14 ส.ค. เวลา 15:10 • หนังสือ

บทที่ 29 ชั่วชีวิตเฝ้าอยู่กับตะเกียงและพระพุทธองค์

บทที่ 29 ชั่วชีวิตเฝ้าอยู่กับตะเกียงและพระพุทธองค์
หลีเยว่ซูถามอย่างสงสัย “มีใครเห็นอาเหวินกับอาอี๋บ้าง?”
“ฮูหยิน ข้าเห็นคุณชายรองกับคุณหนูสามไปที่ห้องเก็บของเจ้าค่ะ” เสิ่นเฉินเพิ่งต้อนรับลูกค้าคนหนึ่งเสร็จ จึงเงยหน้าขึ้นตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็บอกท่านหมอเฉิน ก่อนจะเดินไปยังห้องเก็บของ
ขณะเดียวกัน เสิ่นทิงเหวินกับเสิ่นทิงอี๋กำลังหลบอยู่ในห้องเก็บของด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พี่รอง พี่เห็นท่านผู้เฒ่าสวีจริง ๆ หรือ?” เสิ่นทิงอี๋ขมวดคิ้ว นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น
เสิ่นทิงเหวินพยักหน้า “ข้าแน่ใจว่าเป็นเขา แต่เขายังอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เสิ่นทิงอี๋เม้มริมฝีปากอย่างประหม่า “เขารู้หรือไม่ว่าเราอยู่ที่นี่? เขาเป็นคนขององค์รัชทายาท หากรู้ว่าพี่ใหญ่กับท่านพ่ออยู่ที่นี่ เช่นนั้น…”
ใบหน้าของนางซีดลงเล็กน้อย ก่อนจะคว้ามือเสิ่นทิงเหวินเอาไว้แน่น
สีหน้าของเสิ่นทิงเหวินเองก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ในฐานะพี่ชาย เขายังคงพยายามทำหน้าที่ปลอบน้องสาว “อย่ากลัว ไม่มีอะไรหรอก พวกเรา…พวกเราไปหาพี่ใหญ่กัน!”
ราวกับจู่ ๆ เขาก็มีหลักยึดขึ้นมา
“ใช่ ไปหาพี่ใหญ่ เขาต้องมีวิธีแน่นอน พวกเราไปสำนักศึกษากัน!”
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก
สองพี่น้องฝาแฝดพลันตกใจราวกับนกที่ถูกธนูตกใจ จึงเกร็งตัวขึ้นทันที
เมื่อหลีเยว่ซูเห็นเด็กทั้งสองมีท่าทางหวาดกลัว นางก็กวาดตามองไปรอบ ๆ โดยสัญชาตญาณ
เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติ นางจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหา ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าพวกเขา
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสิ่นทิงอี๋ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วส่ายหน้า แต่ใบหน้าก็ยังซีดอยู่เล็กน้อย
หลีเยว่ซูรู้สึกว่าทั้งสองคนดูผิดปกติ เมื่อครู่นี้ก่อนที่นางจะเข้ามา เหมือนจะได้ยินพวกเขาพูดถึงอะไรบางอย่าง
หลีเยว่ซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “เมื่อครู่นี้พวกเจ้ากำลังพูดถึงสำนักศึกษาใช่หรือไม่?”
หัวใจของเสิ่นทิงเหวินกระตุกวูบ เขาไม่รู้ว่านางได้ยินไปมากแค่ไหน
สองพี่น้องฝาแฝดมองหน้ากัน ต่างไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไร
หลีเยว่ซูสังเกตเห็นสีหน้าลำบากใจของทั้งคู่ จึงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“อาเหวินอยากไปเรียนที่สำนักศึกษาใช่หรือไม่?”
