Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนู Love 💞 ตามกระแส
•
ติดตาม
15 ส.ค. เวลา 01:57 • หนังสือ
บทที่ 48 กลับเป็นนางนี่เอง
บทที่ 48 กลับเป็นนางนี่เอง
หลายคนหันกลับไปมอง ก็เห็นหลี่เยว่ซูขับรถวัวเข้ามาพร้อมกับเสิ่นเว่ย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เด็กทั้งสามก็รีบวิ่งเข้าไปหาหลี่เยว่ซูทันที ทิ้งหลี่เซียงหรูไว้ด้านหลังอย่างสิ้นเชิง
หลี่เยว่ซูยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะลูบศีรษะเด็กทั้งสามตามความเคยชิน
“ขอโทษนะ พอดีข้าไปที่ว่าการอำเภอมา เลยมาช้าไปหน่อย”
เด็กทั้งสามต่างคุ้นเคยกับการกระทำของนางไปแล้ว จึงไม่ได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใด
เสิ่นอี้หมิ่นยังคงมีท่าทางอ่อนโยนดุจหยกเช่นเคย เขาพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไร
เสิ่นทิงเหวินเองก็ไม่ได้คิดจะตำหนินางด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน เขากลับรู้สึกว่าหลี่เยว่ซูยอมมารับพวกเขาได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งแล้ว
ส่วนโม่เหลี่ยนนั้น ดวงตากลับเป็นประกายขึ้นมา
“ฮูหยินหาเจอแล้วหรือขอรับ?”
หลี่เยว่ซูพยักหน้า
“เจอเรื่องยุ่งยากนิดหน่อย ไว้ระหว่างทางกลับบ้าน ข้าจะค่อย ๆ เล่าให้เจ้าฟัง”
หลี่เซียงหรูสังเกตเห็นสีหน้าของโม่เหลี่ยน จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
ตามแผนของนาง คนที่โม่เหลี่ยนควรจะรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกบุญคุณที่สุดควรเป็นนางต่างหาก
เมื่อนึกถึงข้อมูลที่นางสืบมา ดวงตาที่พิจารณาตรวจสอบก็เลื่อนไปหยุดอยู่บนตัวหลี่เยว่ซู
ผู้หญิงคนนี้คือคนใจดีที่ช่วยเหลือแม่ลูกโม่เหลี่ยนอย่างนั้นหรือ?
มองดูแล้วเหมือนนางเคยเห็นที่ไหนมาก่อน รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
หลี่เยว่ซูหันกลับมา และบังเอิญสบตากับนางพอดี
ชั่วขณะนั้น มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อย
หากความทรงจำของร่างเดิมไม่ผิด ผู้หญิงคนนี้ก็คือพี่สาวของเจ้าของร่าง และเป็นนางเอกของนิยายต้นฉบับที่กลับมาเกิดใหม่
เห็นได้ชัดว่าหลี่เซียงหรูจำอีกฝ่ายไม่ได้ จึงเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักก่อน
“เจ้าคือพี่สาวของพวกเขาหรือ? ข้าได้ยินมานานแล้วว่ามีคนใจดีช่วยเหลือคุณชายโม่กับมารดา ไม่คิดเลยว่าจะเป็นหญิงสาวที่อายุน้อยถึงเพียงนี้”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา สีหน้าของหลายคนก็พลันแปลกไป
แต่เสิ่นทิงเหวินเป็นคนจิตใจดี จึงชี้ไปทางเสิ่นเว่ยแล้วแนะนำ
“คุณหนูหลี่เข้าใจผิดแล้ว นี่คือท่านพ่อของข้า นางเป็นภรรยาของท่านพ่อ ไม่ใช่พี่สาวของข้า”
สีหน้าของหลี่เซียงหรูแข็งค้างไปชั่วขณะ ดูเหมือนจะคาดไม่ถึง
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นนางเอกของนิยายต้นฉบับ จึงเก็บอารมณ์กลับมาได้แทบจะในทันที
“เป็นข้าที่เสียมารยาทเอง ไม่คิดเลยว่าฮูหยินจะดูอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้ แต่กลับมีลูกโตขนาดนี้แล้ว”
หลี่เยว่ซูยังคงยิ้มเช่นเดิม ราวกับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
“พูดให้ถูกต้องคือ ข้ายังอายุน้อยกว่าเจ้าด้วยซ้ำ”
หลี่เซียงหรูไม่ได้จำคนตรงหน้าได้เลย จึงไม่ทันเข้าใจอยู่ชั่วขณะ
แต่หลี่เยว่ซูก็ไม่ได้คิดจะอธิบาย นางหันไปมองเด็กทั้งสามโดยตรง
“ไปกันเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน”
เด็กทั้งสามให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พวกเขาปีนขึ้นรถวัวอย่างเป็นระเบียบ โดยไม่สนใจหลี่เซียงหรูที่ยืนอยู่ด้านข้างแม้แต่น้อย
จนกระทั่งรถวัวค่อย ๆ แล่นห่างออกไปจนลับสายตา หลี่เซียงหรูจึงขมวดคิ้ว
นางจำได้ว่าในชาติก่อน ข่าวลือที่นางเคยได้ยินกล่าวว่า ตอนเด็ก ๆ มารดาของโม่เหลี่ยน เสนาบดีใหญ่ในอนาคต ล้มป่วยหนัก ครอบครัวยากจน เขาจึงจำต้องเลิกเรียนกลับบ้านมาดูแลมารดา ถึงขั้นต้องหน้าด้านกลับไปขอค่าเล่าเรียนจากสำนักศึกษา เพื่อนำเงินมารักษาและซื้อยาให้มารดา
หนึ่งปีต่อมา มารดาของโม่เหลี่ยนก็ยังเสียชีวิตด้วยอาการป่วยหนัก และในเวลานั้นโม่เหลี่ยนไม่มีแม้แต่เงินจะจัดงานศพให้มารดา สุดท้ายจึงยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของบัณฑิต ยืนขายตัวอยู่กลางถนนเพื่อหาเงินฝังศพมารดา
ในข่าวลือเหล่านั้น ไม่เคยกล่าวถึงผู้ใจดีคนไหนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพของโม่เหลี่ยนในตอนนี้ก็ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะไปขอค่าเล่าเรียนคืนจากสำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย
ตกลงแล้วมันเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกันแน่?
ขณะที่หลี่เซียงหรูกำลังคิดไม่ตก จู่ ๆ เสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก็ดังขึ้นข้างกาย
“คุณหนูหลี่จะยังสนใจโม่เหลี่ยนเจ้าคนเห็นแก่ได้ไปทำไม? หลังจากเขาไปเกาะหลี่เยว่ซู นังหญิงแพศยานั่น เขาก็ยิ่งวางอำนาจและไร้มารยาทกับพวกเพื่อนร่วมสำนักมากขึ้นทุกที”
หลี่เซียงหรูหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหน้าเหลี่ยม ผิวคล้ำ เดินเข้ามา
หลี่เซียงหรูขมวดคิ้ว
“เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าน้อยเสิ่นเฉิงไฉ ขอคารวะคุณหนูหลี่”
เสิ่นเฉิงไฉกล่าวแนะนำตัวด้วยท่าทางที่เขาคิดว่าสุภาพและสง่างามที่สุด
“คุณหนูหลี่อาจไม่ทราบ หญิงแพศยาคนนั้นแต่งงานกับเสิ่นเว่ย ผู้เป็นอาสามแท้ ๆ ของข้า เดิมทีพวกเราควรเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่หญิงแพศยาคนนั้นไม่เพียงยุยงให้อาสามของข้าตัดขาดจากท่านย่า ยังทำให้ครอบครัวของข้าต้องตกอยู่ในสภาพที่แม้แต่ข้าวอิ่ม ๆ สักมื้อก็ยังไม่มีจะกิน”
เสิ่นเฉิงไฉทำสีหน้าเศร้าสลด พรรณนาตัวเองราวกับเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุดในโลก และในคำพูดของเขา หลี่เยว่ซูก็คือต้นเหตุของทุกสิ่ง
พูดจบ เขายังเสริมอีกประโยค
“ต่างก็แซ่หลี่เหมือนกัน แต่ความใจดีของคุณหนูหลี่ ต่อให้นังหญิงแพศยานั่นวิ่งตามเป็นม้าก็ยังเทียบไม่ติด!”
หลี่เซียงหรูไม่ได้สนใจคำพูดยืดยาวของเขาเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่นางสนใจกลับเป็นชื่อหนึ่ง
“เจ้าบอกว่าเมื่อครู่นี้... ฮูหยินคนนั้นชื่ออะไร?”
เสิ่นเฉิงไฉตอบตามตรง
“นางชื่อหลี่เยว่ซู”
หลี่เซียงหรูถึงกับชะงัก นางหันไปมองทิศทางที่รถวัวหายลับไปแล้ว ดวงตาพลันมีประกายบางอย่างวาบผ่าน
หลี่เยว่ซูที่แต่งเข้าตระกูลเสิ่น?
กลับเป็นนางนี่เอง!
แววตาของหลี่เซียงหรูไหววูบ ก่อนจะหันกลับมามองเสิ่นเฉิงไฉ
“คุณชายผู้นี้ก็เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาด้วยหรือ?”
เมื่อเห็นว่าหัวข้อสนทนากลับมาที่ตัวเอง เสิ่นเฉิงไฉก็รีบตอบอย่างยินดี
“ข้าน้อยชื่อเสิ่นเฉิงไฉ เป็น...”
“ศิษย์เสิ่นกับโม่เหลี่ยนเป็นเพื่อนร่วมสำนักกัน น่าจะรู้เรื่องของเขาไม่น้อยใช่หรือไม่? แล้วก็หลี่เยว่ซูเมื่อครู่นี้ด้วย ไม่ทราบว่าศิษย์เสิ่นจะเล่าเรื่องของพวกเขาให้ข้าฟังเพิ่มเติมได้หรือไม่?”
หลี่เซียงหรูรีบเอ่ยขัดคำพูดของเขาอย่างใจร้อน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเสิ่นเฉิงไฉก็สว่างวาบ รีบพยักหน้ารัว ๆ
“ได้สิ ได้แน่นอน!”
หลี่เซียงหรูมีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา นางพาเสิ่นเฉิงไฉไปยังโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง และสอบถามเรื่องราวของหลี่เยว่ซูกับโม่เหลี่ยนจากเขาไม่น้อย
คำพูดของเสิ่นเฉิงไฉย่อมเจือด้วยอคติส่วนตัวอย่างเข้มข้น แต่ก็เพียงพอให้หลี่เซียงหรูเข้าใจสถานการณ์ที่นางอยากรู้
และด้วยเหตุนี้เอง นางจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า หลี่เยว่ซูคนนี้เป็นหลี่เยว่ซูโง่เขลาและตื้นเขินที่นางรู้จักจริง ๆ หรือ?
พร้อมกับความสงสัยเช่นนี้ หลี่เซียงหรูก็ส่งเสิ่นเฉิงไฉกลับไป ก่อนจะครุ่นคิดไปด้วยและเตรียมตัวไปดูที่ร้านยาหลิงเต๋อ
แต่เมื่อเดินมาถึงหัวมุมตรอกแห่งหนึ่ง จู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น
นางหันไปมองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นกลุ่มเด็กกำลังรุมเตะต่อยเด็กอีกคนที่อายุมากกว่าเล็กน้อย ทั้งยังพูดถ้อยคำเยาะเย้ยต่าง ๆ นานา
“ไอ้คนโง่ แม่แกเข้าเรือนจำไปแล้ว พ่อแกกำลังจะแต่งเมียใหม่ ต่อไปก็ไม่มีใครต้องการแกแล้ว!”
“พ่อแกไล่แกออกจากบ้านแล้ว ต่อไปแกก็เป็นขอทานแล้ว!”
“คนโง่กำลังจะกลายเป็นเด็กกำพร้าแล้ว!”
……
เด็กที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางและถูกทุบตีดูเหมือนจะมีอายุเพียงห้าหกขวบ รูปร่างค่อนข้างกำยำ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ดูไม่ต่างจากขอทานเลยสักนิด
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการดุด่าและทุบตีจากเด็กที่อายุน้อยกว่า เขากลับเพียงกอดศีรษะเอาไว้ พลางมองพวกเด็กเหล่านั้นแล้วยิ้มอย่างโง่งม ราวกับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่เซียงหรูก็รู้สึกสงสารเด็กคนนั้นขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเด็กเหล่านั้นกำลังจะลงมืออีกครั้ง นางจึงรีบเดินเข้าไป
“หยุดนะ พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน!”
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามายุ่ง เด็กกลุ่มนั้นก็พากันวิ่งหนีกระเจิง
หลี่เซียงหรูเดินเข้าไปย่อตัวลงตรงหน้าเด็กคนนั้น แต่ยังคงเว้นระยะห่างพอสมควร
กระทั่งได้กลิ่นที่โชยออกมาจากตัวเขา นางก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
หลี่เซียงหรูถอนหายใจ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร?”
เด็กชายเอียงศีรษะ มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
“หู่... หู่...”
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย