Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนู Love 💞 ตามกระแส
•
ติดตาม
14 ส.ค. เวลา 18:37 • หนังสือ
บทที่ 39 ครั้งที่สองแล้ว
บทที่ 39 ครั้งที่สองแล้ว
หลีเยว่ซูไม่ได้ลดเสียงของตัวเองลงแม้แต่น้อย ราวกับอยากให้ทุกคนได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน
นางพูดอย่างมีเหตุผล ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยพลัง เปิดโปงการกระทำอันไร้ยางอายของตระกูลเสิ่นออกมาต่อหน้าทุกคนโดยตรง
“ก่อนที่พวกเจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นเจ้าของร้านยาเหิงเต๋อ พวกเจ้าถึงกับพาเด็กกลุ่มนั้นไปหาท่านหมอเฉิน บอกว่ายอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่า เพื่อมาแทนที่พวกเรา”
“ผู้หญิงคนเดียวอย่างข้า นอกจากต้องเลี้ยงดูเด็กตั้งมากมายแล้ว ยังต้องเลี้ยงดูสามีที่กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบอีกคน หากข้าเป็นเพียงคนงานของร้านยาเหิงเต๋อจริง ๆ ที่นั่นก็คือรายได้เพียงทางเดียวของครอบครัวใหญ่ของเรา”
“แม้แต่รายได้แค่นี้พวกเจ้าก็ยังคิดจะแย่งไป พวกเจ้าไม่ได้คิดจะบีบให้ครอบครัวบ้านสามของเราตายกันทั้งหมดหรือ?”
คำถามแต่ละประโยคหนักแน่นทรงพลัง เดิมทีผู้คนบางส่วนยังรู้สึกว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของหลีเยว่ซูอาจรุนแรงเกินไป แต่ตอนนี้ท่าทีของพวกเขากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าของทั้งสามคนจากตระกูลเสิ่นเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว อ้าปากอยู่นาน แต่กลับไม่สามารถหาคำพูดมาโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว
สายตาของหลีเยว่ซูแน่วแน่ สีหน้าสง่างามเด็ดเดี่ยว แม้ร่างของนางที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นเว่ยจะดูบอบบางเล็กจ้อย แต่กลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขามจนผู้คนต้องแหงนหน้ามอง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน คำว่า “กตัญญู” เพียงคำเดียวก็สามารถกดคนให้เงยหน้าไม่ขึ้นได้
แต่สิ่งที่สามารถกดดันผู้คนได้ไม่แพ้กันก็คือ เสียงของสังคม
หลีเยว่ซูเก็บสีหน้าของผู้คนรอบข้างเอาไว้ในสายตาอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ อีกครั้ง
“ร้อยความดี ความกตัญญูมาก่อน พวกเจ้าเป็นทั้งแม่แท้ ๆ ของเสิ่นเว่ย เป็นพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขา ดังนั้นข้าจึงเลือกอดทนและยอมพวกเจ้ามาโดยตลอด แต่ในเมื่อพวกเจ้าคิดจะบีบให้ครอบครัวของข้าทั้งหมดต้องตาย เช่นนั้นข้าจะยังต้องสนใจชื่อเสียงบ้าบอพวกนี้ไปทำไม!”
พูดจบ นางก็หันหลังวิ่งเข้าไปในครัว ก่อนจะหยิบมีดทำครัวออกมาเล่มหนึ่ง
ทุกคนตกใจกับท่าทางของนางจนพากันถอยหลังด้วยสีหน้าหวาดผวา
มีเพียงเสิ่นเว่ยที่มองมีดทำครัวในมือนางด้วยความเป็นห่วง กล้ามเนื้อบนแก้มเกร็งแน่น
ดวงตาของหลีเยว่ซูแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำ แต่เสียงของนางกลับมั่นคงอย่างยิ่ง
“กระต่ายเมื่อถูกต้อนจนมุมยังรู้จักกัดคน หากต่อไปตระกูลเสิ่นยังกล้ามาหาเรื่องคนในครอบครัวของข้าอีก ไม่พวกมันฆ่าข้า ก็ข้าฆ่าพวกมัน!”
ประโยคสุดท้ายราวกับค้อนหนักที่ฟาดลงกลางหัวใจของทุกคน
ชาวบ้านเมื่อถูกบีบจนถึงที่สุด วิธีที่ชอบใช้กันมากที่สุดก็คือการขู่เอาเป็นเอาตาย แต่ไม่มีใครคิดจะตายจริง ๆ หรอก
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด คำพูดของหลีเยว่ซูกลับทำให้ทุกคนรู้สึกว่า หากนางถูกบีบจนถึงที่สุดจริง ๆ นางจะสู้ตายอย่างแน่นอน
ทั้งสามคนจากตระกูลเสิ่นเองก็ถูกแรงกดดันจากนางสะกดเอาไว้ พวกเขาเผลอถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ความโอหังเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น
ทุกคนยืนนิ่งมองหลีเยว่ซูโดยไม่พูดอะไร รอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็ค่อย ๆ ผ่อนน้ำเสียงลง แล้วหันไปมองผู้ใหญ่บ้าน
“วันนี้ที่ข้าเชิญผู้ใหญ่บ้านมา เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากรบกวนให้ท่านช่วยตัดสินให้ความเป็นธรรม”
ผู้ใหญ่บ้านยังไม่หายจากแรงกดดันเมื่อครู่ เขารีบพยักหน้ารัว ๆ
“เจ้าพูดมา พูดมาได้เลย”
หลีเยว่ซูมองสามคนจากตระกูลเสิ่น ก่อนจะถอนหายใจอย่างจนใจ น้ำเสียงและท่าทีอ่อนลง
“แม่สามีไม่เคยทำหน้าที่ของคนเป็นแม่อย่างเต็มที่ แต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนเสิ่นเว่ยกลับมา เขาสร้างบ้านให้ท่านเพื่อให้ท่านมีที่อยู่อาศัยยามแก่เฒ่า ทั้งยังนำเงินกลับมาให้ครอบครัวมากมาย เรื่องความกตัญญูที่เขามีต่อท่าน ทุกคนต่างเห็นกันอยู่กับตา”
“เห็นแก่ที่นางเป็นผู้อาวุโส ข้าก็จะไม่คิดบัญชีกับนางอย่างละเอียด เงินเหล่านั้นถือเสียว่าเป็นสิ่งที่เสิ่นเว่ยตอบแทนบุญคุณที่นางให้กำเนิดเขา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บ้านสามของพวกเราจะตัดขาดจากตระกูลเสิ่นโดยสิ้นเชิง!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ทุกคนต่างตกตะลึง
ตัดขาดจากมารดาผู้ให้กำเนิดของตัวเอง?
นี่มันเป็นการอกตัญญูครั้งใหญ่หลวงเลยนะ!
หลีเยว่ซูสังเกตเห็นสีหน้าของทุกคน ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่ค่อย ๆ อ่อนลง หยาดน้ำตาหลายหยดไหลผ่านใบหน้าอันงดงามของนาง ทำให้นางดูน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก
“ตอนนี้เสิ่นเว่ยกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ บ้านสามมีเพียงผู้หญิงอย่างข้ากับเด็ก ๆ เท่านั้น แม้แต่เสิ่นถานและคนอื่น ๆ ที่ข้าซื้อตัวมาเลี้ยงดูก็ยังอายุเพียงสิบกว่าปี ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเราต้องดิ้นรนแค่ไหนกว่าจะมีชีวิตรอดมาได้ หากทุกคนคิดว่าข้าทำเกินไป ก็ให้เสิ่นเว่ยหย่าข้า แล้วให้เขากลับไปกตัญญูต่อแม่ของเขา ส่วนข้าจะพาเด็ก ๆ ใช้ชีวิตกันเอง จะได้ไม่ต้องมีใครบางคนเห็นข้ามีชีวิตที่ดีไม่ได้ แล้วคอยคิดหาวิธีสูบเลือดสูบเนื้อจากข้า!”
หลีเยว่ซูร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ทำให้ผู้คนเห็นแล้วอดใจอ่อนไม่ได้ เมื่อคิดถึงเรื่องที่ตระกูลเสิ่นทำ สายตาที่ชาวบ้านมองสามคนจากตระกูลเสิ่นจึงเต็มไปด้วยการตำหนิ
ใบหน้าของทั้งสามคนเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด แต่กลับหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้
หากพวกเขายินดีเลี้ยงดูเสิ่นเว่ยจริง ตอนนั้นก็คงไม่โยนเขามาให้หลีเยว่ซูดูแลตั้งแต่แรก
แต่ตอนนี้บ้านของพวกเขาถูกขโมย หากตัดขาดกับบ้านสาม แล้วความเสียหายเหล่านั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ แต่เห็นได้ชัดว่าหัวใจของชาวบ้านที่มามุงดูเอนเอียงไปทางหลีเยว่ซูแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น นางจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา
“หากแม่สามีไม่ยอมตัดขาด เช่นนั้นพวกเราก็มาคิดบัญชีกันให้ชัดเจนเถอะ”
นางเช็ดน้ำตา สีหน้าเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง แต่ดวงตาที่แดงก่ำกลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสิ่นเว่ยก็รีบวิ่งเข้ามาแย่งมีดทำครัวในมือนางไปทันที คราวนี้เขาถึงรู้สึกว่าหัวใจที่แขวนค้างอยู่ค่อย ๆ วางลงได้
หลีเยว่ซูไม่ได้สังเกตความคิดของเขา นางพูดต่ออย่างจริงจัง
“ท่านป้าโม่เป็นคนไข้ของข้า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเพื่อช่วยบำรุงร่างกายให้นาง ข้าใช้แต่สมุนไพรชั้นดี ยาหนึ่งชุดอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินสองตำลึง”
“แต่เมื่อครู่นางถูกแม่สามีทำร้าย ไม่เพียงการรักษาตลอดช่วงที่ผ่านมาเสียเปล่า ร่างกายของนางยังทรุดโทรมลงกว่าเดิมอีก หากคิดคำนวณเงินทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องยี่สิบถึงสามสิบตำลึง เงินจำนวนนี้พวกเจ้าควรชดใช้ใช่หรือไม่?”
“เป็นไปได้อย่างไร!” หยางซื่อร้องเสียงหลง “ยาของเจ้าทำจากทองคำหรืออย่างไร ถึงได้แพงถึงสองตำลึง!”
หลีเยว่ซูมีสีหน้าจริงใจ
“ในยาที่ข้าจัดให้มีทั้งโสม อาจียว หลิงจือ และสมุนไพรล้ำค่าอีกสิบกว่าชนิด สองตำลึงยังถือเป็นการประเมินอย่างต่ำที่สุด หากพี่สะใภ้ใหญ่ไม่เชื่อ ก็เชิญนั่งลงแล้วค่อย ๆ คำนวณให้ละเอียด จากนั้นก็ชดใช้ให้ข้าตามราคาจริงก็ได้”
หยางซื่อจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เมื่อเห็นว่านางพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ก็ถึงกับพูดไม่ออกในทันที
ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่ตรงนี้มานาน ในที่สุดก็ได้แสดงบทบาทเสียที
“พี่สะใภ้เสิ่น เจ้าไตร่ตรองให้ดี หากไม่ยอมตัดขาดความสัมพันธ์ เช่นนั้นก็จ่ายเงินชดใช้ให้บ้านสามเสีย!”
คำพูดของเขาค่อนข้างเข้าข้างหลีเยว่ซู
ในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันมาหลายสิบปี ผู้ใหญ่บ้านย่อมรู้ดีว่าตระกูลเสิ่นมีนิสัยอย่างไร มีเพียงการตัดขาดความสัมพันธ์เท่านั้น ตระกูลเสิ่นถึงจะไม่มีเหตุผลมาคอยขอส่วนแบ่งจากบ้านสามอีก และก่อเรื่องวุ่นวายมากมายเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครในหมู่บ้านช่วยพูดให้ตัวเอง เสิ่นมู่ก็มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
เงินทั้งหมดของนางถูกขโมยไปแล้ว ต่อให้ยังมีเหลืออยู่ นางก็ไม่มีทางยอมควักออกมาให้ แล้วนางจะมีทางเลือกอื่นอีกหรือ?
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การเป็นพยานของทุกคน บ้านสามของตระกูลเสิ่นจึงตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นโดยสิ้นเชิง
แม้ในส่วนลึกของจิตใจทุกคนจะยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมนัก แต่ฝ่ายที่ไร้คุณธรรมก่อนก็คือตระกูลเสิ่น ดังนั้นการกระทำของบ้านสามจึงเป็นเพราะถูกบีบบังคับ
หลังจากคนตระกูลเสิ่นจากไป หลีเยว่ซูก็ให้เสิ่นเว่ยนำขนมและลูกกวาดที่นางซื้อไว้ให้เด็ก ๆ เป็นประจำออกมา แล้วแบ่งให้ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ เพื่อขอบคุณพวกเขาที่ช่วยพูดให้นาง และขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่ยุติธรรม ช่วยให้ครอบครัวของนางหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก
คราวนี้ คนที่เดิมยังคิดว่าหลีเยว่ซูทำไม่ถูกต่างก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า นางได้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากจริง ๆ พวกเขาพากันปลอบโยน
“บ้านสาม เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ เมื่อตัดขาดกับตระกูลเสิ่นแล้ว ต่อไปชีวิตของเจ้าจะต้องดีขึ้นแน่นอน!”
หลีเยว่ซูพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะเช็ดน้ำตาบนใบหน้า
“ขอบคุณท่านป้าที่เป็นห่วงนะเจ้าคะ”
นางเองก็ไม่อยากร้องหรอก แต่เพราะทาผงพริกไว้เยอะเกินไป นางจึงควบคุมไม่ได้จริง ๆ!
ฮือ ๆ... ครั้งที่สองแล้ว แสบเหลือเกิน!
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นเว่ยที่นำมีดทำครัวกลับไปเก็บในครัว มองเห็นกระปุกผงพริกที่ถูกทำตกจนคว่ำอยู่บนพื้น เขาจึงยกกระปุกขึ้นอย่างรู้ความ ก่อนจะวิ่งกลับไปเป็น เงาตามตัวของหลีเยว่ซู ต่อเหมือนเดิม
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย