เมื่อวาน เวลา 03:05 • หนังสือ

บทที่ 53 ลูกพี่ลูกน้องที่เคยคิดจะหนีตามกัน

บทที่ 53 ลูกพี่ลูกน้องที่เคยคิดจะหนีตามกัน
มือที่กำลังถือพู่กันของเสิ่นโม่หยวนกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดีใจ
“อาซู!”
เขาวางพู่กันลง แล้ววิ่งร่าเข้าไปหาหลีเยว่ซู
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือบังเอิญ พู่กันในมือถูกสะบัดไปโดนเสิ่นอี้หมินพอดี ทิ้งรอยหมึกเข้มเอาไว้บนเสื้อผ้าของเขา
เสิ่นอี้หมิน “……”
“อาซู ในที่สุดเจ้าก็กลับมา!”
เสิ่นโม่หยวนดึงชายเสื้อของหลีเยว่ซู แล้วเขย่าเบา ๆ ด้วยท่าทางน่าสงสาร
หลีเยว่ซูใช้มืออีกข้างลูบศีรษะเขา ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า
“เด็กดี แม่ซื้อขนมมาฝากเจ้า ยังร้อน ๆ อยู่เลย!”
สีหน้าของเสิ่นโม่หยวนชะงักไปเล็กน้อย แต่เพียงพริบตาเดียวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เขารับขนมมา พลางยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ขอบคุณอาซู!”
หลีเยว่ซูไม่ได้สังเกตเห็นอะไร นางลูบศีรษะเขาอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
จนกระทั่งเงาร่างของนางลับสายตาไปแล้ว เสิ่นโม่หยวนจึงเก็บสีหน้าทึ่ม ๆ กลับคืนไป
เสิ่นอี้หมินเดินเข้ามา มือยังคงเช็ดคราบหมึกบนเสื้อผ้าอยู่ เขาเหลือบมองขนมในมือของเสิ่นโม่หยวน ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจำได้ว่าท่านพ่อไม่ชอบกินของหวานมาตลอด ไม่คิดเลยว่าหลังความจำเสื่อมจนกลายเป็นคนโง่ รสนิยมก็เปลี่ยนไปด้วย”
แววตาของเสิ่นโม่หยวนไหววูบ
จริง ๆ แล้วเขาไม่เคยชอบกินของหวานเลย เพียงแต่ผู้หญิงคนนั้นมองเขาเป็นเด็ก และมักจะชอบของพวกนี้
ตอนที่กลายเป็นคนโง่ เขาไม่เคยปฏิเสธคำขอของผู้หญิงคนนั้น เพราะตาเฒ่าหลิวมักพร่ำบอกเขาอยู่ข้างหูเสมอว่า ภรรยาคือคนที่จะอยู่กับเจ้าไปตลอดชีวิต ต้องเชื่อฟังภรรยา ภรรยาพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น...
คนที่มีสติปัญญาไม่สมบูรณ์อย่างเขาจึงยึดถือคำพูดเหล่านั้นเป็นกฎเหล็ก
ดังนั้น ทุกอย่างต้องโทษตาเฒ่าหลิว!
เสิ่นโม่หยวนปลอบใจตัวเองเช่นนั้น ก่อนหันไปจ้องเสิ่นอี้หมิน
“การบ้านที่ข้าให้เจ้าฝึกเขียน เสร็จแล้วหรือยัง?”
เสิ่นอี้หมิน “……”
จู่ ๆ เขาก็คิดถึงท่านพ่อที่เคยเป็นคนโง่ขึ้นมาเสียแล้ว
……
หลังจากแบ่งของที่ซื้อจากในเมืองให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว หลีเยว่ซูก็กลับไปทำงานอย่างวุ่นวายทันที โดยไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังคิดหาทางจัดการนาง และถึงขั้นไปหาหลีเซียงหรู
เวลานั้น หลีเซียงหรู กำลังเล่นอยู่กับเด็กที่นางเก็บกลับมาเลี้ยง จู่ ๆ ก็ได้ยินคนขับรถม้าบอกว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งด้านนอกอ้างว่าตนเป็นมารดาของเสิ่นเฉิงไฉมาเพื่อนาง
หลีเซียงหรูแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเสิ่นเฉิงไฉคือใคร จึงสั่งให้คนขับรถม้าไล่นางกลับไป
แต่ทันทีที่คนขับรถม้าหันหลัง นางก็พลันนึกขึ้นมาได้
เสิ่นเฉิงไฉดูเหมือนจะเป็นหลานชายของสามีของหลีเยว่ซู
“ให้เข้ามา”
หลีเซียงหรูให้เด็กไปเล่นอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็จัดชายกระโปรงของตัวเองให้เรียบร้อย ท่าทางสง่างามสมฐานะ
ไม่นาน หยางซื่อก็เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง
หลีเซียงหรูจองโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมือง และยังเลือกห้องที่ดีที่สุดอีกด้วย หญิงชาวบ้านอย่างหยางซื่อไม่เคยพักในสถานที่หรูหราเช่นนี้มาก่อน จึงดูเกร็งไปทั้งตัว
โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทางสง่างามและสูงศักดิ์ของหลีเซียงหรู ก็ยิ่งรู้สึกประหม่าเข้าไปใหญ่
หลีเซียงหรูมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
หยางซื่อยิ้มประจบประแจง ก่อนเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“เจ้าคือพี่สาวของน้องสะใภ้ข้าสินะ? สมแล้วที่งามราวกับหญิงงามล่มเมือง งดงามเสียยิ่งกว่าดอกไม้เสียอีก!”
นางแทบอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ การพูดสำนวนออกมาได้สักสำนวนหนึ่งจึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองเก่งมากแล้ว
นางเดินไปนั่งตรงข้ามหลีเซียงหรูอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน
“ได้ยินว่าเจ้าก็เป็นคนในอำเภอถงมู่เหมือนกัน? ดูจากบุคลิกของเจ้าแล้ว หากไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่เสียอีก!”
เมื่อได้ยินคำเยินยอ หลีเซียงหรูกลับเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ตั้งแต่มาถึงอำเภอถงมู่ หลังผู้คนรู้ว่านางมาจากเมืองจงโจว อีกทั้งยังควักเงินจำนวนมากช่วยเหลือสำนักศึกษา ทุกวันจึงมีคนมากมายมาประจบประแจง นางชินกับเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว
หลีเซียงหรูยกมือจัดปอยผมข้างใบหูอย่างสง่างาม ก่อนถามตรง ๆ
“เจ้ามีธุระอะไร?”
หยางซื่อพอจะสังเกตได้ถึงท่าทีเย็นชา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
“วันนี้ข้ามาเพราะน้องสะใภ้ของข้าเป็นหลัก”
นางพูดเข้าประเด็นทันที
“เจ้าเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของหลีเยว่ซู ก็ควรมีหน้าที่อบรมสั่งสอนนางบ้าง ในเมื่อแต่งเข้าตระกูลเสิ่นแล้ว ก็ควรคิดถึงตระกูลเสิ่นบ้าง ไม่กตัญญูต่อแม่สามีก็เรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับยุยงให้สามีตัดขาดจากครอบครัวสามี ทำเอาตระกูลเสิ่นวุ่นวายไปหมด”
หยางซื่อถอนหายใจ
“ถ้าไม่เห็นแก่หน้าของน้องสามี ข้าคงแจ้งทางการจับนางไปนานแล้ว เจ้าไม่รู้หรอกว่านางทำตัวเกินไปแค่ไหน…”
หลีเซียงหรูรู้เรื่องของครอบครัวเสิ่นจากเสิ่นเฉิงไฉมานานแล้ว จึงไม่สนใจฟังนางพร่ำซ้ำอีก
นางพูดตัดบททันที
“เจ้าบอกเรื่องพวกนี้กับข้า หรือคิดจะให้ข้าช่วยจัดการน้องสาวของตัวเอง?”
หยางซื่อชะงัก สีหน้าดูงุนงงกับท่าทีของนาง
นางอุตส่าห์สืบมาแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องคู่นี้ไม่ดีนัก อีกทั้งเสิ่นเฉิงไฉยังบอกว่าหลีเซียงหรูเป็นคนจิตใจดีและทนเห็นคนอ่อนแอถูกรังแกไม่ได้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่คิดเลย
หลีเซียงหรูมองสีหน้าของนาง ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมา จึงเป็นฝ่ายถาม
“ได้ยินว่าร้านยาเหิงเต๋อที่เพิ่งเปิดในเมืองเป็นของน้องสาวข้า ยาแปลกใหม่พวกนั้นก็เป็นสิ่งที่นางทำขึ้นเอง เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
หยางซื่อชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ นึกขึ้นได้ แล้วเล่าเรื่องที่หลีเยว่ซูรักษาอาการป่วยของจางหยางจนได้เงินถึงสามร้อยตำลึง รวมถึงเรื่องที่นางรับเด็กกำพร้ามาทำงานด้วย ทุกเรื่องถูกเล่าออกมาพร้อมกับเรื่องบาดหมางส่วนตัวอีกมากมาย
หลีเซียงหรูไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นนัก สิ่งที่นางสนใจคือ หลีเยว่ซูที่หยางซื่อพูดถึงนั้น ดูเหมือนจะเป็นคนละคนกับน้องสาวที่นางรู้จักมานานกว่าสิบปีโดยสิ้นเชิง
แค่เรื่องทักษะการรักษาก็เพียงพอแล้ว
น้องสาวของนางคนนั้นถึงขั้นอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ
นางเคยไปดูร้านยาเหิงเต๋อมาแล้ว จากสถานการณ์ตอนนี้ โมเหลี่ยนสามารถเข้าสอบขุนนางได้อย่างสบายใจ ต่อให้มารดาของเขาเสียชีวิต เขาก็ไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์ขายตัวเพื่อฝังศพมารดาเหมือนในชาติก่อน
แต่ในชาติก่อน ข่าวที่นางได้ยินมาอย่างชัดเจนกลับไม่ใช่เช่นนี้
หรือว่านางพลาดข่าวสารบางอย่างไป?
หลีเซียงหรูขมวดคิ้วแน่น
ในชาติก่อน หลังจากนางถูกองค์ชายรองพาตัวไปยังเมืองจงโจว ก็ถูกเขาหลอกให้กลายเป็นอนุภรรยาในจวนภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากนั้นก็เอาแต่แก่งแย่งชิงดีกับเหล่าผู้หญิงในเรือนหลังเป็นประจำ
ข่าวสารที่นางได้ยินเป็นครั้งคราวก็ล้วนมาจากเรื่องซุบซิบของคนรับใช้ในจวน แทบไม่มีโอกาสได้ออกไปไหนด้วยซ้ำ
ส่วนครั้งนี้ที่นางสามารถกลับมายังอำเภอถงมู่ได้ ก็เป็นเพราะอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ชายรองจากชาติที่แล้ว คอยแขวนความอยากรู้อยากเห็นของเขาเอาไว้ จนเขายอมส่งคนมาพานางกลับมาด้วยตัวเอง
ดังนั้น เรื่องราวก่อนที่โมเหลี่ยนจะกลายเป็นมหาเสนาบดีในชาติก่อน นางจึงรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่หากโมเหลี่ยนยังพึ่งพาหลีเยว่ซูต่อไป แล้วนางจะไม่สูญเสียโอกาสอันยอดเยี่ยมในการดึงตัวว่าที่มหาเสนาบดีในอนาคตมาเป็นพวกหรอกหรือ?
ขณะที่หลีเซียงหรูกำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด หยางซื่อก็เอาแต่ลอบมองนางอย่างระมัดระวัง ไม่เข้าใจเลยว่าท่าทีของนางที่มีต่อหลีเยว่ซูเป็นอย่างไรกันแน่
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ หลีเซียงหรูก็ถอนหายใจ
“เมื่อก่อนน้องสาวของข้าไม่ได้เป็นแบบนี้”
นางเงยหน้ามองหยางซื่อ
“หากไม่ใช่เพราะตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า นางคงได้หนีตามลูกพี่ลูกน้องไปครองคู่กันแล้ว คงไม่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับคนโง่ และกลายเป็นแม่เลี้ยงของเด็กถึงสี่คนหรอก นางจะมีความแค้นต่อตระกูลเสิ่นของพวกเจ้าก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
หยางซื่อจับประเด็นสำคัญได้ทันที
“พวกเจ้ามีลูกพี่ลูกน้องอีกคนด้วยหรือ?”
หลีเซียงหรูเม้มริมฝีปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย
“เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางเป็นไปได้อีก”
นางลอบมองหยางซื่อ ก่อนพูดต่อ
“น้องสาวของข้าเป็นคนใจอ่อนมาก ขอเพียงตระกูลเสิ่นของพวกเจ้าปฏิบัติต่อนางให้ดี ความแค้นในใจของนางก็คงคลี่คลายได้”
หลีเซียงหรูพูดคำดี ๆ ออกมาไม่น้อย แต่หยางซื่อกลับไม่ได้ฟังเลยแม้แต่คำเดียว
ในหัวของนางมีแต่เรื่อง “ลูกพี่ลูกน้องที่เคยคิดจะหนีตามกัน”
หลังออกจากโรงเตี๊ยม นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินไปอีกทาง
สถานที่นั้นพอดีเป็นหมู่บ้านที่ตระกูลหลีอาศัยอยู่
บนชั้นสอง หลีเซียงหรูมองแผ่นหลังของหยางซื่อที่เดินจากไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
น้องสาว…ขอโทษด้วยนะ…
โฆษณา