Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนู Love 💞 ตามกระแส
•
ติดตาม
14 ส.ค. เวลา 15:10 • หนังสือ
บทที่ 30 ทำไมต้องให้อาอวี้เป็นคนสอน?
บทที่ 30 ทำไมต้องให้อาอวี้เป็นคนสอน?
หลีเยว่ซูยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบศีรษะเสิ่นถิงอี๋ “นอกจากอาอวี้ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว พี่เสิ่นทานกับพวกเขาก็ต้องเรียนด้วย ส่วนอาอี๋ ถึงแม้เจ้าจะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาไม่ได้ แต่ก็ห้ามทิ้งการเรียนเหมือนกัน”
เสิ่นถิงอี๋ชะงักไปชั่วขณะจนลืมหลบมือของนาง
“ข้าก็ต้องเรียนด้วยหรือ?”
นางเองก็เหมือนกับพี่รอง เป็นคนที่เกลียดการเรียนหนังสือที่สุด
เสิ่นถิงอี๋เบะปาก “แต่ข้าอยากเรียนหมอ ข้าไม่เรียนพวกกฎสตรีได้หรือไม่?”
เมื่อเห็นคิ้วของเด็กสาวแทบจะขมวดเป็นปม หลีเยว่ซูก็หลุดหัวเราะออกมา
“กฎสตรีไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่สิ่งที่พี่รองของเจ้าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา เจ้าก็ต้องเรียนตามทั้งหมด”
เสิ่นถิงอี๋ชะงัก แม้แต่เสี่ยวเกอเอ๋อร์ที่กำลังหยิบหนังสืออยู่ด้านข้างยังอดหันมามองอย่างประหลาดใจไม่ได้
หลีเยว่ซูรู้ว่าพวกเขากำลังตกใจกับเรื่องอะไร นางจึงย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากับเสิ่นถิงอี๋
“อาอี๋ แม่รู้ว่าตั้งแต่เด็กเจ้าถูกสอนว่า ผู้หญิงต้องเชื่อฟังบิดาเมื่ออยู่บ้าน แต่งงานแล้วต้องเชื่อฟังสามี และเมื่อสามีตายก็ต้องเชื่อฟังบุตร แต่แม่หวังว่าเจ้าจะสามารถควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้”
“แม่อาจเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไม่ได้ และส่งเจ้าเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาไม่ได้ แต่แม่สามารถเปิดโลกทัศน์ของเจ้า และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้เจ้าได้”
เวลาพูดคุยกับเด็กทั้งหลาย หลีเยว่ซูพยายามใช้ท่าทีเหมือนกำลังพูดคุยกับคนในวัยเดียวกันมาตลอด
“จำเอาไว้นะ แม่ให้เจ้าเรียนหมอ ให้เจ้าอ่านหนังสือเขียนหนังสือ ก็เพียงหวังว่าในอนาคต หากเจอตอนที่ชีวิตสิ้นไร้หนทางที่สุด เจ้าจะยังสามารถยืนหยัดขึ้นมาด้วยตัวเองและสร้างผืนฟ้าของตัวเองได้”
นางไม่รู้ว่าเด็กสาวธรรมดาจากครอบครัวชาวบ้านอย่างเสิ่นถิงอี๋ เปลี่ยนไปเป็นหญิงอสรพิษที่ทำให้คนทั้งใต้หล้าหวาดกลัวในนิยายต้นฉบับได้อย่างไร
แต่สิ่งนั้นย่อมหมายความว่า นางต้องเคยผ่านความทุกข์ยากมากมายที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้อย่างแน่นอน
สิ่งที่หลีเยว่ซูหวังมีเพียงว่า เมื่อถึงวันนั้น ต่อให้นางไม่สามารถช่วยเหลืออาอี๋ได้ อย่างน้อยเด็กสาวก็ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
แต่หลีเยว่ซูไม่รู้เลยว่า คำพูดเหล่านี้ได้สร้างคลื่นลูกใหญ่ขึ้นในหัวใจของเสิ่นถิงอี๋
“ผู้หญิงก็สามารถสร้างผืนฟ้าของตัวเองได้ด้วยหรือ?”
หลีเยว่ซูพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ถึงแม้ระหว่างทางจะยากลำบากมาก แต่ตราบใดที่เจ้าไม่หวาดกลัวและไม่ยอมถอย เจ้าก็ทำได้แน่นอน”
ขนตาของเสิ่นถิงอี๋สั่นไหว หัวใจราวกับถูกบางสิ่งทิ่มแทงเบา ๆ
หากตอนนั้นท่านแม่ของนางมีความคิดเช่นนี้หลังจากท่านพ่อตายแล้ว...
นางกับพี่ชายจะยังต้องเร่ร่อนพลัดถิ่นไปอยู่ข้างนอกหรือไม่?
