Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Book Gossip: เล่มนี้ต้องขยาย
•
ติดตาม
15 ส.ค. เวลา 11:14 • หนังสือ
Thunderhead อสนีบาตเมฆา
ภาคต่อที่ดองมานานของนิยายไซไฟ-แฟนตาซี Arc of a Scythe ที่เราชอบมากๆตั้งแต่เล่มแรก ในเล่มที่สองนี้ทาง storyard ใช้ชื่อไทยว่า #อสนีบาตเมฆา เป็นเนื้อเรื่องต่อจากภาคแรก หลังจากที่ "ซิตรา" ได้กลายเป็น "เคียวอนาสตาเซีย" เต็มตัว แม้จะมีแนวทางในการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างออกไป แต่เธอยังคงยึดมั่นในคำสอนของ "เคียวฟาราเดย์" และ "เคียวคูรี" อยู่เสมอ นั่นคือการเก็บเกี่ยวด้วยความเมตตา
ในยามนี้องค์กรเคียวได้แตกออกเป็นสองขั้วอย่างแทบจะชัดเจนแล้ว นั่นคือ ฝ่ายองครักษ์เก่าที่ยังดำรงตนอยู่ในวิถีดั้งเดิมของเคียวผู้ก่อตั้ง และ ฝ่ายคณะใหม่ที่มองว่าเคียวควรมีอิสระและเพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยวได้ตามต้องการ การที่เคียวอนาสตาเซียยังคงเลือกเดินตามแนวทางของฝ่ายองครักษ์เก่า ท่ามกลางกระแสนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของฝ่ายคณะใหม่ ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามอง และนับเป็นหนึ่งในเคียวรุ่นเยาว์ที่มีอิทธิพลต่อองค์กรเคียวมากที่สุด
อีกด้านหนึ่ง "โรแวน" ก็ได้สถาปนาตัวเองเป็น "เคียวลูซิเฟอร์" เขาเห็นความเลวทรามในความเชื่อของเคียวคณะใหม่จากการคลุกคลีใกล้ชิดกับพวกเขา จนรู้ดีแก่ใจว่าไม่มีทางใดจะหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ได้ นอกเสียจากการกำจัดเซลล์ร้ายเหล่านี้ทิ้งเสียให้สิ้น เขากลายเป็นเคียวที่เก็บเกี่ยวเคียวด้วยกันเอง บรรดาเคียวที่ไม่สมควรจะครองตำแหน่งนี้ล้วนถูกสังหารและเผาร่างเสียจนไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีก
แน่นอนว่าอาชญากรรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของ "ทันเดอร์เฮด" ปัญญาประดิษฐ์ที่คอยควบคุมดูแลความสงบสุขของมนุษยชาติ แต่เมื่อเป็นเรื่องของเคียว มันจึงไม่อาจยื่นมือมาเกี่ยวข้องได้ เพราะทันเดอร์เฮดกับองค์กรเคียวจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน โรแวนจึงกลายเป็นบุคคลที่องค์กรเคียวต้องการตัวมากที่สุด นักสืบมือดีที่สุดของอค์กรถูกส่งออกมาตามล่าเขา และโทษเดียวของเขาก็คือการถูกเก็บเกี่ยวให้จากไปตลอดกาล
แต่การที่ภาคนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Thunderhead ก็ย่อมมีเหตุผลของมันเอง นั่นเพราะมันเป็นภาคที่จะพาเราไปทำความรู้จักกับเจ้าระบบอัจฉริยะนี้มากขึ้น ในเล่มนี้เราจะได้สำรวจความคิดที่ทันเดอร์เฮดมีต่อสิ่งต่างๆ ได้เห็นเรื่องราวในอีกส่วนหนึ่งของโลกยุคนั้น ซึ่งก็คือการทำงานของ "เจ้าหน้าที่นิมบัส" หรือก็คือบรรดาผู้คนที่ทำงานรับใช้ทันเดอร์เฮดโดยตรง และ "ผู้ไม่พึงประสงค์" หรือกลุ่มคนที่ถูกหมายหัวไว้ว่ามีพฤติกรรมรุนแรง และจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับทันเดอร์เฮดได้ในทุกกรณี
