14 ส.ค. เวลา 23:53 • ข่าวรอบโลก
สรุปจาก AI
มีการขาดแคลน/ลดลงอย่างมากของคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านปี 2026 (Operation Epic Fury) จริง ตามรายงานจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ รวมถึง CSIS (Center for Strategic and International Studies), Reuters, CNN, New York Times และแหล่งภายในเพนตากอน
สรุปสถานการณ์หลัก
สงครามเริ่มปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และมีการใช้ขีปนาวุธจำนวนมากในช่วง 39 วันแรกก่อนสงบศึกชั่วคราวในเดือนเมษายน จากนั้นมีการสู้รบต่อเนื่องเป็นระยะ ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธโจมตีระยะไกล
ตัวเลขสำคัญจากรายงาน CSIS และแหล่งอื่น (ประมาณกลาง-ปลายปี 2026):
• Patriot (PAC-3/MSE): ก่อนสงครามประมาณ 2,200–2,330 ลูก → เหลือประมาณ 759–827 ลูก (ใช้ไปราว 65% หรือสองในสาม)
• THAAD: ก่อนสงครามประมาณ 452 ลูก → เหลือประมาณ 234–278 ลูก (ใช้ไปราว 38–50%)
• Tomahawk: ใช้ไปกว่า 1,000 ลูก (ราวหนึ่งในสามของคลัง)
• ขีปนาวุธโจมตีระยะไกล (ATACMS และ PrSM): แหล่งข่าวระบุว่าใช้ไป “เกือบทั้งหมด” (virtually all)
• ขีปนาวุธอื่น ๆ เช่น JASSM, SM-6 ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความหมายและข้อจำกัด
• สำหรับสงครามกับอิหร่านในปัจจุบัน: นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (รวม CSIS) ระบุว่าสหรัฐฯ ยังมีขีปนาวุธเพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการต่อได้ในระดับที่จำกัด เพราะอัตราการใช้ลดลงหลังจากช่วงแรก และมีทางเลือกอื่นบางส่วน
• ความเสี่ยงที่แท้จริง: คลังลดลงมากจนกระทบความพร้อมสำหรับสงครามใหญ่ครั้งถัดไป (โดยเฉพาะกับจีนในแปซิฟิก) หรือการสู้รบที่ยืดเยื้อ การเติมคลังกลับสู่ระดับก่อนสงครามต้องใช้เวลา 3–5 ปีขึ้นไป เพราะกำลังการผลิตปัจจุบันยังต่ำ (เช่น PAC-3 ประมาณ 600–650 ลูก/ปี ก่อนขยาย)
• เพนตากอนและฝ่ายบริหารปฏิเสธคำว่า “ขาดแคลนอย่างวิกฤต” และยืนยันว่ามีอาวุธเพียงพอ แต่แหล่งข่าวภายในและรายงานอิสระชี้ว่าคลังลดลงรุนแรงจนผู้บัญชาการบางคนเตือนเรื่องความเสี่ยง
โดยสรุป การลดลงของคลังขีปนาวุธเป็นเรื่องจริงและรุนแรงตามหลักฐานสาธารณะ ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ “หมดเกลี้ยง” จนปฏิบัติการหยุดชะงักโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มันเผยให้เห็นจุดอ่อนของฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ผลิตไม่ทันอัตราการใช้ในสงครามสมัยใหม่​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​
โฆษณา