หลีเยว่ซูสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กสาว จึงชะงักไปเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป
กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไร เสิ่นถิงอี๋กลับยิ้มขึ้นมาเสียก่อนและพยักหน้า
“ข้าจะตั้งใจเรียนอย่างแน่นอน!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงลูบศีรษะของนางอย่างให้กำลังใจ
เสี่ยวเกอเอ๋อร์หาหนังสือจนครบแล้วจึงอุ้มหนังสือทั้งหมดเดินเข้ามา
“หากบิดามารดาทั่วหล้าคิดเช่นฮูหยินได้ก็คงดี”
หลีเยว่ซูลุกขึ้นรับหนังสือมา เพียงยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ หลังจากนางเดินออกจากร้านหนังสือไปแล้ว ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านใน
หญิงสาวสวมชุดสีแดง ใบหน้างดงามเย้ายวนอย่างยิ่ง รูปร่างอรชรเย้ายวน ดวงตาเรียวแบบจิ้งจอกมองตามแผ่นหลังของพวกนางด้วยความสนใจ
“ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ!”
ริมฝีปากแดงของหญิงสาวขยับ เสียงของนางเองก็แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน
จากนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นางหันกลับไปมองเสี่ยวเกอเอ๋อร์ สีหน้าพลันเย็นชาลง
“บอกนายของเจ้าด้วย คราวหน้าถ้ายังกล้าหลบหน้าข้าอีก ข้าจะจุดไฟเผาร้านหนังสือของเขาทิ้งเสีย แล้วจับเขาไปที่หอชิงเฟิงรับแขก!”
เสี่ยวเกอเอ๋อร์เหงื่อแตกพลั่ก รีบพยักหน้าหงึก ๆ
“คุณหนูหงไต้โปรดวางใจ ข้าน้อยจะนำคำพูดไปบอกแน่นอน”
หงไต้ยกมือขึ้นลูบเส้นผมข้างขมับ ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเสี่ยวเกอเอ๋อร์อีก ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
……
หลีเยว่ซูนำหนังสือไปวางไว้บนรถวัว ก่อนจะขับรถกลับบ้านทันที
เสิ่นทานและเด็กอีกหกคนมองถุงหนังสือใบใหญ่ หัวใจพลันเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ตอนแรกที่พวกเขาถูกเฉินต้าฟูคัดเลือก หนึ่งในเงื่อนไขก็คือจะต้องอ่านออกเขียนได้
เดิมทีพวกเขาคิดว่า ต่อไปก็เพียงท่องจำความรู้เรื่องสมุนไพร แล้วช่วยขายยาอยู่ในร้านเท่านั้น
แต่เมื่อครู่พวกเขาได้ยินอย่างชัดเจนว่า ฮูหยินบอกคุณหนูว่าจะให้พวกเขาเรียนหนังสือด้วย
สำหรับครอบครัวธรรมดา การส่งบุตรหลานให้เรียนหนังสือและรู้หนังสือได้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
แต่ฮูหยินกลับยังนึกถึงพวกเขาซึ่งเป็นเพียงบ่าวรับใช้ด้วย
ชั่วขณะนั้น ทุกคนอดนึกถึงคำพูดของหลีเยว่ซูในวันที่พบกันครั้งแรกไม่ได้
“ข้าจะทำให้พวกเจ้ามีชีวิตอย่างคนคนหนึ่งให้ได้”
……
หลีเยว่ซูไม่รู้เลยว่าเด็กเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็แจกหนังสือให้แต่ละคน
“ตอนนี้ที่บ้านยังซื้อหนังสือได้ไม่มากนัก ต่อไปพวกเจ้าก็สลับกันอ่าน หากมีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามข้า หรือถ้าอาอี้กับอาเหวินกลับมา ก็ถามพวกเขาได้เหมือนกัน”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเสิ่นทานทั้งเจ็ดคน
“ปกติพวกเจ้าต้องเรียนความรู้เรื่องยาและช่วยดูแลร้านยาอยู่แล้ว หากดูแลไม่ไหว ข้าก็จะไม่บังคับ”
เดิมทีนางเพียงต้องการหาคนมาช่วยงานร้านยา ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีทางทรยศนางได้ง่าย ๆ
แต่เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กเหล่านี้แล้ว ในที่สุดนางก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย
หากพวกเขาต้องการเรียน นางก็ไม่ถือสาที่จะช่วยเหลือสักหน่อย
อย่างมากต่อไปก็แค่เปิดร้านสายขึ้นอีกนิด และปิดร้านเร็วขึ้นหน่อยเท่านั้น
เสิ่นทานเข้าใจความหมายของนางทันที จึงรีบคุกเข่าลง
“ขอบคุณฮูหยินที่เมตตา ข้าน้อยเสิ่นทานจะไม่มีวันลืมความไว้วางใจของฮูหยิน”
เด็กคนอื่น ๆ ก็พอจะเข้าใจความหมายเช่นกัน จึงพากันคุกเข่าตาม
หลีเยว่ซูรู้สึกจนปัญญา จึงเดินเข้าไปดึงพวกเขาขึ้นมา
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ตราบใดที่พวกเจ้าไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงและไม่ทรยศ ต่อไปก็ไม่ต้องคุกเข่าอีก”
เสิ่นทานและคนอื่น ๆ ไม่ได้พูดอะไร
แต่ภายในใจกลับตัดสินใจอย่างเงียบ ๆ ว่า ชั่วชีวิตนี้พวกเขาจะต้องจงรักภักดีต่อฮูหยินอย่างสุดความสามารถ
นี่คือความเป็นเด็กหนุ่มสาว
เมื่อพวกเขายอมรับใครสักคนแล้ว ก็จะจดจำไปชั่วชีวิต
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่หลีเยว่ซูขอให้เฉินต้าฟูช่วยหาตัวเด็ก ๆ เหล่านี้มา
……
วันรุ่งขึ้น หลีเยว่ซูเตรียมสัมภาระหลายห่อให้เสิ่นถิงเหวินกับเสิ่นจืออวี้ด้วยตัวเอง ก่อนพาทั้งสองคนไปส่งที่สำนักศึกษา
เสิ่นจืออวี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะต้องเจอกับอะไร จึงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นเว่ย พลางมองไปรอบ ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
กระทั่งเข้าไปถึงสำนักศึกษา เสิ่นเว่ยจึงวางเขาลง
หลีเยว่ซูลูบศีรษะเขา
“อาอวี้ อยู่ที่สำนักศึกษาต้องเชื่อฟังอาจารย์นะ ตอนบ่ายเลิกเรียนแล้ว แม่จะมารับ”
เสิ่นจืออวี้กะพริบตา เอียงศีรษะอย่างสงสัย
“แม่เลี้ยงไม่ไปสำนักศึกษาหรือ?”
เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ นุ่มนิ่มน่ารักของเขา หลีเยว่ซูก็อดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มเขาเบา ๆ
“แม่ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัว รอให้อาอวี้เรียนหนังสือจนมีความรู้แล้ว กลับมาสอนแม่ดีไหม?”
เสิ่นจืออวี้เอียงศีรษะ
“แม่เลี้ยงหาเงินเก่ง แถมยังทำของอร่อยได้ด้วย แล้วทำไมต้องให้อาอวี้เป็นคนสอนล่ะ?”
หลีเยว่ซู “……”
คำถามนี้ทำเอานางตอบไม่ถูกไปชั่วขณะ
หลีเยว่ซูจึงย่อตัวลง
“เพราะแม่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงไม่สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้ ดังนั้นแม่จึงต้องให้อาอวี้เรียนให้ดี แล้วกลับมาสอนแม่”
“แล้วก็พ่อของเจ้าด้วย”
นางดึงเสิ่นเว่ยให้ย่อตัวลงมาด้วย
“พ่อของเจ้าก็ไม่เคยเข้าเรียนในสำนักศึกษาเหมือนกัน กำลังรอให้อาอวี้กลับมาสอนอยู่เหมือนกัน!”
เสิ่นเว่ยขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เขาเคยเข้าเรียนในสำนักศึกษามาก่อน แถมยังเรียนความรู้มาไม่น้อยด้วย
แต่ในเมื่อภรรยาบอกว่าเขาไม่เคยไปเรียน...
งั้นก็ไม่เคยไปเรียนก็แล้วกัน!
เสิ่นจืออวี้เห็นได้ชัดว่าถูกหลอกสำเร็จ ดวงตาพลันเป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้นอาอวี้จะตั้งใจเรียนให้ดีเลย!”
เด็กสามขวบเดิมทีก็เป็นวัยที่ลืมอะไรได้ง่ายอยู่แล้ว
อีกทั้งช่วงเวลาที่ผ่านมา หลีเยว่ซูพาเขาไปทำทุกอย่างด้วยกันมาตลอด เสิ่นจืออวี้จึงเกิดความเชื่อใจนางอย่างมากไปแล้ว
หลังจากฝากเด็กไว้กับอาจารย์แล้ว หลีเยว่ซูก็ตั้งใจจะไปหาเสิ่นอี้หมิ่น เพื่อนำของที่เตรียมไว้ไปมอบให้เขากับโม่เหลี่ยน
แต่เสิ่นจืออวี้กลับจับมืออาจารย์เอาไว้แน่น ไม่ยอมเข้าไปในห้องเรียน เอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของนางตาละห้อย
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ หัวใจของเขาก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา มุมปากเล็ก ๆ พลันเบะลง
ขณะที่ร่างของหลีเยว่ซูกำลังจะลับหายไปตรงหัวมุม เสิ่นจืออวี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เขาปล่อยมือจากอาจารย์ แล้วก้าวขาสั้น ๆ วิ่งตามไป
“แม่!”
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย