Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ดร.ทรงพล เทอดรัตนเกียรติ Innovation Creative
•
ติดตาม
13 ส.ค. เวลา 11:50 • ข่าว
“ถ้าผมเตรียมโลงศพไว้ 100 ใบ
99 ใบสำหรับคนโกง
อีก 1 ใบ…สำหรับตัวผมเอง”
นี่คือประโยคที่มักถูกเล่าควบคู่กับชื่อของ จู หรงจี (Zhu Rongji) อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ผู้ได้รับภาพลักษณ์ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำสายปฏิรูปที่เด็ดขาดที่สุดของจีน
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าความเด็ดขาดของเขา คือคำถามว่า...
ทำไมบางครั้ง การช่วยประเทศ
จึงต้องเริ่มจากการยอมให้คนจำนวนมาก “ไม่ชอบเรา”?
---
ปลายทศวรรษ 1990 จีนกำลังอยู่ตรงทางแยก
รัฐวิสาหกิจจำนวนมากไม่มีประสิทธิภาพ
ระบบการเงินมีปัญหา
เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนจากระบบที่รัฐควบคุมอย่างหนัก ไปสู่ระบบตลาดมากขึ้น
ถ้าคุณเป็นผู้นำ คุณมีสองทางเลือก
ทางแรก — รักษาทุกอย่างไว้
เพื่อไม่ให้ใครเจ็บ
ทางที่สอง — ผ่าตัดโครงสร้าง
ทั้งที่รู้ว่าคนจำนวนมากจะเจ็บทันที
จู หรงจีเลือกทางที่สอง
เขาผลักดันการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ระบบธนาคาร ระบบราชการ และมีบทบาทสำคัญในการพาจีนเข้าสู่ WTO ในปี 2001
ผลของการปฏิรูปไม่ได้สวยงามทุกด้าน
คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง
ตำแหน่งงานบางส่วนหายไป
ผลประโยชน์เดิมถูกกระทบ
ลองจินตนาการว่ามีคนถามเขาว่า
“ท่านไม่กลัวคนเกลียดหรือ?”
คำตอบในจิตวิญญาณของนักปฏิรูปอาจเป็นว่า
“ถ้าผมมัวแต่กลัวคนเกลียด
แล้วใครจะทำสิ่งที่จำเป็น?”
---
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
“การบริหารเพื่อความนิยม”
กับ
“การบริหารเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว”
ในทางจิตวิทยา มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า Loss Aversion
เรารู้สึกเจ็บจากการ “สูญเสีย” รุนแรงกว่าความสุขจากสิ่งที่อาจได้รับในอนาคต
ดังนั้นทุกการปฏิรูปจึงมีปัญหาเหมือนกัน
ต้นทุนเกิดวันนี้
แต่ผลประโยชน์อาจเกิดอีกหลายปีข้างหน้า
คนที่เสียประโยชน์วันนี้จึงมองเห็นความเจ็บปวดชัดเจน
ขณะที่คนที่จะได้ประโยชน์ในอนาคต...อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือใคร
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
การเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ยากที่สุด
ไม่ใช่การคิดว่า “ต้องทำอะไร”
แต่คือการกล้าทำ ทั้งที่รู้ว่าจะมีแรงต้าน
---
แต่เรื่องของจู หรงจีมีอีกด้านที่สำคัญ
ความเด็ดขาดไม่ควรถูกโรแมนติกจนกลายเป็นความเชื่อว่า
“ผู้นำที่แข็งกร้าว = ผู้นำที่ดี”
ไม่จริงเสมอไป
ความเด็ดขาดจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อมันเดินคู่กับ
ความสามารถ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์ของตัวเอง
มิฉะนั้น “ผู้นำเด็ดขาด”
ก็อาจกลายเป็นเพียง “คนใช้อำนาจเก่ง”
เส้นแบ่งสองสิ่งนี้บางมาก
---
ในทางพุทธ มีแนวคิดหนึ่งที่นำมาเทียบเคียงได้อย่างน่าสนใจ
บางครั้ง เมตตาไม่ได้หมายถึงการตามใจ
หมอที่เห็นแผลติดเชื้อแล้วไม่ยอมผ่า เพราะกลัวคนไข้เจ็บ
อาจดูใจดีในวันนี้
แต่ความใจดีนั้นอาจทำร้ายคนไข้ในวันหน้า
ผู้นำก็เช่นเดียวกัน
บางครั้งต้องพูดสิ่งที่คนไม่อยากฟัง
หยุดโครงการที่ทุกคนผูกพัน
รื้อระบบที่เคยสร้างความสำเร็จ
หรือยอมเสียคะแนนนิยม
เพราะมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลกว่า “วันนี้”
---
จู หรงจีจึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเคยเป็นนายกรัฐมนตรีจีน
แต่เพราะชีวิตทางการเมืองของเขาทิ้งคำถามหนึ่งไว้ให้คนทำงานทุกระดับ
ตั้งแต่หัวหน้างาน
ผู้จัดการ
CEO
จนถึงผู้นำประเทศว่า...
ถ้าวันหนึ่งคุณต้องเลือกระหว่าง
“สิ่งที่ถูกใจคน”
กับ
“สิ่งที่คุณเชื่อว่าจำเป็นต่ออนาคต”
คุณจะกล้าจ่ายราคาของการตัดสินใจนั้นหรือไม่?
เพราะสุดท้ายแล้ว...
ตำแหน่งทำให้เรามีอำนาจตัดสินใจ
แต่ความเป็นผู้นำ
ถูกพิสูจน์จากสิ่งที่เรากล้าตัดสินใจ
ในวันที่การตัดสินใจนั้นไม่ได้ทำให้เราเป็นที่รัก
#จูหรงจี #ภาวะผู้นำ #การเปลี่ยนแปลงองค์กร #บทเรียนจากประวัติศาสตร์ #Leadership
PS. ถ้าคุณเป็นผู้นำองค์กร คุณจะเลือกอะไรระหว่าง “รักษาความรู้สึกของคนวันนี้” กับ “ยอมเจ็บวันนี้เพื่ออนาคตขององค์กร” — และเส้นแบ่งของความเด็ดขาดกับการใช้อำนาจ สำหรับคุณอยู่ตรงไหน?
ความรู้รอบตัว
แนวคิด
จีน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย