้น ก่อนหันไปมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มใสซื่อไร้พิษภัย
“ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ไปแล้ว เช่นนั้นให้ข้ารักษาแม่สามีก่อนก็แล้วกัน!”
แม่เฒ่าเสิ่นตกใจจนใช้ทั้งมือทั้งเท้าคลานลุกขึ้นมา
“ไม่ ๆ ๆ ข้าไม่ได้ป่วย! ไม่ต้องให้เจ้ารักษา ข้าไม่เป็นอะไร!”
ภายใต้สายตาของผู้คนที่กำลังดูเรื่องสนุก แม่เฒ่าเสิ่นวิ่งหนีจนแม้แต่รองเท้ายังหลุดหายไปข้างหนึ่ง แล้วไหนเลยจะยังมีสภาพเจ็บปวดแทบตายเหมือนเมื่อครู่อีก
“พรืด ฮ่า ๆๆๆ!”
ไม่รู้ว่าใครกลั้นไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมาก่อน ทุกคนจึงพากันหัวเราะตาม
ทุกคนต่างคิดว่าสะใภ้แม่สามีตระกูลเสิ่นเห็นว่าหลีเยว่ซูมีเงินแล้ว จึงจงใจหาเรื่องเรียกร้องเงิน ไม่นานก็แยกย้ายกันไปทำงานของตน ไม่มีใครเชื่อว่าพวกนางปวดท้องจริง
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว เสิ่นอี้หมินกลับเดินมาหาหลีเยว่ซู
“อาหมิน มีอะไรหรือ?” หลีเยว่ซูวางไม้กวาดลง
เสิ่นอี้หมินเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าไม่ใช่นาง”
เด็กชายเงยหน้าขึ้น แม้ต้องแหงนมองนาง แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวกลับไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์อ่อนโยนบอบบางของเขาแล้ว ราวกับเป็นคนละคนกัน
หลีเยว่ซูกะพริบตา “เจ้าพูดอะไร?”
เสิ่นอี้หมินดูเหมือนจะมั่นใจอย่างมาก ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“วิชาแพทย์ ฝีมือทำอาหาร วรยุทธ์ รวมถึงอาวุธลับประหลาดนั่น ล้วนไม่ใช่สิ่งที่หลีเยว่ซูจะทำได้”
เขารู้จัก “หลีเยว่ซู” มาหนึ่งปีแล้ว ย่อมรู้ดีว่านางเป็นคนเช่นไร
หลีเยว่ซูตบฝุ่นบนมือเบา ๆ
“นี่คือสิ่งที่เจ้าสังเกตข้ามาหลายวันแล้วได้ข้อสรุปอย่างนั้นหรือ?”
นางรู้ว่าเสิ่นอี้หมินเฝ้าสังเกตนางมาตลอดหลายวันนี้
ที่นี่คือโลกในนิยาย และเสิ่นอี้หมินก็เป็นเด็กที่มีความคิดละเอียดรอบคอบและเจ้าเล่ห์ที่สุดในบรรดาตัวร้ายทั้งสี่คน หลีเยว่ซูย่อมไม่มีทางมองข้ามเขาเพียงเพราะเขายังเด็ก
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่ได้คิดจะบอกความจริง
เพราะหากเรื่องแบบนี้ถูกพูดออกไป นางคงไม่ถูกมองว่าเสียสติ ก็คงถูกมองว่าเป็นปีศาจ
เสิ่นอี้หมินมองนางอย่างระแวดระวัง
“ใครส่งเจ้ามา? จุดประสงค์ของเจ้าคืออะไร? ต้องการจัดการข้า? หรือว่า...”
“เพียะ!”
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนท้ายทอยของเสิ่นอี้หมินอย่างแรง เสียงของเด็กชายพลันขาดหายไป สีหน้าที่ปกติอ่อนโยนของเขาดูมึนงงไปชั่วขณะ
หลีเยว่ซูสะบัดมือที่เจ็บจากการตบ แล้วกลอกตามองเขา
“ถ้าไม่ใช่เพราะข้า ตอนนี้บ้านของเราคงไม่มีแม้แต่ผนังสี่ด้านให้เรียกว่าบ้านแล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะหวังอะไรจากพวกเจ้ากัน?”
เสิ่นอี้หมินยกมือคลำท้ายทอย ยืนอึ้งอยู่กับที่
จริงด้วย
ตอนนี้พวกเขาแทบไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว ต่อให้คนพวกนั้นรู้เบาะแสของพวกเขา เพียงส่งนักฆ่าสักคนมาก็จัดการได้แล้ว เหตุใดจะต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากถึงเพียงนี้?
แต่... บนตัวท่านพ่อยังมีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อยู่นี่!
เมื่อเห็นสีหน้าสับสนลังเลของเขา หลีเยว่ซูกลับรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูน่ารักขึ้นมาอย่างประหลาด
นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบท้ายทอยของเสิ่นอี้หมินตรงที่เพิ่งตบไปเมื่อครู่ การเคลื่อนไหวนั้นอ่อนโยนอย่างยิ่ง
“วางใจเถอะ ก่อนที่พวกเจ้าจะโตขึ้น ข้าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้า ตรงกันข้าม... ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง”
เสิ่นอี้หมินชะงักไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ผู้หญิงคนนี้... ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
ในเวลานั้นเอง เสิ่นเว่ยก็ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน
“ภรรยา ข้าก็อยากให้ลูบบ้าง!”
หลีเยว่ซูและเสิ่นอี้หมินต่างตกใจไปตาม ๆ กัน ก่อนมองชายร่างสูงใหญ่ที่มีสีหน้าโง่งมอย่างพูดไม่ออก
“ได้ ๆ ๆ ลูบก็ลูบ”
หลีเยว่ซูยื่นมือไปขยี้ผมของเขาสองทีอย่างขอไปที ก่อนถามว่า “น้ำที่ให้เจ้าไปต้มหายไปไหนแล้ว?”
เสิ่นเวายฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ภรรยาบอกว่าพอน้ำเดือดจนมีฟองแล้วให้มาหา ข้าก็เลยมา”
เมื่อเห็นท่าทางโง่ ๆ ของเขา หลีเยว่ซูอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้ผมเขาอีกสองที
“เก่งมาก คืนนี้ให้รางวัลเจ้าด้วยเนื้อเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น!”
“ภรรยาดีที่สุดเลย! ต่อไปถ้าข้าโตขึ้น ข้าก็จะดีกับภรรยาด้วย!”
“หึ ตอนนี้เจ้าก็เป็นคนที่สูงที่สุดในบ้านแล้ว ยังคิดจะโตไปถึงไหนอีก?”
“อืม... ถ้าอย่างนั้นข้าไม่กินเนื้อแล้ว ให้ภรรยากินแทน ให้ภรรยาตัวสูงกว่าข้า!”
“...ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้”
ทั้งสองเดินคุยกันไปพลาง ภาพด้านหลังดูอบอุ่นกลมกลืนอย่างบอกไม่ถูก
เสิ่นอี้หมิ่นมองภาพนั้น จู่ ๆ ในใจก็เกิดความสงบและความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเขาเองก็เพิ่มความจริงใจขึ้นหลายส่วน
……
ทุกวันหลีเยว่ซูจะไปดูความคืบหน้าการสร้างบ้านที่บ้านหลังเก่า
เพราะนางจ่ายเงินอย่างใจกว้าง ทั้งยังมีเนื้ออร่อย ๆ ให้กินทุกวัน คนงานจึงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง บ้านใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนเศษก็ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อย
บ้านหลังนี้เป็นแบบที่หลีเยว่ซูออกแบบเอง มีกลิ่นอายของเรือนสี่ประสานอยู่เล็กน้อย เรียบง่ายแต่กว้างขวาง นอกจากห้องนอนกับห้องครัวแล้ว ยังมีห้องหนังสือและห้องอาบน้ำ นางถึงกับสร้างห้องเก็บยาให้ตัวเองโดยเฉพาะอีกด้วย
หลีเยว่ซูพาลุงหลิวเข้าเมืองไปหลายรอบ เพื่อเปลี่ยนเครื่องเรื่อนใหม่ทั้งหมด ทั้งยังซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปเนื้อผ้าดีให้ทุกคนคนละหลายชุด
หากที่ดินของบ้านเก่ามีขนาดใหญ่กว่านี้อีกหน่อย คนอื่นคงคิดว่านี่เป็นบ้านของคหบดีคนไหนสักคนไปแล้ว
เพื่อขอบคุณทุกคน หลีเยว่ซูยังจ่ายค่าแรงเพิ่มให้ทุกคนอีกหนึ่งวัน
หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ เงินสามร้อยตำลึงที่นางมีอยู่ก็แทบไม่เหลือแล้ว
แต่หลีเยว่ซูกลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย หลังจัดการบ้านจนเรียบร้อยแล้ว นางก็พาทุกคนเข้าเมืองไปซื้อขนมชั้นดีหลายห่อและผ้าหลายพับ
เสิ่นถิงเหวินกลับรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง
“เราไม่ได้จะส่งพี่ใหญ่ไปสำนักศึกษาหรือ ทำไมต้องซื้อของพวกนี้ด้วย?”
หลีเยว่ซูมองสีหน้ารักเงินของเขาอย่างจนปัญญา
“พี่ใหญ่ของเจ้าพักรักษาตัวอยู่บ้านตั้งครึ่งเดือนเศษ พอกลับสำนักศึกษา ก็ต้องไปพบอาจารย์ไม่ใช่หรือ? แล้วก็ถือโอกาสจ่ายค่าเล่าเรียนของปีหน้าด้วย อีกอย่าง ในวันที่พี่ใหญ่ของเจ้าเกิดเรื่อง ยังมีเพื่อนร่วมสำนักที่มาส่งข่าวให้เรา ตอนนี้เรื่องในบ้านจัดการเสร็จแล้ว เราไม่ควรไปขอบคุณเขาสักหน่อยหรือ?”
นางยื่นมือไปหยิกแก้มป่อง ๆ ของเสิ่นถิงเหวิน
“อาเหวิน การค้าขายต้องมองการณ์ไกล ต้องรู้จักคุณธรรมและน้ำใจ อย่าให้ความสำคัญแค่ผลประโยชน์ตรงหน้า”
เสิ่นถิงเหวินทำหน้าครุ่นคิดเหมือนเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก แม้จะยังรู้สึกเสียดายเมื่อมองของเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เสิ่นอี้หมิ่นที่อยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดของนาง ก็มองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนสายตากลับไป
ผู้หญิงคนนี้แต่ก่อนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนี้เสียที่ไหน!
ไม่นาน ทั้งหมดก็มาถึงสำนักศึกษาและจ่ายค่าเล่าเรียนเรียบร้อย จึงได้รู้ว่าในช่วงครึ่งเดือนเศษที่ผ่านมา จางหยางก็ลาหยุดเช่นกัน และถึงขั้นที่ทั้งตระกูลจางย้ายออกจากเมืองไปแล้ว
ที่แท้เมื่อครึ่งเดือนก่อน มีชายชุดดำสองคนบุกเข้าไปในบ้านตระกูลจาง ทำร้ายผู้คุ้มกันทั้งหมด และเกือบจะสังหารจางหยางด้วยซ้ำ
หลังจากนั้น นายท่านจางกับฮูหยินจางก็ออกตามหาหมอไปทั่ว จนรักษาจางหยางที่หวาดกลัวจนล้มป่วยได้สำเร็จ จากนั้นจึงรีบร้อนย้ายออกไป
ตอนนี้หลีเยว่ซูจึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลจางถึงไม่ได้มาหาเรื่องพวกเขา นางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ทว่าเมื่อเสิ่นอี้หมิ่นได้ยินเรื่องชายชุดดำสองคนนั้น แววบางอย่างก็วาบผ่านดวงตาของเขาอย่างรวดเร็ว
หลีเยว่ซูไม่ได้สังเกตเห็น นางหันไปสอบถามอาจารย์ถึงศิษย์ที่เป็นคนมาส่งข่าวให้พวกเขาในวันนั้น
“คนที่ฮูหยินตามหาน่าจะเป็นโม่เหลี่ยนกระมัง?”
อาจารย์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“หากเป็นเขา วันนี้ฮูหยินคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ”
โฆษณา