เมื่อวาน เวลา 03:10 • หนังสือ

บทที่ 55 ป้ายวิญญาณไร้อักษร

บทที่ 55 ป้ายวิญญาณไร้อักษร
หลีเยว่ซูหันกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว รู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมคำถามแรกที่เขาพูดออกมาในวันนี้ถึงเป็นเรื่องนี้
เสิ่นโม่หยวนทำสีหน้าไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ใช่ว่าปอดของนางใช้ไม่ได้หรือ? แล้วทำไมอาซูยังต้องช่วยนางด้วยล่ะ?”
หลีเยว่ซูคิดว่าเขาเพียงแค่สงสัย จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
“ก็แค่แวะถามดูเท่านั้นเอง ถือเสียว่าทำความดีแล้วกัน”
เสิ่นโม่หยวนคิดถึงเด็ก ๆ หลายคนที่บ้าน แววตาพลันไหววูบ
“อาซูช่างใจดีจริง ๆ”
เพียงแต่ในโลกใบนี้ ความใจดีไม่ใช่สิ่งที่มีค่ามากมายอะไรนัก
หลีเยว่ซูได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาโดยไม่หันกลับไป
“เจ้าคิดผิดแล้ว ข้าไม่ใช่คนใจดีอะไรหรอก”
เลือดที่เปื้อนมือของนางไม่ได้มีน้อยไปกว่าคนอื่นในองค์กรเลยแม้แต่น้อย
น้ำเสียงของหลีเยว่ซูฟังดูแปลก ๆ หากเป็นเสิ่นโม่หยวนเมื่อก่อน เขาคงไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ชั่วขณะหนึ่ง เขาราวกับได้ยินทั้งความเย้ยหยันและความจนใจที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของนาง
เสิ่นโม่หยวนมองแผ่นหลังของนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความค้นคว้า ไม่มีความโง่เขลาแบบปกติแม้แต่น้อย
……
วันรุ่งขึ้น หลีเยว่ซูมาที่คุกใต้ดินอีกครั้ง และไปพบเว่ยเหนียงก่อน
เมื่อเห็นนาง เว่ยเหนียงก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างชัดเจน
หลีเยว่ซูบอกข่าวที่ตนเองไปสืบถามมาโดยตรง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อหลีเซียงหรู เพียงบอกว่าเด็กหญิงหูหลิงถูกคนใจดีรับไปเลี้ยงแล้ว
“ไอ้สารเลวนั่น! หลิงเอ๋อร์เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขานะ!”
เว่ยเหนียงโกรธจนดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าที่เดิมซีดเซียวกลับมีสีแดงผิดปกติแต้มอยู่หลายส่วน
หลีเยว่ซูไม่ได้พูดอะไร เพียงนำข่าวมาบอกแล้วหันหลังเดินจากไป
เว่ยเหนียงมองแผ่นหลังของนาง น้ำตาคลอเต็มดวงตา
ฮูหยินเสิ่นเป็นคนดีจริง ๆ น่าเสียดายที่บุญคุณของนาง ตนคงทำได้เพียงตอบแทนในชาติหน้าแล้ว
……
หลีเยว่ซูพาเสิ่นโม่หยวนไปยังห้องขังของจางเหล่าซาน
เขายังคงเป็นเหมือนเมื่อวาน ไม่คิดจะสนใจพวกนางแม้แต่น้อย
หลีเยว่ซูวางอาหารลงด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง พูดกับเขาเหมือนเช่นทุกครั้ง จากนั้นก็จากไปทันที
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น แม้แต่เสิ่นโม่หยวนเองก็ยังไม่เข้าใจว่านางคิดจะทำอะไร
เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าตอนนี้นางไม่ได้สนใจเรื่องปอดของจางเหล่าซานมากเท่าเดิมแล้ว?
เมื่อคิดว่าด้วยสถานะในตอนนี้ เขาไม่ควรถามเรื่องเหล่านี้ เสิ่นโม่หยวนจึงกดความสงสัยเอาไว้ แต่กลับรู้สึกอยากรู้ว่านางจะทำอะไรต่อไป
หลายวันติดต่อกัน หลีเยว่ซูยังคงมาที่ห้องขัง พูดเรื่องไม่สำคัญไม่กี่ประโยคแล้วจากไปทันที
จนกระทั่งวันนี้ หลีเยว่ซูไม่ได้ไปคุกใต้ดิน แต่กลับมาที่หลุมฝังศพของภรรยาจางเหล่าซาน
เพราะไม่มีญาติพี่น้องหรือครอบครัว ศพของภรรยาเขาจึงถูกทางการขุดหลุมฝังให้ แม้แต่ป้ายหลุมศพก็ยังไม่มี
หลีเยว่ซูเผากระดาษเงินกระดาษทองเล็กน้อย ก่อนจากไปแล้วไปยังร้านขายโลงศพในเมือง เพื่อสั่งทำป้ายหลุมศพหนึ่งแผ่นกับป้ายวิญญาณอีกหนึ่งแผ่น โดยไม่ได้สลักตัวอักษรใด ๆ ลงไป
เสิ่นโม่หยวนพอจะเดาได้ว่านางกำลังจะทำอะไร จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้ช่างละเอียดอ่อนจริง ๆ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดาเลย
วันรุ่งขึ้น หลีเยว่ซูถือป้ายวิญญาณไปยังคุกใต้ดิน
ครั้งนี้จางเหล่าซานกลับมองพวกนางทั้งสองคน และเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“ข้านึกว่าในที่สุดเจ้าก็ยอมแพ้แล้วเสียอีก”
หลีเยว่ซูยิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบป้ายวิญญาณที่ไม่มีตัวอักษรออกมาจากตะกร้า
“เมื่อวานข้าไปดูหลุมศพภรรยาของเจ้า ไม่มีทั้งป้ายหลุมศพและคนคอยเซ่นไหว้ สภาพดูรกร้างมาก”
ใบหน้าของจางเหล่าซานแข็งค้าง ก่อนจะส่งเสียงหึออกมาในที่สุด
“ศพของนางสมควรถูกโยนลงสุสานไร้ญาติแล้ว นับว่าท่านนายอำเภอมีเมตตา ยังอุตส่าห์ขุดหลุมฝังให้นาง!”
“ถ้าโยนลงสุสานไร้ญาติ อย่างนั้นก็ถือว่าได้ตายร่วมหลุมกับเจ้าหรือ?”
หลีเยว่ซูมองเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับสามารถมองทะลุความคิดทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายในได้
จางเหล่าซานไม่กล้าสบตานางนัก จึงเบือนสายตาหนีโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของหลีเยว่ซูยังคงไร้อารมณ์
“ข้าไม่รู้ว่าระหว่างเจ้ากับภรรยามีความรู้สึกเช่นไรต่อกัน แต่ข้ารู้ว่า ต่อให้เป็นตอนนี้ เจ้าก็ยังรักนางอยู่”
จางเหล่าซานเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองป้ายวิญญาณไร้อักษรตรงหน้าอย่างเหม่อลอยโดยไม่พูดอะไร
หากมองจากมุมของคนนอก การกระทำของเขาอาจดูโง่เขลาอย่างยิ่ง
แต่สำหรับเขาแล้ว เขาก็เพียงรักผู้หญิงคนนั้นอย่างโง่งมเท่านั้น
วันนี้หลีเยว่ซูไม่ได้เตรียมอาหารมา แต่กลับนำป้ายวิญญาณกับพู่กันและหมึกมาแทน
“ข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองให้นางเล็กน้อย และจัดการหลุมศพให้นางแล้ว ทั้งยังสั่งทำป้ายหลุมศพกับป้ายวิญญาณเอาไว้ ส่วนบนป้ายจะเขียนอะไร เจ้าก็ลองคิดให้ดีด้วยตัวเองเถอะ”
นางวางของทั้งหมดลง ไม่พูดอะไรอีก แล้วพาเสิ่นโม่หยวนออกไป
เสิ่นโม่หยวนเดินตามอยู่ด้านหลังตลอดทาง พลางมองแผ่นหลังของนางอย่างครุ่นคิด
บางทีสายตาของเขาอาจร้อนแรงเกินไป หลีเยว่ซูจึงหันกลับมาในทันใด
เสิ่นโม่หยวนเก็บสายตากลับไม่ทัน ดวงตาที่กำลังครุ่นคิดจึงสบเข้ากับนางพอดี
หลีเยว่ซูขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
หัวใจของเสิ่นโม่หยวนกระตุกวูบ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงความผิดปกติแม้แต่น้อย
“อาซูทำแบบนี้ทำไม? เขาเป็นคนฆ่าภรรยาด้วยมือของตัวเองไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ใช่การพิสูจน์ว่าเขาเกลียดภรรยาของตัวเองหรอกหรือ?”
เสิ่นโม่หยวนขมวดคิ้ว ราวกับไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้
หลีเยว่ซูรู้สึกประหลาดใจ จึงพิจารณาเขาอย่างละเอียด
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าฉลาดขึ้นมากเลย ตอนนี้ยังรู้จักคิดถึงเรื่องพวกนี้ด้วย?”
เสิ่นโม่หยวนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล แต่ใบหน้ายังคงรักษาท่าทีสงสัยและสับสนเอาไว้
ทันใดนั้นหลีเยว่ซูก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงตบต้นขาตัวเองดังฉาด
“จริงด้วย! เลือดคั่งในศีรษะของเจ้าสลายไปแล้ว กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวนี่เอง ดูจากสภาพของเจ้าตอนนี้ อีกไม่นานก็น่าจะหายดีแล้ว!”
เสิ่นโม่หยวนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในใจก็กลับรู้สึกขุ่นมัวเล็กน้อย
นางเป็นคนฉลาดและละเอียดรอบคอบมาก สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาได้ แต่เพราะความไว้วางใจ นางกลับไม่เคยสงสัยในตัวเขาเลย
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่า ความไว้วางใจนี้... เขาควรเชื่อมันหรือไม่
……
แต่สิ่งที่เสิ่นโม่หยวนคาดไม่ถึงก็คือ คืนนั้นหลีเยว่ซูกลับแอบย่องมาหาเขา
ที่จริงตั้งแต่วินาทีที่นางลุกขึ้น เขาก็ตื่นแล้ว แต่เขายังคงหลับตาและไม่ขยับ ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอและยาวนานเช่นเดิม
หลีเยว่ซูไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อความปลอดภัย นางหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาแล้วแกว่งผ่านใต้จมูกของเสิ่นโม่หยวนสองสามครั้ง
วินาทีต่อมา ลมหายใจของเขาหนักขึ้น และหลับลึกยิ่งกว่าเดิม
เมื่อแน่ใจว่าอาอวี่ก็หลับไปแล้ว หลีเยว่ซูจึงพาเสิ่นโม่หยวนเข้าไปในมิติพื้นที่โดยตรง
แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ เสิ่นโม่หยวนไม่ได้หมดสติเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่เขารู้สึกว่าของที่สูดเข้าไปมีความผิดปกติ เขาก็ใช้พลังภายในต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
เขากำลังสงสัยว่าหลีเยว่ซูต้องการทำอะไร ทันใดนั้นเตียงที่เดิมรองด้วยผ้าห่มบาง ๆ ใต้ร่างของเขากลับเปลี่ยนเป็นสัมผัสเย็นเยียบและแข็งกระด้าง
หัวใจของเสิ่นโม่หยวนสะดุ้ง
แต่ด้วยสภาพจิตใจอันแข็งแกร่ง เขาจึงกดปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณทั้งหมดเอาไว้ และไม่แสดงความผิดปกติออกมาแม้แต่น้อย
หลีเยว่ซูจัดท่าทางให้เขาเรียบร้อย ก่อนเริ่มใช้งานเครื่องมือตรวจร่างกาย
เสิ่นโม่หยวนหลับตาแน่น ได้ยินเพียงเสียงประหลาดดังอยู่ข้างหู
เขาตั้งใจรับรู้ทุกสิ่งรอบตัว เมื่อแน่ใจว่าหลีเยว่ซูไม่ได้อยู่ข้างกายแล้ว จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเป็นช่องเล็ก ๆ
แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นวัตถุทรงโค้งคล้ายครึ่งวงกลม ซึ่งทำจากวัสดุประหลาดที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ต่อให้เสิ่นโม่หยวนจะคิดว่าตนเองมีประสบการณ์กว้างขวางเพียงใด เขาก็ไม่เคยได้ยินหรือเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลย
เขาเผลอเบิกตากว้าง ลมหายใจพลันแปรเปลี่ยน
ขณะเดียวกัน หลีเยว่ซูซึ่งยืนหันหลังให้เขาอยู่ไม่ไกล ก็เพิ่งจัดการสิ่งที่กำลังทำเสร็จพอดี ก่อนจะหันกลับมา
โฆษณา