14 ส.ค. เวลา 15:06 • หนังสือ

บทที่ 27 ฝันร้ายที่น่ากลัวมาก

บทที่ 27 ฝันร้ายที่น่ากลัวมาก
คืนนั้น ขณะที่หลีเยว่ซูกำลังหลับอยู่ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ก็เห็นเสิ่นเว่ยกำลังเบิกตากว้างสองข้าง นั่งยอง ๆ อยู่ข้างหัวเตียง มือข้างหนึ่งถือเทียนเอาไว้ พลางจ้องมองเธอตาแป๋ว
“เชี่ย!”
หลีเยว่ซูชกหมัดออกไปทันที ก่อนจะพลิกตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ได้ยินเพียงเสียง “ปึง!” เสิ่นเว่ยถูกชกจนหงายหลังลงไปนอนแผ่สี่ขาอยู่บนพื้น ส่วนเทียนในมือก็ถูกปัดจนล้มและดับลง
“อื้อ…”
เสิ่นจืออวี้ถูกเสียงรบกวนจนตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ก่อนจะส่งเสียงเรียกเบา ๆ
หลีเยว่ซูได้สติกลับมา เธอรีบหันไปปลอบเขาตามสัญชาตญาณ
“นอนเถอะ ๆ ไม่ต้องกลัวนะ”
หลังจากเสิ่นจืออวี้หลับไปอย่างสะลึมสะลือแล้ว เธอจึงลงจากเตียง จุดเทียนขึ้นมาใหม่
เสิ่นเว่ยยังคงนั่งอยู่บนพื้น มือทั้งสองข้างกุมตาขวาเอาไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
หลีเยว่ซูลดเสียงลง
“ดึกดื่นไม่ยอมนอน จะทำอะไร?”
เสิ่นเว่ยมองเธออย่างน่าสงสาร
“ข้า...ข้าฝันร้าย”
หลีเยว่ซูยกมือกุมหน้าผากอย่างจนใจ ก่อนจะอดทนพยุงเขาขึ้นมา
“ฝันว่าอะไร?”
เสิ่นเว่ยอ้าปากเหมือนอยากพูด แต่ลังเลอยู่นาน สุดท้ายกลับพูดเพียงประโยคเดียว
“เป็นฝันร้ายที่น่ากลัวมาก”
หลีเยว่ซู “...”
เธอจนปัญญา จึงลากเสิ่นเว่ยกลับไปนอน ส่วนตัวเองนั่งอยู่ข้างเตียง
“ข้าจะเฝ้าเจ้านอน แบบนี้คงไม่กลัวแล้วใช่ไหม?”
เสิ่นเว่ยเบะปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วหลับตาลง
เมื่อเห็นดังนั้น หลีเยว่ซูจึงวางมือลงบนแผ่นหลังของเขา แล้วตบเบา ๆ เหมือนที่ใช้กล่อมเสิ่นจืออวี้
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เสิ่นเว่ยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองผ่านช่องเล็ก ๆ
เขาเห็นหลีเยว่ซูนั่งอยู่ข้างเตียง ศีรษะเอียงไปด้านหนึ่ง ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
เสิ่นเว่ยเม้มริมฝีปาก จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะประคองหลีเยว่ซูให้นอนลงบนเตียง ส่วนตัวเองขดตัวเป็นก้อนแล้วนอนอยู่ข้าง ๆ เธอ ในระยะห่างไม่ถึงครึ่งเมตร
เมื่อครู่เขาฝันเห็นคนมากมายถืออาวุธ สวมเสื้อเกราะเหล็กไล่ฆ่าผู้คน
และเขาก็อยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นด้วย
เขาฆ่าคนไปมากมาย
ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด ไม่รู้ว่าเป็นเลือดของตัวเองหรือของคนอื่น
ในใจเขาหวาดกลัวมาก
แต่เขาไม่กล้าบอกภรรยา
เขากลัวว่าภรรยาจะกลัวเขาเพราะเรื่องนี้
ครั้งนี้...ขอหลอกภรรยาเพียงครั้งเดียวก็แล้วกัน
ต่อจากนี้เขาจะไม่โกหกนางอีกแล้ว
……
วันรุ่งขึ้น
เมื่อหลีเยว่ซูตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
แต่เธอไม่ได้คิดอะไรมาก ลุกขึ้นมาตรวจดูอาการของท่านแม่ของโม่เหลียนก่อน จากนั้นจึงไปทำอาหารเช้าให้ทุกคน
ส่วนตอนที่เสิ่นเว่ยตื่นขึ้นมา รอบดวงตาขวาของเขายังคงมีรอยฟกช้ำอยู่
เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนหลีเยว่ซูลงมือแรงไปหน่อย
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาสงสัยของทุกคน เธอได้แต่ยกมือแตะจมูกอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะรีบหยิบยาออกมาจากห้วงมิติแล้วทาให้เขา
อีกด้านหนึ่ง ร้านเหิงเต๋อเหยาก็ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนก็จัดเตรียมไว้ครบ เพียงส่งยาไปก็สามารถเปิดกิจการได้
หลีเยว่ซูกำหนดวันเปิดร้านเป็นวันพรุ่งนี้ ตอนที่ไปส่งเสิ่นอี้หมิ่นกับโม่เหลียนกลับสำนักศึกษา ก็จะได้แวะไปดูพอดี
ภายในเรือนเล็ก ๆ ที่ไม่ใหญ่โต ทุกคนต่างกำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมาก
โม่เหลียนเดินออกมาพร้อมกับเสิ่นอี้หมิ่น เมื่อเห็นภาพตรงหน้า รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในดวงตา
“อี้หมิ่น แม่เลี้ยงของเจ้าเป็นคนดีมาก นางไม่เหมือนกับที่เจ้าบอกข้าเมื่อก่อนเลย”
เสิ่นอี้หมิ่นมองหลีเยว่ซูที่นั่งอยู่ท่ามกลางกองสมุนไพร พลางมองน้องชายคนที่สี่ด้วยสายตาเปี่ยมความรัก ความอบอุ่นผุดขึ้นในดวงตาของเขา
“อืม นางไม่เหมือนเดิมจริง ๆ”
เขาอาจไม่มีวันลืมภาพในวันที่ตัวเองสิ้นหวังที่สุด ผู้หญิงคนนี้เปิดม่านแล้วพุ่งเข้ามาในรถม้า
รวมถึงค่ำคืนอีกหลายคืนที่เขาไม่กล้าหลับ นางกลับวางเทียนเอาไว้ข้างหัวเตียงของเขาอย่างเงียบ ๆ และปล่อยให้มันสว่างอยู่ตลอดทั้งคืน
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลีเยว่ซูคนเดิมจะทำ
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เสิ่นอี้หมิ่นก็รู้สึกกังวลขึ้นมา
พวกเขาไม่มีคุณค่าอะไรให้ใครใช้ประโยชน์
ต่อให้คนจากเมืองหลวงฉงโจวรู้ตัวตนของพวกเขาเข้า ก็เพียงส่งนักฆ่ามาสักคนก็สามารถจัดการได้แล้ว
แต่ท่านพ่อไม่เหมือนกัน
เขายังมีคุณค่ามากกว่าตอนที่ตายเสียอีก
ไม่ใช่ว่าเขาคิดมากเกินไป
ด้วยสถานะของพวกเขา หากไม่ระแวดระวังและสงสัยในทุกเรื่อง พวกเขาคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ทันใดนั้น เสียงนกร้องก็ดังขึ้น
โม่เหลียนมองไปรอบ ๆ
“แปลกจริง ฤดูกาลนี้ยังมีนกกาเหว่าอยู่อีกหรือ?”
แววตาของเสิ่นอี้หมิ่นไหววูบ เขาไขว้มือไว้ด้านหลังและแอบทำสัญญาณบางอย่าง
“ทำไมข้าไม่ได้ยิน?”
“อย่างนั้นหรือ?”
โม่เหลียนตั้งใจฟังอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงนกอีก
“ถ้าอย่างนั้นข้าคงฟังผิดไปเอง”
เสิ่นอี้หมิ่นไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงเรียกโม่เหลียนให้ไปช่วยงานด้วยกัน
แต่ในตอนที่ไม่มีใครทันสังเกต เขากลับแอบออกจากบ้านแล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขา
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา เขาจึงเอ่ยเสียงเย็น
“ออกมาได้แล้ว!”
วินาทีต่อมา ชายชุดดำสองคนก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“คารวะคุณชายใหญ่!”
คนทั้งสองถอดผ้าปิดหน้าออกแล้ว
เป็นฉายหยางกับซิงเหอ
เสิ่นอี้หมิ่นยืนเอามือไพล่หลัง แม้ความสูงของเขาจะไม่ได้ต่างจากชายทั้งสองที่คุกเข่าอยู่มากนัก แต่กลับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมาโดยไร้เหตุผล
เขามองสภาพมอมแมมจากการเดินทางของทั้งสอง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเจ้าไปที่ไหนมา?”
ฉายหยางรีบตอบ
“หลังจากรู้ว่าคุณชายใหญ่เกิดเรื่อง พวกเราก็ไล่ตามจากบ้านตระกูลจางไปจนถึงหอชิงเฟิง แต่กลับถูกคนหลอกให้ไปตามทางน้ำทางตะวันตกเฉียงเหนือ”
“กว่าพวกเราจะรู้ตัวว่าติดกับและย้อนกลับมา ก็ได้รับข่าวว่าคหบดีเสียชีวิตแล้ว พวกเราตามหาข่าวของคุณชายใหญ่ไม่ได้ จึงได้แต่กลับมาลองเสี่ยงดู”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งสองต่างยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย
หากคุณชายใหญ่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ พวกเขาแทบไม่กล้าจินตนาการเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทั้งสองจึงคุกเข่าลงด้วยขาอีกข้างทันที
“ขอคุณชายใหญ่ลงโทษด้วย!”
เสิ่นอี้หมิ่นไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่บรรยากาศรอบกายเย็นลงเล็กน้อย
หากไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น...
ตอนที่ฉายหยางกับซิงเหอตามหาเขาจนพบ ทุกอย่างคงสายเกินไปแล้ว
ความผิดพลาดครั้งนี้ ต่อให้ตายชดใช้ก็ยังไม่สาสม
แต่เสิ่นอี้หมิ่นรู้ดีว่าทั้งสองภักดีต่อเขา และยังรู้ด้วยว่าพวกเขาเป็นแขนซ้ายแขนขวาที่ท่านพ่อไว้วางใจมากที่สุด
เขาเม้มริมฝีปาก
“กลับไปแล้วไปรับโทษโบยคนละห้าสิบไม้”
ฉายหยางกับซิงเหอรับคำทันที
“ขอบคุณคุณชายใหญ่!”
เสิ่นอี้หมิ่นสั่งให้ทั้งสองลุกขึ้น ก่อนถามว่า
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉายหยางก้มหน้า สีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม
“เมื่อสองเดือนก่อน นายท่านตั้งใจจะกลับมาเยี่ยม แต่การเคลื่อนไหวของเขาถูกคนพบเข้า และยังมีคนเห็นใบหน้าของนายท่านด้วย”
“เพื่อไม่ให้ตัวตนของคุณชายและคุณหนูทั้งหลายถูกเปิดเผย นายท่านจึงไล่สังหารนักฆ่าเหล่านั้นเพียงลำพัง แล้วก็ขาดการติดต่อกับพวกเรา”
“ตอนที่พวกเราตามหาเขาพบ นายท่านก็กลายเป็นสภาพเช่นนี้แล้ว...”
เสิ่นอี้หมิ่นขมวดคิ้ว ใบหน้าอ่อนโยนของเด็กหนุ่มแฝงไปด้วยความโกรธ
“พวกเจ้าไปตามหาหมอแล้วหรือยัง?”
“ไปตามหาหมอเทวดาจี๋โม่ไป๋แล้วขอรับ” ซิงเหอรีบตอบ “แต่จี๋โม่ไป๋ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งคนจากเมืองหลวงฉงโจวก็จับตามองอยู่ตลอด พวกเราจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวเอิกเกริก”
เมื่อพูดถึงสถานที่แห่งนั้น ดวงตาของเสิ่นอี้หมิ่นก็เย็นเยียบขึ้นอีก
“ตอนนี้เมืองหลวงฉงโจวเป็นอย่างไรบ้าง?”
สีหน้าที่มักจะดูยียวนของซิงเหอพลันเคร่งขรึมลง
“พวกเขากำลังตามหานายท่านไปทั่ว ขณะเดียวกันก็แบ่งผลประโยชน์และอำนาจของนายท่านกันอยู่ อีกทั้งคนผู้นั้นยังยื่นมือเข้าไปถึงกองทัพแล้วด้วย”
เมื่อพูดถึงคนผู้นั้น เสิ่นอี้หมิ่นก็แค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
“ยังคิดจะยื่นมือเข้ากองทัพอีกหรือ? ความสามารถไม่เท่าไร แต่ความทะเยอทะยานกลับไม่น้อย!”
ฉายหยางกับซิงเหอมองหน้ากัน ก่อนจะก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร
แม้พวกเขาจะดูแคลนคนผู้นั้นเช่นกัน แต่ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะพูดเรื่องพวกนี้ออกมา
เสิ่นอี้หมิ่นเก็บความเย้ยหยันในดวงตา ก่อนหันกลับไปมองทั้งสอง
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยเสียงเบา
“ท่านแม่...นางเป็นอย่างไรบ้าง?”
น้ำเสียงของเขาปิดบังความกังวลเอาไว้ไม่มิด สีหน้าก็เกร็งขึ้น
ฉายหยางประสานมือ ค้อมเอวตอบ
“พระสนมหรงยังคงประทับอยู่ในตำหนักเย็น นายท่านสั่งให้คนคอยดูแลพระนางอย่างลับ ๆ ขอรับ”
เสิ่นอี้หมิ่นกัดฟันแน่น มือที่กำแน่นสั่นเล็กน้อย
ในสถานที่ที่กลืนกินคนโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูกเช่นนั้น แค่คอยดูแลจะมีประโยชน์อะไร?
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสิ่นอี้หมิ่นจึงกดข่มอารมณ์ในใจลง
“พวกเจ้ากลับไปก่อน ต่อให้หาหมอเทวดาไม่พบ ก็ต้องหาหมอคนอื่นมาดูอาการของท่านพ่อให้ได้”
“ขอรับ!”
ทั้งสองรับคำ แต่กลับยังไม่ได้จากไปทันที ราวกับยังมีบางอย่างต้องการจะพูด
……
โฆษณา