14 ส.ค. เวลา 11:22 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Oh yeah? - Steve Lacy >>> หื่น เหงา เศร้า ซึม

-จากไอ้หนุ่มดีดหลังเลิกกับแฟนใน Gemini Rights หายไป 4 ปี กลับมาคราวนี้กลายเป็นไอ้หนุ่มจ๋อยซะงั้น หลังจากความสำเร็จพลุแตกเกินขาดของเพลง Bad Habit จากอัลบั้มชุดที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านาย Steve ยังคงจะถูกแปะป้ายด้วยศิลปิน one hit wonder ต่อไปแบบนี้อีกซักพัก อย่างไรก็ดีการจะมีเพลงฮิตอีกซักเพลงก็ไม่ใช่การการันตีคุณภาพของ portfolio ได้ดีเท่าผลงานอัลบั้มเต็มที่ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของศิลปินได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า
-ถึงแม้ว่า Oh yeah? ไม่ได้มีเพลงที่มีแนวโน้มฮิตระดับชูโรงเทียบเท่า Bad Habit แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่เห็นความเฉิดฉายของไอ้หนุ่ม Compton วัย 28 ปีนี้เลย ผมกลับค้นพบความลุ่มลึกที่ deep cut อย่างน่าพึงพอใจ ซิงเกิ้ลแรก the feeling เป็นเพลงช้าที่บอกแทนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อคนเก่า ซึ่งมวลรวม mood and tone ของอัลบั้มนี้ก็วนเวียนอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นจริงๆ เป็นการบอกโดยนัยว่า นาย Steve ไม่มีทางที่จะกลับไปสู่โหมดขี้เล่นทะเล้นอย่างเต็มหลอด แต่เป็นความเหงาที่แอบบาดลึกไปอีกขั้น
Life's a bitch / And then you live again
oh yeah? - Steve Lacy
-oh yeah? จึงไม่น่าจะใช่การขานรับด้วยความเริงร่า แต่เป็นการขานรับอย่างด้านชาเพราะความบัดซบต่างหากที่ทำให้เราต้องบ่น “Here We Go Again” อีกแล้วหรอวะกู ปัญหาเรื่องหัวใจและความโดดเดี่ยวแบบเดิมๆได้กลับมาวนลูปอีกครั้ง ดั่งไตเติ้ลแทร็ค oh yeah? ที่ขึ้น verse ตามประโยคข้างต้น “ชีวิตบัดซบ แล้วเราก็ต้องอยู่กับมันอีกแล้ว” เป็นการเปิดหัวที่ทำให้รู้ว่านาย Steve คนนี้ทั้งจ๋อยและหงอยซึมพอสมควร
-แต่สิ่งนึงไม่เปลี่ยนไปเลยคือลวดลายความเฟี้ยวของกีตาร์ไฟฟ้าและ synthesizers อันเป็นลายเซ็นต์เฉพาะที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยฟอร์มวง The Internet แต่สิ่งนึงที่เพิ่มเติมคือความพยายามดำดิ่งให้ลุ่มลึก ไม่เน้นโฉ่งฉ่างเหมือนสมัยวัยรุ่น เป็นการปูทางสู่สุ้มเสียงที่ adult contemporary สมวัยขึ้น และที่สำคัญดูเหมือนจะขายความเซ็กซี่และหื่นกามอย่างไม่เกรงใจใครด้วย
-มีแค่เพลง doom เนิร์ดร็อคจี๊ดจ๊าดโดดเด้งกว่าใครเค้า เป็นการเย้ยหยันความสัมพันธ์แบบ “นัดยิ้ม” ที่รีบๆเอากันเผื่อพรุ่งนี้โลกจะแตก แต่ก็แอบซ่อนความตลกร้ายไว้ในพาร์ท Outro ที่พอหลังเสร็จกิจแล้ว พี่แกก็อยากจะอยู่อย่างเงียบๆ ยังไม่อยากอธิบายอะไรทั้งนั้น ท่อน Shut the fuck up น่าจะชวนให้ร้องตามเมื่อเล่นสดได้ไม่ยากเลย
-อีกหนึ่งปัจจัยที่ความเฟี้ยวยังไม่จางส่วนนึงมาจากการได้รับอิทธิพลจากลูกพี่ Tyler The Creator มาเต็มๆ สังเกตได้จาก 2 แทร็ค อาทิเช่น lovesexdrugbomb ที่จังหวะจะโคนโคตรจะ Tyler และ nice shoes / In Your World เอาซิงเกิ้ลเมื่อปีกลายมาขยายให้ยาว 2 พาร์ทตามรอยลูกพี่เป๊ะ
-สิ่งที่ผมโคตรชอบในเพลง nice shoes / in your world เลยก็คือ แร็ปสไตล์ breakbeat ที่นานๆจะได้ฟังที แถมยังครุ่นคิดและตั้งคำถามถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ร่ำรวยที่เราต่างไฝ่ฝันมันยังจะช่วยบรรเทาทุกข์ได้ตลอดจริงหรือ ? ในเมื่อเราไม่พร้อมที่จะมูฟออนไปกับปัจจุบันอยู่เลย ซึ่งการ transition สู่พาร์ท in your world ทำได้แนบเนียนไร้รอยต่อ
ถ้าใครสังเกตจะมีประโยค Life's a bitch / And then you live again วนกลับมาอีกครั้ง แต่มาในเชิงระลึกได้ถึงความเที่ยงแท้ นำมาสู่การคุยกับคนฟัง ขอบคุณมิตรรักแฟนเพลงที่พาเขาไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งในโลกของผู้ฟังอย่างนอบน้อม ถือเป็นเพลง 2 พาร์ทที่ต่อให้ยาวก็ฟังโคตรเพลิดเพลินเลยครับ
-การได้ดูเอ็ทกับศิลปิน A-List อย่าง SZA ในเพลง is it cool? และเจ้าแม่ Neo-Soul ตัวจริงอย่าง Erykah Badu ในเพลง pure colour ก็นับว่านาย Steve พาตัวเองมาได้ไกลจนเป็นที่ยอมรับจากรุ่นพี่ในวงการพอสมควร
โดยเพลง is it cool? ก็เป็น Neo-Soul R&B ที่พร้อมแอดเพลย์ลิสท์ R&B สายชิวล์ตามร้านกาแฟได้สบายมาก เต็มไปด้วยอารมณ์ insecure ของคนหนุ่มสาวที่ต่างมีปมส่วนตัวและไม่รู้ว่า เมื่อจริงจังกับความสัมพันธ์แล้วจะไปกันได้รอดหรือไม่? ในขณะที่ pure colour ก็เข้าสู่วิถีสายเขียวฟุ้งด้วยหมอกควันเอ้อระเหยเต็มที่เลย slow jam ช้าและหนืดที่สุดในอัลบั้ม
-show you me ที่เดาใจไปเรื่อยว่า เขาหรือเธอจะมีใจให้รึเปล่าด้วยอารมณ์ทึกทักไปเรื่อย ในขณะที่ nothing อคลูสติคเปลือยเปล่าเหมือนกัน แต่เพลงนี้พาเราเหงาอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวใช้ได้เลย ซึ่งสองเพลงนี้เป็นการโชว์พลัง minimal acoustic ที่เน้นอารมณ์ emo มากกว่า
-ส่วนเพลงแถม bebe ไซคลีเดลิคร็อคที่ catchy ไม่แพ้กัน ขับขานด้วยออโต้จูนเพิ่มคาแรคเตอร์อีกตัว (นึกถึง IGOR ของ Tyler ขึ้นมาอีกแล้ว) ถ้า in your world คือจบแบบ break the fourth wall คุยกับคนฟังในแบบที่ไม่ค้างคา แต่ bebe ทิ้งให้เราค้างคาไปกับการกลับไปตัดพ้อความซวยที่จะวนลูปบรรจบอีกครั้งในไตเติ้ลแทร็ค oh yeah? ถือเป็น alternate ending ที่ผมชอบมากๆ
-ถึงแม้เอเนอร์จี้จะไม่วาไรตี้และโดดเด้งเท่า Gemini Rights แต่การหยั่งเชิง personal ที่เริ่มซึมลึกไปเรื่อยๆเหมือน Steve อยากพิสูจน์ตัวเองด้วยการกะเทาะความรู้สึกของตัวเองให้ได้เรียลและซื่อตรงต่อตัวเองมากที่สุด เซนส์ป็อปที่ยังคงแข็งแรง การคัดกรองอย่างดี อีกทั้งไม่โหมกระหน่ำด้วยปริมาณแทร็คที่เยอะเกินราวกับคนเก็บกด รู้ว่าคนฟังต้องการอะไรมากกว่าการกลับไปเดิมพันเรื่องชาร์ทเพลง นั่นก็ทำให้ซื้อใจคนฟังอย่างเอาแน่เอานอนได้
โอ้ เย้ ! รับชะตากรรมกันต่อไป
top tracks: oh yeah?, is it cool?, the feeling, doom, nothing, nice shoes / in your world, bebe
give 7.5/10
thx 4 readin’
see y’all
โฆษณา