เสิ่นทิงเหวินชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง มองนางอย่างไม่ทันตั้งตัว
หลีเยว่ซูถอนหายใจ “เป็นความผิดของแม่เองที่ละเลย อาอวี้ถึงวัยเริ่มเรียนแล้ว ส่วนเจ้าเองก็ควรไปสำนักศึกษาพร้อมพี่ใหญ่ตั้งนานแล้ว”
หลังจากทะลุมิติมา นางเอาแต่คิดว่าจะทำดีกับเด็กทั้งสามและปรับปรุงความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่กลับลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเสียได้
“หา? ข้า…”
เดิมทีเสิ่นทิงเหวินคิดจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้อยากไปสำนักศึกษา แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องที่ตนกับน้องสาวกำลังพูดถึงเมื่อครู่อย่างไร จึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หลีเยว่ซูไม่รู้ถึงความคิดที่ยุ่งเหยิงในใจเขา นางเริ่มวางแผนส่งเด็ก ๆ ไปเรียนที่สำนักศึกษา
รายรับของวันนี้เพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนของเด็กทั้งสามคนเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว
ส่วนอาอี๋เป็นเด็กผู้หญิง ไม่มีสำนักศึกษาใดรับศิษย์หญิง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังซื้อหนังสือให้นางกลับมาเรียนที่บ้านได้
หลีเยว่ซูเป็นคนลงมือทำทันที เมื่อวางแผนได้แล้ว ช่วงบ่ายหลังออกจากร้านยา นางก็พาสองพี่น้องฝาแฝดไปยังสำนักศึกษา
ตลอดทาง เสิ่นทิงเหวินรู้สึกสับสนอย่างมาก เขาคิดหาคำพูดมากมายเพื่อเปลี่ยนใจและบอกว่าไม่อยากไปสำนักศึกษา แต่สุดท้ายก็ไม่มีความกล้าพอที่จะพูดออกมา
เมื่อมาถึงสำนักศึกษา ขณะที่หลีเยว่ซูไปหาอาจารย์ เขาก็รีบวิ่งไปหาพี่ใหญ่ทันที
เมื่อได้ฟังเรื่องจากเสิ่นทิงเหวิน เสิ่นอี้หมิ่นก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าแน่ใจหรือว่าคนที่เห็นคือท่านผู้เฒ่าสวี?”
เสิ่นทิงเหวินพยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่ใจ ข้าจำได้ ครั้งก่อนที่แม่เลี้ยงช่วยชายชราคนหนึ่งซึ่งโรคหัวใจกำเริบริมถนน ก็คือเขา ข้ากับน้องสามเห็นกับตา เดิมทีคิดว่าเขาแค่ผ่านมาที่นี่ ใครจะรู้ว่าผ่านมานานขนาดนี้แล้ว เขายังไม่ไปอีก”
“พี่ใหญ่ เขารู้ความเคลื่อนไหวของพวกเราหรือไม่?”
เสิ่นอี้หมิ่นขมวดคิ้ว เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“หากเขารู้ว่าเราอยู่ที่นี่จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่ผ่านมานานขนาดนี้แล้วเขายังไม่ลงมือ”
เสิ่นอี้หมิ่นเองก็คิดไม่ออกว่าเรื่องนี้มีสาเหตุอะไร จึงกล่าวว่า “ข้าจะให้ไฉหยางไปสืบ ส่วนเจ้ากับน้องสามระวังตัวและหลบเลี่ยงเขาไว้ก่อน ท่านผู้เฒ่าสวีรู้จักพวกเรา ห้ามให้เขาจำพวกเจ้าได้”
ดวงตาของเสิ่นทิงเหวินเป็นประกาย “พี่ใหญ่ติดต่อกับไฉหยางได้แล้วหรือ?”
เสิ่นอี้หมิ่นพยักหน้า “ข้าให้พวกเขาไปตามหาหมอเทวดาจี้โม่ไป๋แล้ว”
“ดีเหลือเกิน! ท่านพ่อมีทางรอดแล้ว!”
เสิ่นทิงเหวินมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะนึกถึงบางอย่าง สีหน้าก็หม่นลง
“พี่ใหญ่ แม่เลี้ยงอยากให้ข้ากับน้องสี่มาเรียนที่สำนักศึกษา”
เสิ่นอี้หมิ่นมองเขาเพียงแวบเดียว ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไร
“น้องสี่ถึงวัยเริ่มเรียนแล้ว ส่วนวิชาของเจ้าที่ขาดหายไปตลอดหลายปีมานี้ก็มีอยู่ไม่น้อย”
เสิ่นทิงเหวินเบะปาก “ทั้งซ่อมบ้าน เปิดร้านยา แถมยังรับเด็กกำพร้ามาอีกเจ็ดคน แล้วบ้านเราจะยังมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนที่ไหน?”
เสิ่นอี้หมิ่นพูดแทงใจเขาโดยไม่ปรานี “ในเมื่อนางพาเจ้ามาที่สำนักศึกษา ก็แสดงว่านางมีเงินจ่าย”
เสิ่นทิงเหวินทำหน้าละห้อย “แต่ข้าไม่อยาก…”
“แล้วเจ้าอยากกลับเมืองจ้งโจวหรือ?”
เสิ่นอี้หมิ่นตัดบทขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“หรือว่าเจ้าคิดจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ปล่อยให้ท่านแม่ต้องเฝ้าอยู่กับตะเกียงและพระพุทธองค์ไปชั่วชีวิต?”
คำพูดของเขาหนักหน่วงไม่น้อย ใบหน้าของเสิ่นทิงเหวินพลันซีดเผือด
เสิ่นอี้หมิ่นรู้ว่าคำพูดของตนทำร้ายน้องชาย แต่ยังคงยืนกราน
“ต่อให้เจ้าอยากเป็นพ่อค้า หากไม่มีความรู้ความสามารถ เจ้าคิดว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน?”
“อาเหวิน หากอยากเชิดหน้าชูตากลับไป เจ้าก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องอดทนมากกว่าคนอื่น”
คำพูดเพียงประโยคเดียว ราวกับทำลายเปลือกเต่าที่เสิ่นทิงเหวินใช้ซ่อนตัวเองเอาไว้จนหมดสิ้น
เขารู้ว่าตนควรกลับไป แต่ชีวิตที่ถูกขัดเกลามานานทำให้เขาลืมไปแล้วว่า ตอนที่จากเมืองจ้งโจวมา เขาเคยมีความทะนงและความไม่ยอมแพ้มากเพียงใด
ราวกับในที่สุดก็คิดอะไรบางอย่างได้ เสิ่นทิงเหวินก้มหน้าลง
“พี่ใหญ่ ขอโทษ ข้าเข้าใจแล้ว…”
เสิ่นอี้หมิ่นมองท่าทางของเขา ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ อย่างพี่ชายคนโตที่สุขุมและมีความรับผิดชอบ
……
หลีเยว่ซูไม่รู้เรื่องที่สองพี่น้องพูดคุยกันเลย
หลังออกมาจากสำนักศึกษา นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเสิ่นทิงเหวินดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต่างจากเดิมตรงไหน
คงเป็นเพราะในที่สุดก็ได้เข้าเรียน เด็กจึงดีใจล่ะมั้ง!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลีเยว่ซูก็ลูบศีรษะเขาเบา ๆ
“พรุ่งนี้แม่จะเข้าเมือง แล้วจะส่งเจ้าและอาอวี้มาเรียนที่สำนักศึกษา ต่อไปเจ้าก็เรียนกับพี่ใหญ่ ทุก ๆ สิบวันเมื่อถึงวันหยุดก็กลับบ้าน ส่วนอาอวี้ยังเด็ก แม่จะมารับเขาหลังออกจากร้านยาทุกวัน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยพามาส่งที่สำนักศึกษา”
นางจัดการทุกอย่างเอาไว้อย่างรอบคอบ เห็นได้ชัดว่านางคิดถึงอนาคตของเด็ก ๆ จากใจจริง
เสิ่นทิงเหวินดูเหมือนจะเคยชินกับการถูกนางลูบศีรษะแล้ว จึงไม่ได้หลบ
“ขอบคุณแม่เลี้ยง”
หลีเยว่ซูยิ้ม ก่อนพาสองพี่น้องฝาแฝดออกจากสำนักศึกษา แต่ไม่ได้รีบกลับบ้าน
เพราะพื้นที่ของร้านยาไม่เพียงพอ เด็กทั้งเจ็ดคนจึงต้องกลับบ้านพร้อมกันทุกวัน ส่วนท่านหมอเฉินกับคนอื่น ๆ จะอยู่ในเมืองเพื่อดูแลร้านยา
หลีเยว่ซูบังคับรถวัว พาเด็กทั้งเก้าคนตรงไปยังร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง
เมื่อเห็นขบวนใหญ่โตเช่นนี้ เสี่ยวเกอเอ๋อร์ในร้านขายหนังสือถึงกับตกใจ
“ฮูหยินต้องการซื้ออะไรหรือขอรับ?”
หลีเยว่ซูมองชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำรา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเลือกจากตรงไหนดี จึงกล่าวว่า
“ข้าต้องการหนังสือสำหรับเด็กสามขวบที่ใช้เริ่มเรียนหลายชุด แล้วก็หนังสือสำหรับเด็กห้าขวบอีกสองชุด รวมถึงชุดเครื่องเขียนสี่ชุด”
เครื่องเขียนของเสิ่นอี้หมิ่นกับม่อเหลี่ยนก็ควรเปลี่ยนใหม่แล้ว
เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ให้อีกฝ่ายช่วยเขียนฉลาก พู่กันก็เริ่มหลุดขนจนแทบใช้การไม่ได้
เสี่ยวเกอเอ๋อร์มองเด็ก ๆ จำนวนมากที่อยู่ด้านหลังนางอย่างประหลาดใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เขาไม่รอช้า รีบไปหยิบหนังสือและเครื่องเขียนตามที่นางต้องการ
เสิ่นทิงอี๋ถามอย่างสงสัย “แม่เลี้ยง ทำไมท่านต้องซื้อหนังสือมากมายขนาดนี้?”
โฆษณา