ด้วยเหตุนี้เราจึงมีตัวละครใหม่โผล่ขึ้นมาในซีรีส์นี้ด้วย "เกรย์สัน ทัลลิเวอร์" เป็นเด็กหนุ่มที่เกือบจะได้เป็นเจ้าหน้าที่นิมบัส แต่ชะตาชีวิตก็พลิกผันจนต้องกลายมาเป็นผู้ไม่พึงประสงค์ เมื่อเขาดันได้ข้อมูลจากสำนักงานของทันเดอร์เฮด ว่าจะมีการลอบสังหารเคียวอนาสตาเซียและเคียวคูรี เกรย์สันเลือกที่จะหยุดยั้งการกระทำนั้นก่อนที่มันจะสำเร็จ ซึ่งนับว่าเป็นการละเมิดข้อห้ามเรื่องการไม่ก้าวก่ายกันระหว่างทันเดอร์เฮดและองค์กรเคียว
และเนื่องจากทันเดอร์เฮดถูกจำกัดขอบเขตความสามารถไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่มันไม่อาจละเมิด ซิตรา โรแวน และเกรย์สันจึงกลายมาเป็นความหวังเดียวของมันที่จะปกป้องมนุษยชาติจากตัวของพวกเขาเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายเกินไป จนโลกในอุดมคติใบนี้ต้องเสียสมดุล และพังทลายลงในที่สุด
เนื่องจากรอบก่อนโดยเจ้าสำนักบ่นว่าเขียนรีวิวแบบสปอยล์ไปแล้วเกือบครึ่งเล่ม รอบนี้ก็เลยดองนานๆหน่อย จะได้เขียนได้เต็มที่ ติ๊ต่างเอาว่าหนังสือออกนานแล้วคงปลดสปอยล์แล้ว อะไรประมาณนั้น 555555
ก่อนจะไปพูดถึงเนื้อหาข้างในที่สนุกแบบสุดๆ ต้องขอบ่นไว้ตรงนี้สักหน่อยว่าเล่มนี้มีคำแปลที่ไม่สมูทเยอะมาก คำพิมพ์ตกพิมพ์เกินก็เยอะ เหมือนตั้งใจพิมพ์รูปประโยคแบบนึง แล้วก็ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นอีกแบบแต่ลบไม่หมด คำฉีกระหว่างบรรทัดอย่างชื่อคนที่ตกบรรทัดก็เจอบ่อย เหล่านี้ล้วนทำให้อรรถรสในการอ่านสะดุด ยิ่งมันเจอบ่อยก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากอ่านมันลดหายไป หวังว่าพิมพ์ถัดๆไปทางสำนักพิมพ์คงหาคนมาตรวจทานและแก้ไขให้ดีขึ้น
กลับมาที่เนื้อหาของเรา ทุกคนอาจจะคุ้นเคยว่าเทคนิคการเล่าเรื่องนั้น มักจะมีจังหวะที่ตัวละครจะต้องเจอกับความยากลำบาก ต่อสู้ฝ่าฟันจนผ่านมันมาได้ ก่อนจะต้องล้มหน้าคว่ำอีกครั้งด้วยจุดวิกฤติที่ยิ่งใหญ่กว่า สำหรับเราแล้ว เล่มนี้คือไอ้เจ้าจุดวิกฤตินั้นเลย มันคือจังหวะที่เผยทุกความเลวร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้กฎระเบียบของโลกนั้น ทั้งเรื่องการที่มนุษย์พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป และเรื่องของการมอบดาบให้กับคนที่ไม่คู่ควรจะถือมัน
การปฏิเสธไม่ให้มนุษยชาติได้เรียนรู้บทเรียนแห่งผลลัพธ์จะเป็นความผิดพลาด
การที่มนุษยชาติต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทันเดอร์เฮดมากเกินไป ทำให้พวกเขาขาดความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิต ขาดจินตนาการ ขาดแรงบันดาลใจ และแย่ไปกว่านั้นคืออาจจะขาดความรู้ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตด้วยซ้ำไป โลกในฉากหลังของเรื่องนี้อาจจะดูเหมือนโลกแบบยูโทเปีย แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นแล้วเราว่ามันค่อนข้างจะเป็นดิสโทเปียเสียด้วยซ้ำ
มนุษย์ในเรื่องนี้ไม่เคยต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเอง พวกเขาเลยไม่เคยเติบโตอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตไปวันๆด้วยรู้ว่าทุกปัญหาที่ตนก่อ ต่อให้จะร้ายแรงเพียงใด หรือหนักหนาถึงชีวิตแค่ไหน ก็ถูกซ่อมแซมได้ด้วยพลังของทันเดอร์เฮด มันรักมนุษย์มากเกินไป จึงปกป้องมนุษย์มากเกินไป และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความหายนะ
อย่างตอนเกาะเอนดูราจะจม คนที่ขึ้นชื่อว่าวิศวกรประจำเกาะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะแก้ปัญหายังไง เพราะไม่เคยต้องแก้ปัญหาจริงๆด้วยตัวเองมาก่อน ระบบต่างๆทำงานไม่ถูกต้องมายาวนานก็ไม่เคยรู้ คิดแต่ว่าทุกอย่างจะถูกจัดการไปได้ด้วยตัวมันเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อ่านแล้วก็ได้แต่สลดใจว่าเราจะอยากมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานกันไปทำไม หากสุดท้ายชีวิตของเราจะกลวงเปล่าขนาดนั้น นอกจากจะไม่มีสายตาที่ดีพอจะมองเห็นความงานของศิลปะและธรรมชาติแล้ว ยังไม่มีสมองพอที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเองได้อีกด้วย
ในฐานะเคียว สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งเดียวที่สำคัญคือ โลกต้องการให้เราเป็นเช่นไร
อีกด้านหนึ่ง องค์กรเคียวก็กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อเหล่าเคียวรุ่นหลังต่างก็ใฝ่หาการได้ทำดั่งใจต้องการมากขึ้น เดิมเหล่าเคียวคือผู้ได้รับอำนาจที่เหนือกว่าคนอื่น โดยแลกมากับการเสียสละตนเองให้กลายเป็นผู้แบกรับความเจ็บปวดแห่งการพรากชีวิตคน ทว่าเคียวที่ฝักใฝ่คณะใหม่กลับไม่ยอมที่จะเสียสละสิ่งใด อำนาจที่ได้ลิ้มลองมันหอมหวนเสียจนพวกเขาถลำสู่ทางที่ผิด ด้วยหลงเชื่อไปว่าตนนั้นพิเศษกว่าผู้อื่นจริงๆ
เมื่อผู้ถือดาบเริ่มรู้สึกสนุกกับการเก็บเกี่ยวลมหายใจผู้อื่น แทนที่จะรู้สึกสำนึกเสียใจ เมื่อนั้นโลกก็เริ่มเสื่อมทรามลงทีละนิด ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นทั้งการต่อสู้กันระหว่างสองแนวคิดในองค์กรเคียว และได้เห็นวิธีการยืนหยัดที่แตกต่างกันระหว่างซิตราและโรแวน ทั้งสองคนมีจุดประสงค์เดียวกันคือการกอบกู้ศักดิ์ศรีแห่งองค์กรเคียว แต่กลับเลือกทางเดินที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
คนหนึ่งเชื่อในกระบวนการ อีกคนเชื่อในการลงมือด้วยตัวเอง ในจุดนี้เราไม่อาจพูดได้ว่าการกระทำของใครถูกหรือผิด หลายครั้งที่ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แต่บางครั้งกระบวนการยุติธรรมก็ล้มเหลว และคนเลวบางคนก็ไม่มีวันที่จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ โดยเฉพาะเมื่อคนเลวกลุ่มนั้นมีสิทธิพิเศษที่จะเล่นนอกระบบได้ วิธีการแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันก็อาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อหยุดยั้งคนพวกนั้นไม่ให้ก่อกรรมทำเข็ญต่อไปได้อีก
แท้จริงแล้วทั้งสองเส้นทางต่างก็เป็นหนทางสู่ความยุติธรรมเหมือนกัน เพียงแต่มันจะเป็นความยุติธรรมในนิยามของใคร
แต่เราต้องไม่หวาดกลัวกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แม้ว่ามันจะขัดกับความรู้สึกของเราก็ตาม
