13 ส.ค. เวลา 22:28 • หนังสือ

เห่เรื่องอนิรุทธ

๓๒ อัญชลิตอดิศรกุมาเรศ ขอถวายนิเทศในเบื้องหลัง
อนิรุทธพงศภุชบัลลังก์ นิราศบังอรอุสาลาวัณย์
ปางพระยุพยงวงศจักรกฤษณ์ เธอเนานิทรเหนือรถรังสรรค์
ดาราดาษคลาดคล้อยเมฆัน รังษีจันทร์หย่อนแสงสุริยา
อโณทัยไขกาญจโนภาษ สกุณชาติเพรียกพร้องต่างภาษา
กุกกุแก้วขันก้องในวนา โกกิลาเร้าเร่งรวีวรรณ
เสนาะเสียงมยุเรศร้องหา เรียกนิกรมยุราแซ่สรรพ์
จัตุบททวิบาทนานาพรรณ บ้างตื่นตาหากันในดงดอน
หิมาเยือกเย็นกระเซ็นสาด บุษปมาศเผยแผ่เกสร
สุคนธรสรวยกลิ่นขจายจร ผึ้งภมรดื่มเคล้าเสาวคนธ์
​ประจุสสมัยไขสางสว่างหล้า ฟื้นไสยาขัติยวงศทรงฉงน
พลิกพระกายหมายแม่นมิ่งวิมล แนบสกนธ์ไสยาสน์เหนืออาสนนาง
กรตระกองต้องเขนยข้างขนอง เผยเนตรบ่ยลน้องกระมลหมาง
พิศวงวินิจฉัยสมัยปาง นฤมลแม่ห่างพี่กลใด
เผยอองค์ทรงประทับทอดพระเนตร มณฑรีที่ประเทศสูงใหญ่
ประกอบเหมหิรัญรัตน์อำไพ ทั้งห้องในที่เธอนิทรา
ล้วนจำหลักฉลุลายหลายหลาก กินรนาคเวนไตยสิงหา
เทพไททวยเทพธิดา ฟ้อนรำทำท่าถวายกร
อีกทั้งบัลลังก์แว่นฟ้า ประดับมหาเนาวรัตน์ประภัสสร
วิเชียรประพาฬโกมินนิลบวร ไพฑูรย์ซ้อนบุษรามุกดาดวง
มรกตใสสุดบุษย์เสวตร สุดวิเศษประเสริฐแสงโชติช่วง
วิสูตรสุวรรณโปร่งรายมาลาพวง บรรจถรณ์เทียบเทพสรวงไสยา
ทั้งคณากำนัลนารีรัตน์ ก็วิบัติหายเห็นให้กังขา
ยลแต่สุวรรณรถรัตนา กับหมู่มาตยาโยธี
ยังสนิทนิทราดาดาษ ประจักษ์ราชฤทัยพระทรงศรี
ว่าเทวฤทธิ์มหิทธิศักดี นำสมรสกามีกรีธา
โอ้นำสมฤๅนำนิรารัก แสนจะหักไห้โหยฤทัยหา
วิบากใดจึงจากพรากน้องยา อาทวาอกเทวษอ่วนทวี
ปัจฉิมยามยังสนิทนุชแนบ ตระอรแอบองค์อุ่นอุราพี่
​กลิ่นกายแก้วกัลยาณี สุคนธ์ซาบทรวงศรียังรวยรมย์
ยามสมานร่วมรสเรียงเขนย นาสาเชยปรางชวนให้เรียมสม
สัมผัสฉวีวรรณน้องน้อยนิยม ถันอุดมเด่นดวงประทุมมาลย์
เรียมสอดเคล้าเต้าต้องเจ้าป้องปัด ทำเทียมขัดแต่มิข้องการสมาน
ระทวยทับทีแสดงแห่งสำราญ ให้ละลานละลุงรสกามา
เนตรนุชนิลสีจำรัสแสง ดังศรแสลงแย้งยิงเสนหา
ยามตระกองกกแก้วกัลยา แม่ชายตาเพียงสายอสนี
พระวิโยคโศกสลดรันทดถอน ทรงนุสรสู่สร้อยสวาดิศรี
พึ่งประจักษ์รักรสเมื่อราตรี ฤๅห่อนอิ่มใจพี่โดยจินดา
เจ้าสถิตใดด้าวแดนประเทศ ธิดาภูธเรศไหนรัฐา
เรียมจะถามนามวงศพงศยุพา วจนาเอื้อนโอษฐบ่ออกความ
แม้นถามได้แจ้งใจจะเต้าติด ถึงสุดคิดแสนขัดไม่ขอขาม
แรมทุเรศรัฐยาสาหะตาม โดยจะข้ามกรดนทีอัคคีกัลป์
เมรุมาศหิมเวศสิงขร อิสินธรยุคันธรภาคมหันต์
ไกรลาศวินันตกสัตตภัณฑ์ หัศกันจักรวาฬคิรี
ซึ่งเปนขุนไศลในโลก อีกหนึ่งโอฆสมุทใสศรี
สีทันดรสรภูวารี ประกอบมีสัตว์ร้ายนานา
ช้างน้ำฉลามฉนากนาคราช เงือกงูราหูกาจตัวกล้า
กุมภีล์ติมิงคเหรา เพียนหมอมัศยาโลมาวาฬ
​ดุร้ายหยาบช้าสามารถ อยู่เกลื่อนกลาดสมุทัยสถาน
สิ้นหล้าไตรโลกแสนกันดาร จะสู้ด้นทนทานให้ถึงองค์
สุดฤทธิ์จนจิตไม่ประจักษ์ พระทรงลักษณ์รำพึงพิศวง
แว่วสุโนคเสนาะวนาวง ว้าว่านวลอนงค์เต้าตามมา
ผันพักตร์พิศจบขอบเขต ไม่ยลยอดเยาวเรศยิ่งกังขา
สุมาลย์แม่ดวงกมลพี่ยา แสดงกายเถิดอย่าซ่อนองค์
เรียมสุดศัลย์ทุกข์เท่าเขาขุน คิดข้องขุ่นจิตไข้ใหลหลง
ฟังสำเนียงใช่เสียงโฉมยง พระยิ่งทรงโศกาจาบัลย์
โอ้เวรใดไยมาปลิดเปลื้องสวาดิ จากไสยาสน์ยามสมเกษมสันต์
ฤๅบุพปางสร้างกรรมอเนกนันต์ พรากคู่สัตว์พลัดกันกำลังเชย
เวรนี้นำสนองน้องรัก กับตัวพี่ให้ประจักษ์นิจาเอ๋ย
พระทรงตรองหมองมุ่งไม่ละเลย ศรีสุดาคู่เคยลืมละลาย
อีกทั้งสวรรยาราชายศ จำเรียงรสดนตรีดีดสีสาย
สิบสองพระกำนัลสกลกาย วิลาศลักษณ์เล็งคล้ายสุรางค์นาง
อีกปรางคิมหันต์วสันต์ปราสาท ไพชยนต์มาศเหมันต์รังสฤษดิสร้าง
ห้องสถิตย์ที่ประทมภิรมยางค์ เครื่องสำอางเจือจันทน์สุคันธา
แท่นเสวยที่สรงทรงสนาน ชลธารใสสุทธิ์เย็นกล้า
ทั้งพระผู้ทรงณรงกา บิตุเรศมาตุราธิบดี
ให้งวยงงหลงตะลึงเล็งสวาดิ ภูวนาถโศกสร้อยเศร้าศรี
​ปะทะทุ่มอุราโศกี ระทวยทอดอินทรีย์กำสรวญโทรม
ดังชีวิตจะวินาศขาดประเวศ พระพักตร์เพศวิปริตผิดโฉม
ชลนัยน์นองเนตรมนัสโทรม ทรวงสกนธ์เล่ห์โหมเพลิงกัลป์
สวายสวิงนิ่งวินิจระอิดอ่อน สุดร้อนแสนรักดวงขวัญ
หทัยหวาดวิ่งหวิวแดยัน พระทรงธรรม์ถึงกาลสัญญี
นิบาตอนิรุทธหยุดยั้ง ถวายบังคมเบื้องบทศรี
ขอพระองค์ทรงเจริญสวัสดี อย่ารู้มีโรคันอันตราย
จงเกษมสุขาสถาผล ศรีมงคลชนมานมากหลาย
สรรพสิ่งวิทยาวิชาชาย จงทรงได้ง่ายดายเถิด เอย
วิจารย์บทเห่แบบกรุงรัตนโกสินทร์
เหตุที่เกิดบทเห่แบบกรุงรัตนโกสินทร์ มีเค้าที่จะสังเกตอยู่แห่ง ๑ ในบทเห่แบบกรุงศรีอยุธยา บทที่ ๔๒ ว่า
“เชิญประทมภิรมย์ถนอม สดับช้ากล่อมกลอนประทาน
พระโปรดประดิษฐลิขิตลาร ทรงบรรหารให้มาร้องฉลองเอย”
ความในเห่บหนี้แสดงว่ามีเจ้านายที่สูงศักดิ์ทรงแต่งบทเห่ขึ้นใหม่ นอกจากที่เห่อยู่นั้น ประทานลงไปให้พี่เลี้ยงนางนมเห่กล่อมพระกุมาร ผู้แต่งอาจจะเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล​ก็ได้ เพราะผู้เห่ใช้คำสรรพนามว่า “พระ” ถ้าเป็นเจ้านายเพียงชั้นต่างกรมหรือพระองค์เจ้า มักใช้คำสรรพนามว่า “ท่าน” หรือ “เสด็จ” คิด
สันนิษฐานตามเค้าความของบทที่ว่าเห่นี้ เห็นว่าน่าจะเป็นด้วยการเห่กล่อมเจ้านายที่ยังทรงพระเยาว์ ต้องกล่อมอยู่กว่าปีทุกพระองค์ ผู้ที่อยู่ใกล้ได้ฟังคำซ้ำๆ ซากๆ ออกเบื่อหู จึงมีผู้ที่รู้จักแต่งบทกลอนในพวกผู้หญิงชาววังแต่งบทใหม่ เห่ขยายยาวออกไปให้น่าฟังขึ้น แล้วให้พวกพี่เลี้ยงนางนมเห่พระกุมารขึ้นก่อน บทเห่ที่ยาว เพียง ๔ คำ ๖ คำ คงอยู่ในพวกนี้ ครั้นเจ้าของวังหรือเจ้าของตำหนักได้ฟังหรือเห็นบทเห่ที่
แต่งใหม่ก็โปรด เลยช่วยแต่งบ้าง อย่างว่า “แต่งเล่น” แล้วประทานลงไปให้เห่กล่อมพระกุมาร บทเห่ที่ไม่มีชมพระยศ เป็นแต่ชมพระจันทร์ ชมดาว และชมดอกไม้ เห็นจะอยู่ในพวกนี้ เพราะผู้แต่งเป็นชั้นสูงศักดิ์ เมื่อขอบใช้บทเห่ยาวกันมากขึ้น ตำหนักที่ไม่มีคนแต่งในพวกผู้หญิง หรืออยากได้บทเห่ให้ดียิ่งขึ้นไป ก็ให้ไปวานกวีผู้ชายแต่ง ยกตัวอย่างดังเช่นบทหมายเลข ๑ ซึ่งขึ้นว่า “เห่เอยพระหน่อนาถ” และบทต่อๆ ไป จนบทหมายเลขที่ ๕ ดูเป็นสำนวนกวีผู้ชายแต่งทั้งนั้น
บทเห่ที่เอาเรื่องนิทานมาแต่ง พึงสังเกตได้ว่าแต่งสำหรับเจ้านายแต่บทเรื่องอิเหนากับเรื่องโคบุตร แต่ก็ผิดกัน บทเห่เรื่อง​อิเหนาหมายเลขที่ ๑๒ ขึ้นต้นว่า
“สรวมชีพบังคมบาท พระเยาวราชธิเบนทร์สูร
ภุชงพงศวงศประยูร อิศรราชเรืองเดชา”
บทนี้เห็นได้ว่า แต่งสำหรับกล่อมพระราชกุมารชั้นสูงศักดิ์ บทเห่เรื่องโคบุตรหมายเลขที่ ๑๖ ดูแต่งสำหรับเห่เจ้านายชั้นต่ำลงมา ขึ้นต้นว่า
“เห่เอยเห่ถวาย ถึงเรื่องนิยายแต่ปางหลัง
ให้พระองค์ทรงฟัง เมื่อแรกตั้งโลกา”
แต่บทเห่นิทานเรื่องอื่น คือ เรื่องจับระบำ เรื่องกากี และเรื่องพระอภัยมณี ไม่มีคำเครื่องหมายว่าแต่งกล่อมเจ้านายอยู่ในนั้นเลย สันนิษฐานว่าผู้แต่งตั้งใจแต่งจะให้เห่กล่อมได้เหมือนกันทุกชั้น ยศศักดิ์ตามคำเล่ากันมาว่า บทเห่กล่อมเรื่องนิทานนั้น สุนทรภู่แต่งโดยมาก พิเคราะห์ดูสำนวนก็น่าจะจริง ถึงบทเห่กล่อมอย่างชมพระยศ
พระราชกุมารที่เป็นสำนวนผู้ชาย ก็อาจจะเป็นสุนทรภู่แต่งหลายบท เพราะเมื่อรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่ฝากตัวอยู่ในเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี มีเจ้าฟ้าพระราชโอรสหลายพระองค์ อาจจะดำรัสสั่งให้สุนทรภู่แต่งบทเห่กล่อมถวาย แต่เห่กล่อมเรื่องนิทานนั้นสุนทรภู่อาจจะแต่งต่อชั้นหลัง ด้วยมีผู้ขอให้แต่งสำหรับกล่อมกุมารที่มียศต่ำลงมาไม่ถึง​ไม่เป็นพระราชกุมาร จึงว่าแต่เรื่องนิทานไม่กล่าวถึงยศศักดิ์กุมารที่กล่อม
แต่กวีชายที่แต่งบทเห่กล่อมนอกจากสุนทรภู่ยังมีอีก เพราะฉะนั้นบทเห่ก็รวมไว้ในพวกแบบกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบทผู้อื่นแต่งก็คงมีบ้าง บทเห่ที่แต่งยาวๆ แต่แรกคงต้องอาศัยอ่านสมุดบทเมื่อเห่ แต่ไม่ช้าเท่าใดคนเห่ก็จำได้ด้วยชอบบทกลอน ต้นฉบับบทเห่ที่ได้มาดูเหมือนจะจดตามคำคนจำได้โดยมาก เพราะฉะนั้นถ้อยคำจึงมักขาดเหลือไม่ตรงกับตำรากาพย์
บทเห่พิเศษ
ในต้นฉบับบทเห่ที่ได้มา มีบทเห่แปลกกับพวกที่พิมพ์ไว้ข้างหน้า ๔ บท เป็นบทเห่คำฉันท์ดุษฎีสังเวย บท ๑ เป็นบทเห่วังหน้า และมีพระวิจารณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้เจ้าอยู่หัวกำกับอยู่ด้วย ๒ บท เป็นบทเห่กล่อมเจ้าหญิงเยาวเรศ บท ๑ จึงเอามารวมไว้เป็นพวก ๑ ต่างหาก และเขียนวิจารณ์แยกเป็นบทๆ ต่อไปนี้
บทเห่คำฉันท์ดุษฎีสังเวย
ลาที่ ๑ ขยมบาทอภิวาทพรหมมินทร์ ศิวเทพมหิน
ทรานุรักษภูวดล
​จัตุรภุชทรงครุฑธบินบน อาภรณ์อำพน
ด้วยนิลวัดถ์ชัชวาล
วิฆเนศวรศักดิ์เหี้ยมหาร คือขันทกุมาร
มยุรอาสนเลิศฤา
หกหน้าทวาทัศหัตถถือ ทิพสาครครบมือ
พิพิธฉายพลายแสง
วัชรินทร์ปิ่นเมรุกำแหง กระลึงเพชรเดชแสดง
บำบัดอสูรรำบาน
ธตรฐสถิตเบื้องบูรพสถาน พิรุฬหกพิมาน
ทักษิณสุเมรุแมนสวรรค์
วิรูปักษปจิมทิศเวศวรรณ พลยักษ์อนันต์
สถิตย์อุดรทิศาสถาน
สุริยจันทรจรัสแจ่มคัคนานต์ เทพทั่วจักรวาฬ
พนมพนัศขุนเขา
เทวฤทธิสถิตทุกลำเนา ย่อมมาเทียวเทา
พิทักษรักษานรชน
อีกเทพบริรักษพระมน เทียรแก้วแกมกล
ดุสิตมหาประสาทชัย
เสวตรฉัตรศิริรัตน์โภไคย ศูรย์ราชมีใน
นิเวศสวัสดิเสวยรมย์
​ภัณฑาคารานุกรม หน้าในพระบรม
มหานิเวศเรือนทอง
โองการสั่งข้าทูลละออง ผูกพากย์จำนอง
อัญเชิญถ้วนเทพสบสถาน
ขอเชิญสรรพเทพมาภิบาล สุขุมาลกุมาร
บุตรีสมเด็จจอมผไทย
คาบนี้ควรมาประชุมใน เรือนจันทรอันไพ
บูลยราชศฤงคาร
รับเครื่องวรามิสสักการ เทียนทองชัชวาล
สุคนธรสบุษบา
บายศรีหิรัญรจนา แก้วกาญจนามหา
พิจิตรบรรจงผจงถวาย
ชมเครื่องประดับพรรณราย ประทีปเทียนวิเชียรฉาย
จำรัสจำรูญรุ่งเรือง
แสงแก้วแวววับมลังเมลือง แสงทองประเทือง
พิพิธพรายฉายฉัน
ชมราชูปโภคเนืองนันต์ ดำกลเรียงรัน
แลนาฏอนงค์บริพาร
​เชิญชมพระอู่ทองอลังการ เสาสมทรงสถาน
สุวรรณทาบทอตา
ผจงจัดทุกุลพัตรภูษา พระยีภู่รจนา
ขนอบเขนยพระเศียรทรง
ซ้ายขวาธารีถนอมองค์ พร้อมพระปยุรวงศ์
ประเล้าประโลมโฉมสมร
นางอยู่งานคอยถวายกร เห่ช้าเกลากลอน
บำเรอบำรุงผดุงผดา
สาครใส่สุพรรณมัศยา ธงฉัตรรจนา
ประดับสำหรับลูกหลวง
สวมเทพเทวราชทั้งปวง ทุกสถานพิมานสรวง
เชิญช่วยอำนวยสวัสดี
ให้พระราชบุตรบุตรี เสวยรมย์เปรมปรีดี
อย่ามีพระโรคันตราย
เสร็จพราหมณ์โอมอ่านมนต์ถวาย อิศวรเวทสาทยาย
นิพนธ์โสลกแถลงสาร
ให้พระชนม์วรรณะสันถาน ศรีสวัสดิยืนนาน
สุขะพละสถาวร
​ลาที่ ๒ อ้าองค์พระสหบดี สุรเชษฐมหิศร
เชิญช่วยอภิบาลปิยอุทร เอารสไท้ผไทยสยาม
ชมฌานอย่าลืมผดุงถนอม พระเยาวราชดนัยทราม
ชมช่วยขจัดพระโรคปราม ปรีเทวหวนหา
อ้าองค์อนงค์ภริยอิน ททั้งสี่อัญเชิญมา
เชิญช่วยบำรุงอรยุพา ประโลมเลี้ยงถนอมขวัญ
ท้าวโลกบาลมหิทธิศักดิ์ บริรักษ์กะลึงขรรค์
สี่ทิศพระอู่กุมารกัน ภัยพาธบำราษไกล
อ้าองค์อุมาทิพยลักษณ มหิษีศุลีไคล
เกลาศจุฑาทิปผไท อรช่วยอำนวยพร
อ้าโฉมพระลักษมิยุพินท์ ภิริยองคพระสังข์กร
เชิญช่วยถนอมพระอรอร อย่าให้ไห้กระหายหวน
ชานีนิกรอมรเทพ อัญเชิญห้ามกำสรวลครวญ
บำบัดพระโรคอย่ามีประชวร เจริญชื่นทุกคืนวัน
สรวมเทพภิบาลให้เยาวราช สุขอาสนมไหศวรรย์
วงศานุวงศวรสัมพันธ์ บริรักษสมัครสมาน
อ้าพระอย่าโศกแลสะอื้น ทุกขแดกำเดาดาน
เชิญชมมไหสวรรย์ตระการ อเนกโภคพัฬเหา
ของเล่นบพิตรก็ประสาท สุวรรณรูปฉลักเฉลา
​อีกเครื่องสุคันธรสเสา วคนธเทศประทินหอม
อ้าพระอย่างทุกขโทมนัส กมลโศกจะตรมตรอม
พี่เลี้ยงพระนมบำเรอถนอม บร้างโรคจะแผ้วพาน
ลาที่ ๓ หนึ่งโสดบพิตรไห้ บรมนาถอวยการ
ชุมแพทย์กุมารชาญ บริรักษรักษา
เรื่อนรมย์นิเวศสถาน อเนกไอศวรรยา
พรั่งพร้อมพระวงษา นุวงศมาถวายชัย
อนงค์นาถประจำงาน ยุพราชบรรทมใน
พระอู่ทองอันผ่องใส สุขุมพัตรรองเรือง
เบื้องบนเพดานดัด เสวตรพัตรบรรเทือง
แสงแก้วสุวรรณเมลือง ระยับย้อยพร้อยตาม
อ้าพระอย่าหวนละห้อย ครหนครโหยหา
เสวยโภชกษิรธา รรสชื่นกมลเสบย
พี้เลี้ยงพระนมถนอม สบรักพร้อมพระทรามเชย
อย่าทรงกรรแสงเลย จะช้ากล่อมพระจอมใจ
เชิญชมนิเวศสถาน ทั้งศฤงคารโภไคย
สูรย์ราชอเนกใน อยุทธเยศมหาสถาน
ยามเมื่อเสร็จสรง พระสาครชลาธาร
ครบเครื่องมงคลสถาน ชมสุพรรณมัศยา
​กุ้งกั้งอเนกนอง ทั้งปูทองแลเหรา
มังกรกุมมินภา คณาล่องชลาลัย
โลมากะโห้ฉนาก ประหลาดหลากก็ลอยไสว
ดุจพิศวกรรมใน อมรแมนมารังถวาย
ยามทรงพระสำอาง เสาวคนธ์ชโลมกาย
พี่เลี้ยงประคองสาย สมรให้พระไสยา
เชิญขวัญพระบรรทม ภิรมสุขอย่าโหยหา
ขวัญพระอย่าคลาดคลา มละองค์พระยุพเยาว์
ขวัญพระอย่าไปชม พนเวศศิขรเขา
ธารท่าแลลำเนา ละแวกวุ้งคูหาสถาน
เชิญมานิทรารมย์ สุขุมอาสนอลังการ
เสมอทิพยพิมาน สุรโลกยสรวงสวรรค์
เชิญเชยเสวยสวัสดิ์ คฤหรัตนเรือนจันทร์
แก้วกาญจนาพรรณ พิพิธโภคพึงชม
กรุงเทพมหา นัคเรศเรือนรมย์
พูนสุขเกษมสม บูรณด้วยมไหศวรรย์
สพร้อมเทพบริรักษ สพรักเทพผดุงขวัญ
สะพรั่งนางบำเรอคัล สะพรึบพร้อมถนอมสมร
สิทธิเกียรติดำเกิงคุม อดุลยเดชกำจร
สิทธิเสร็จสรวมพร ประสิทธิสรรพสมบูรณ
​วิจารณ์บทเห่ดุษฎีสังเวย
บทเห่นี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขุนสารประเสริฐ (นุช) แต่งสำหรับกล่อมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเมื่อทำพิธีขึ้นพระอู่ แต่ประหลาดที่ผู้แต่ง
วิจารณ์นี้ไม่เคยได้ยินว่าใช้กล่อมเจ้าฟ้าพระองค์ใด แม้จนในรัชกาลที่ ๕ พิเคราะห์ตามลักษณะพิธีพระราชกุมารขึ้นพระอู่ตามประเพณีเดิม ดังคัดตำราลงไว้ข้างต้น พระครูพราหมณ์เป็นแต่เชิญองค์พระราชกุมารขึ้นพระอู่ แล้วให้พี่เลี้ยงนางนมเห่กล่อม แต่ตามการพิธีในชั้นหลังตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ มาจนตลอดรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระครูพราหมณ์เชิญองค์พระราชกุมารขึ้นพระอู่แล้ว ตัวพระครูพราหมณ์เองไกวพระอู่ และเห่กล่อมด้วยมนต์ภาษาสันสกฤตกับพราหมณ์อีก ๑ คนจนครบ ๓ ลา ถ้าพระราช
กุมารเป็นชั้นพระองค์เจ้าก็เสร็จพิธีเพียงเท่านั้น ถ้าพระราชกุมารเป็นเจ้าฟ้ายังมีพวกขับไม้กล่อมต่อไปอีกพัก ๑ จึงเป็นเสร็จพิธี หามีเห่กล่อมดุษฎีสังเวยไม่ ที่มีบทเห่ปรากฏอยู่แต่มิได้ใช้นั้น สันนิษฐานว่าเห็นจะเป็นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ระเบียบการพิธีขึ้นพระอู่ เดิมทรงพระราชดำริจะให้พราหมณ์เห่กล่อม ๒ คน อย่างเดียวกับประเพณีเห่กล่อมเมื่อสมโภชพระยาช้างเผือก จึงโปรดให้แต่งบทเห่ดุษฎีสังเวยสำหรับกล่อมพระราชกุมารเป็นทำนองเดียวกัน พึง​สังเกตได้ใน
บทเห่กล่อม กวีผู้แต่งเอาถ้อยคำในฉันท์กล่อมช้างเผือกซึ่งกรมหมื่นศรีสุเรนทรทรงแต่งเมื่อรัชกาลที่ ๒ มาเลียนหลายแห่ง แต่เมื่อแต่งแล้วชะรอยจะมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นจะต้องเห่นานนักก็ดี หรือพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ไกวพระอู่แก่ชราไม่สามารถจะเห่ได้ก็ดี หรือทรงพระราชดำริขึ้นใหม่ว่าเห่ด้วยเวทมนต์จะเป็นมงคลดีกว่า จึงโปรดให้พระครูพราหมณ์ ผู้ไกวพระอู่เห่ด้วยมนต์ภาษาสันสกฤต และเห่ ๓ ลาเช่นเดียวกันกับเห่ดุษฎีสังเวย บทเห่ที่แต่งขึ้นใหม่จึงไม่ได้ใช้
บทเห่วังหน้า
เห่บท ๒ บทต่อไปนี้มีเรื่องกล่าวกันมา ว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแรกประสูติ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แต่งเห่บทนี้ขึ้นเพื่อจะพระราชทานมาให้เห่กล่อมโดยทรงพระเมตตา แต่เผอิญเกิดขัดพระราชหฤทัยขึ้นกับ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยเหตุอันหนึ่ง จึงมิให้ส่งประทานมา บทเห่นี้จึงลี้ลับอยู่ในวังหน้าจนรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้าหญิงดวงประภา ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไปพบฉบับเข้า จึงนำขึ้นทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
​บทเห่วังหน้า
ข้าบาทบำรุงรักษ พระทรงศักดิจอมเมาฬี
ทูลถนอมเหนือเกศี ให้เสวยโภชชิรารมย์
อุ้มองค์สรงสาคร พระสายสมรชื่นเชยชม
สุระเสียงย่อมสวยสม ชมเครื่องเล่นเย็นพระทัย
สุพรรณกุมมินคลา รูปมัจฉาสุกแสงใส
ท่องเที่ยวเลี้ยวลอยไป ใสสำหรับพระสาคร
เป็ดน้ำดำไล่ปลา กลับกรอกตาพาจิกจร
เหรันกันกุญชร มังกรเกี่ยวเลี้ยวตามกัน
เครื่องเล่นล้วนเป็นกล มีเกลื่อนกล่นแกล้งรังสรรค์
ดังว่าพระวิศณุกรรม์ บรรจงแต่งแกล้งมาถวาย
สรงแล้วไล้สุคนธาร ตระการกลิ่นกำจรจาย
รื่นรวยสวยพระกาย ตระหลบฟุ้งกรุ้มเกริ่นใจ
น้อมหัตถ์บังคมบาท พระหนอนาถอิศรพงศ์
เชิญเสด็จสำอางองค์ ทรงอู่มาศพรรณราย
กลั่นกลีบพัตราอ่อน ช้อนประคองพระวรกาย
อยู่งานสร้อยทองถวาย ย้ายเห่หวนชวนสำราญ
พราหมณ์เสนออาเศียรภาษ พระบวรราชกุมาร
จุดเทียนเวียนเอางาน ขานพาทย์ฆ้องก้องกาหล
​ถวายเครื่องโดยวรกิจ วิธีราชมงคล
เสวยสุขในไพชยนต์ มนเทียรราชเรือนจันทร์
วิจารณ์บทเห่วังหน้า
เห่บทนี้ต้นฉบับที่ได้มามีลายพระหัตถ์เลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเขียนด้วยดินสอขาวไว้บนใบปกว่า “พระองค์ดวงประภาว่ารับสั่งให้เขียน
จะมาถวายเมื่อทำขวัญเดือนแต่โกรธกันเสียไม่ได้ถวาย เห็นว่าไม่จริง” ดังนี้ พิจารณาดูก็เห็นหลักฐานเป็นเช่นพระราชดำริ ว่า “ไม่จริง” ด้วยที่ใบปกสมุดต้นฉบับมีอักษรเขียนด้วยเส้นหรดาน ว่า “ร่างเมื่อวันศุกร์ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ เบญจศก” (พ.ศ. ๒๓๙๖) สอบกับวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก เห็นได้ว่าบทเห่นี้ร่างล่วงหน้าก่อนประสูติถึง ๒ เดือน อีกแห่ง ๑ ในบทเห่มีคำว่า
“พราหมณ์เสนออาเศียรภาษ พระบวรราชกุมาร”
ตรงนี้บอกชัดว่าแต่งสำหรับเห่กล่อมพระเจ้าลูกเธอของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อได้ว่าเห่ ๒ บทนี้มิใช่ที่แต่งสำหรับเห่กล่อมสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงดังพระองค์เจ้าดวงประภากราบทูล แต่จะตัดสินว่าพระองค์เจ้าดวงประภากราบทูลเท็จก็ไม่ควร ​เพราะที่จริงอาจจะมีบทเห่เช่นพระองค์ดวงประภาทูลอ้าง แต่ท่านทรงหลงไปว่า ๒ บทนี้เท่านั้น ก็เป็นได้
บทเห่กล่อมเจ้าหญิงเยาวเรศ
เห่บทนี้ผิดกับบทเห่อื่น ที่แต่งสำหรับกล่อมแต่เฉพาะเจ้าหญิงองค์ ๑ ซึ่งทรงนามว่า “เยาวเรศ”
บทเห่กล่อมพระองค์หญิงเยาวเรศ
เจตมากาละปักษเยื้อง สนทยา สยองเฮอ
นาคสังวัชรา ฤกษ์แพร้ว
พุททัศวัฒนราชา สิทธิโชค เฉลิมแฮ
ประสูติสพร้องคล่องแคล้ว เคลื่อนคล้อยคอยประคอง ฯ
รับสั่งรังสฤษดิ์สร้อย สมยา นิยมเฮย
เยาวเรศราชธิดา ประดิษฐไว้
เจริญราชวรวงศา เสาวภาคย์ เพ็ญแฮ
พ้นพิบัติวัฒนให้ เลิศฟ้าราศี ฯ
เห่เอ่ยพระเทพิน อำมรินทราวงศ์
ดนัยนาถคณาอนงค์ อบเชยชิดสนิทนัย
หวังพวงประสงค์เสาะ พอจำเพาะที่พิศมัย
เทียมทัดพระหัตไทย และนัยน์เนตรเกษตรา
ถนอมชมภิรมณ์รัก เป็นเอกอัครธิดา
​โดยนิยมจึงสมยา ชื่อเยาวเรศวิเศษนาม
พระยอดหญิงมิ่งมนุษย์ ประเสริฐสุดเสงี่ยมงาม
ฤาลั่นสนั่นสนาม หน้าจักรวรรดิจำรัสตา
พระบารมีเป็นศรีโสด วันสมโภชตติยวาร
ก็กำจัดพวกพารา ให้รื่นรอบริมขอบคัน
ต่างสรรเสริญเจริญพระยศ ก็ปรากฏเป็นอัศจรรย์
พระวงศาเกศสรร ด้วยแสนสวาดิไม่คลาดคลา
ประทมพระกรงอลงกต กระจกจรดจำรัสตา
เรืองระยับประดับประดา เพดานดาดด้วยดาดสุวรรณ
นางนมบังคมเคียง พระพี่เลี้ยงและสาวสรร
แวดล้อมอยู่พร้อมกัน บกตึกใหม่วิไลแล
พินิจไหนพื้นไพจิตร กระจกติดตามช่องแกล
วิเศษสันเมื่อผันแปร ประเทืองโคมประทีปราย
เตียงตั้งบัลลังก์อาสน์ ยี่ภูลาดล้วนเฉิดฉาย
รวบรุดพระสูตรสาย แสนโสพิศวิจิตรจริง
อัฒจันทร์ชั้นบูชา ระยะม้าจมูกสิงห์
ดาดาดดูพาดพิง ล้วนเครื่องแก้วกับเครื่องทอง
นาฬิกาฝารั่งติด ชวลิตแลลำยอง
โมงยามตามทำนอง สำเนียกเสียงสำเนียงระฆัง
โคมอร่ามติดตามเสา กระจกเงาลับแลบัง
​ทอดที่ทางวางบัลลังก์ เสวยสรงทรงสำอางค์
มีชานพักตำหนักนอก สำรับออกซึ่งหอกลาง
เทียบที่หอรีขวาง ทั้งตึกคลังอลังกร
ซุ้มทวารชานชลา ล้วนตั้งม้าไม้ดัดสลอน
ยามสนทยาทิวากร ก็เสร็จประพาสด้วยบริพาร
พูนเพิ่มเฉลิมพระยศ เปรื่องปรากฏประกอบการ
ทรงสถิตในราชฐาน ประเทืองทุกข์เป็นสุขทรวง
เกษมสิ้นมลทินไถง ดังเนานัยดุสิตสรวง
เหมือนนางฟ้าสุดาดวง ลีลาศล่วงครรไล เอย
วิจารณ์บทเห่กล่อมเจ้าหญิงเยาวเรศ
เห่กล่อมบทอื่นๆ ที่พิมพ์มาแล้ว ถึงจะใช้ถ้อยคำเชิดชูยศศักดิ์พระราชกุมารเป็นอย่างสูงก็ไม่มีที่จะออกพระนาม อาจจะใช้เห่บทเดียวกันกล่อมพระราชกุมารชั้นเดียวกันได้
ทุกพระองค์ แม้บทเห่ดุษฎีสังเวย ซึ่งแต่งสำหรับกล่อมพระราชกุมารที่เป็นเจ้าฟ้าก็เช่นนั้น แต่เห่บทนี้ สำนวนดูเป็นผู้ชายแต่ง แต่งเฉพาะสำหรับเห่กล่อมเจ้าหญิงองค์ ๑ ซึ่งทรงนามว่า “เยาวเรศ” ปัญหาที่จะต้องพิจารณาเป็นข้อต้นจึงมีว่าเจ้าหญิงเยาวเรศนั้นคือใคร ตรวจดูในหนังสือราชสกุลวงศ์ประกอบกับความรู้ตามเคยได้ยินมา พระราชธิดาซึ่งทรงพระนามว่าเยาวเรศหาเคยมีไม่ ทั้งฝ่ายวังหลวงและวังหน้าพิจารณาดูตามถ้อยคำในบทเห่ มีในโคลงนำบทที่ ๒ ว่า
​“รับสั่งรังสฤษดิ์สร้อย สมยา
เยาวเรศราชธิดา ประดิษฐ์ไว้”
โดยลำพังคำ “ราชธิดา” จะหมายว่าเป็นพระเจ้าลูกเธอก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาความที่พรรณนาต่อไปในบทเห่ เช่นว่าแรกได้พระราชธิดาสมประสงค์ ผิดกับเรื่องพงศาวดารที่ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหาอุปราชมีพระราชธิดาตั้งแต่ก่อนเสวย
ราชย์แล้วทุกพระองค์ เว้นแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว มีพระราชธิดาพระองค์แรกเมื่อเสวยราชย์แล้ว แต่ก็ประสูติเมื่อปีกุล พ.ศ. ๒๓๙๕ มิใช่ปีมะโรงซึ่งในบทเห่บอกไว้ว่าเป็นปีประสูติของเจ้าองค์นั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่แต่งใช้คำ “ราช” น่าจะหมายความว่า “เจ้า” เท่านั้นเอง อีกแห่ง ๑ กล่าวความอัศจรรย์ว่าเมื่อวันสมโภช ๓ วัน ประจวบกับกำจัดพวกพาลได้ราบคาบ “รอบขอบค้น” ถ้าหมายความว่า
พระเจ้าแผ่นดิน จะต้องเป็นเหตุการณ์มีในพงศาวดาร เหตุเช่นนั้นก็หามีไม่ ส่อว่าจะหมายความเพียงแต่ปราบพวกพาลรอบวังเจ้า ข้อนี้สมกับความที่กล่าวอีกแห่ง ๑ ว่าการประสูตรเจ้าหญิงองค์นั้น “ลื่อลั่นสนั่นสนาม หน้าจักรวรรดิ” (คือถนนสนามชัย) หมายความว่าหน้าวังเจ้านายที่ตั้งอยู่รายตามถนนนั้น ตามความที่พิจารณามาชวนให้เห็นว่าเห่บทนี้แต่งสำหรับกล่อมหม่อมเจ้าหญิง ในเจ้านายต่างกรมที่สูงศักดิ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หาใช่กล่อมลูกหลวงไม่.
โฆษณา