15 ส.ค. เวลา 03:02 • ธุรกิจ

บุกตลาดต่างประเทศคนเดียวอาจไปได้ แต่ไปทั้งประเทศอาจไปได้ไกลกว่า ถอดรหัสงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen โดยทีเส็บ

ถ้าพูดถึงการบุกตลาดต่างประเทศ ภาพที่หลายคนคุ้นเคยอาจเป็นการพาธุรกิจออกไปเจอลูกค้าใหม่ หวังให้เกิดการพูดคุย หวังให้เกิดโอกาส และสุดท้ายหวังให้ปิดดีลได้ แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เกมไม่ได้เดินแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
เพราะสิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ ‘ของดี’ ที่ถูกส่งออกไป แต่คือ ‘ระบบ’ ที่ทำให้ของดีนั้นไปเจอคนที่ใช่ และเปลี่ยนเป็นดีลได้เร็วขึ้นจริง ๆ และนี่คือจุดที่ MEET Thai Plus 2026 Shenzhen เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งเกม
นี่คืองานที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) เตรียมพาประเทศไทยไปเปิดตลาดที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการไปจีน คือการเปลี่ยนบทบาทจากการพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งไปออกงาน ไปสู่การพาประเทศทั้งระบบเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ดีลเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ
เมื่อ MICE ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เรื่อง MICE
MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ถูกออกแบบให้ก้าวข้ามภาพของงานไมซ์แบบเดิม เพราะเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างการรับรู้หรือภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือการสร้างทั้ง National Value และ High Impact ที่จับต้องได้จริง และสิ่งที่ทำให้เกมนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือการขยายขอบเขตของผู้เล่นที่เข้ามาอยู่ในเวทีเดียวกัน
จากเดิมที่อาจเป็นเพียงโรงแรม ศูนย์ประชุม หรือผู้ให้บริการด้านไมซ์ วันนี้ภาพได้ขยายออกไปสู่ทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม อาหาร สุขภาพและ Longevity อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คาแรกเตอร์ การศึกษา ไปจนถึงอุตสาหกรรมอนาคต เมื่อทุกภาคส่วนถูกดึงเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน งานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์อีกต่อไป แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มรวมดีลของประเทศที่ทำให้โอกาสจากหลายอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมถึงกันได้ในเวลาเดียวกัน
ตัวเลขของการมีองค์กรไทยเข้าร่วมกว่า 100 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือสถาบันการศึกษา ไม่ได้สะท้อนแค่ความยิ่งใหญ่ของงาน แต่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของประเทศทั้งระบบ ฝั่งภาครัฐมีหน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างครบถ้วน
ตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ BOI EEC IEAT ไปจนถึง DEPA ขณะที่ภาคเอกชนก็ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจไมซ์ ท่องเที่ยว เทคโนโลยี ค้าปลีก โลจิสติกส์ อาหาร สุขภาพ และ Creative Business
เมื่อมองภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “งานใหญ่ขึ้น” แต่คือการเปลี่ยนจากการที่แต่ละธุรกิจเดินเกมของตัวเอง ไปสู่การนำศักยภาพของทั้งประเทศมาอยู่ในห้องเดียวกัน เพื่อให้ตลาดต่างประเทศเห็นภาพประเทศไทยในฐานะ ecosystem ที่ครบและเชื่อมโยงกันจริง ๆ
โลกธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่ Connection แต่ต้องการ “Conversion”
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ การมีคอนเนกชันไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายอีกต่อไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการเปลี่ยนคอนเนกชันให้กลายเป็นดีลจริงได้เร็วแค่ไหน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ลดระยะห่างระหว่างการรู้จักกันกับการทำธุรกิจร่วมกันให้สั้นที่สุด
ทีเส็บตั้งใจทำให้ฝั่งจีนเห็นภาพประเทศไทยในมิติที่ครบกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงประเทศที่มีหลายอุตสาหกรรมแยกกัน แต่เป็นประเทศที่มี ecosystem เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันฝั่งไทยก็ได้โอกาสเข้าถึงตลาดจีนผ่านกลไกที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Business Matching การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ หรือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่นำไปต่อยอดได้จริง
เมื่อมองตัวเลขเป้าหมายของงานนี้ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก เพราะไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกออกแบบให้วัดผลที่ ‘ผลลัพธ์ทางธุรกิจ’ โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน กลุ่ม B2B ไม่น้อยกว่า 1,000 คน Business Matching อย่างน้อย 800 นัดหมาย และมูลค่าดีลที่คาดการณ์กว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงการลงนามความร่วมมือระหว่างไทย - จีนในหลายอุตสาหกรรม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า งานนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ “จัดอีเวนต์” แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “สร้างดีล” ตั้งแต่ต้นทาง
MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่า งานนี้จะช่วยอุตสาหกรรมไมซ์ได้มากแค่ไหน แต่กำลังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ประเทศไทยจะใช้ MICE เป็นเครื่องมือในการสร้างดีลระดับประเทศได้อย่างไร
และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ จากการมอง MICE เป็นเพียง Industry หนึ่ง ไปสู่การมองเป็น National Infrastructure ทางเศรษฐกิจ จาก Event Economy ไปสู่ Deal Economy และจากการ “ไปออกงาน” ไปสู่การ “ไปเปิดเกมใหม่ของประเทศ” อย่างแท้จริง
โฆษณา