เราชอบการกระทำของทันเดอร์เฮดในภาคนี้นะ การได้มาเห็นความคิดของมันมากขึ้น ทำให้มันดูสมเป็นซอฟต์แวร์สุดเจ๋งดีที่มีชีวิตจิตใจดี คือดูไม่ใช่ระบบที่มีไว้เฉยๆ แต่ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง ปล่อยให้ความฉิบหายมันลุกลาม ทั้งเรื่องการอาศัยช่องโหว่ พยายามแหกกฎเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก พวกนี้มันทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นระบบที่แคร์มนุษย์จริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายจนเป็นการละเมิดด้วย
และชอบที่สุดคือการตัดสินใจในช่วงท้ายของมัน ตบเข่าฉาดเลยล่ะ!! อ่านจบแล้วเราก็ถึงกลับต้องเก็บไปคิดต่อว่าในบรรดาพล็อตเรื่องที่ AI ทรยศมนุษย์นี่ จริงๆแล้วเหตุผลเบื้องหลังของ AI พวกนั้นมันจะเหมือนทันเดอร์เฮดไหมวะ คือสุดท้ายแล้วสิ่งที่เป็นภัยกับมนุษยชาติที่สุดก็คือตัวพวกเราเองนี่แหละ ทุกการใช้ชีวิตของเราล้วนไม่ต่างกับการค่อยๆฟั่นเชือกมาคล้องคอตัวเอง การที่จะปกป้องโลกไปพร้อมกับปกป้องมนุษย์ไปด้วย มันเป็นไปได้จริงๆหรอ
ถ้าพวกเรายังทำตัวโง่งมเป็นคนหลงทางกันอยู่แบบนี้ บางทีทางเดียวที่โลกนี้จะอยู่รอดต่อไปได้ อาจจะเป็นการที่มนุษย์จะต้องสูญพันธุ์ไปก็ได้นะ
ถึงต้องเลือนหายไป ข้าก็ยอมรับได้
ปิดท้ายด้วยประโยคที่เราชอบที่สุดในเล่มนี้ มันคือประโยคเรียบๆง่ายๆที่ไม่ใช่ทุกคนจะคิดได้ เราต่างเกิดมาแล้วต้องการจะมีที่ทาง ต้องการมีเวทีให้ตัวเองได้เฉิดฉายกันทั้งนั้น เป็นเหมือนสัญชาตญาณลึกๆที่อยากจะแสดงออกให้คนอื่นรับรู้การมีอยู่ของเรา ครั้นพอจะตายก็ยังหวาดกลัวว่าตัวเองจะโดยลืมเลือนไป เลยต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์ สร้างตำนาน สร้างอะไรก็ได้ที่ยิ่งใหญ่พอจะทิ้งร่องรอยของตนเอาไว้ได้
และบางครั้งความต้องการนี้ก็มากพอที่จะผลักดันให้เราทำได้แม้แต่เรื่องเลวร้ายที่สุด ขอแค่เพียงว่าจะได้เป็นที่จดจำไปตราบนานเท่านาน แต่ความจริงแล้วเราทุกคนต่างก็เป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของฝุ่นผงเล็กๆ ท่ามกลางจักรวาลที่กว้างใหญ่ การมีอยู่ของเราไม่ได้มีความหมายใดๆเลย เช่นเดียวกับความตายของเรา มันไม่ได้เขย่าโลก ไม่ได้สะท้านปฐพี หรือต่อให้มันเป็น มันก็เป็นแค่เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เป็นแค่จุดเล็กจ้อยบนเส้นเวลานับอนันต์ที่อยู่มาก่อนเราเกิด และจะอยู่ไปอีกนานหลังเราตาย
เราอาจจะเป็นตัวละครเอกในเรื่องของตัวเอง แต่ไม่ใช่กับโลกใบนี้ การคาดหวังว่าชื่อของเรา ใบหน้าของเราจะต้องคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไปนั้นมีแต่จะทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด เพราะมันคือความจริงที่ไม่อาจเลี่ยง และมีแต่คนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่าตัวเองจะเอาชนะกาลเวลาได้
ใครยังไม่มีไปเก็บกันได้:
https://s.shopee.co.th/W5sFf0JCT
แต่อย่าลืมอ่านเล่มแรกก่อนเด้ออออ 🤣
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย