เมื่อวาน เวลา 03:31 • หนังสือ

บทที่ 64 หมั้นหมาย

บทที่ 64 หมั้นหมาย
เพราะเป็นเด็กติดคน เว่ยหลิงจึงแทบจะตามติดเสิ่นอี้หมิ่นไปตลอดทั้งวัน
แม้เสิ่นอี้หมิ่นจะรู้สึกจนใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ไล่นางไปไหน
และเรื่องที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว เสิ่นอี้หมิ่นกลับเป็นฝ่ายมาหาหลี่เยว่ซูด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของเขา หลีเยว่ซูจึงวางงานในมือลง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาหมินอยากพูดอะไรกับแม่หรือ?”
เสิ่นอี้หมิ่นกัดฟันแน่น สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกมา
“ข้าอยากขอให้ท่านแม่ไปสู่ขอหลิงเอ๋อร์กับท่านแม่ของนาง ข้าจะรับผิดชอบนางเอง!”
หลีเยว่ซูตกใจจนแทบตกจากเก้าอี้
“เจ้า...”
นางถึงกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
“พวกเจ้ายังเป็นเด็กกันทั้งคู่ ยังไม่เข้าใจเรื่องอะไรเลย เรื่องเมื่อคืนก็เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น”
นางดีใจที่เด็กคนนี้รู้จักรับผิดชอบ แต่จะรับผิดชอบถึงขั้นนี้ก็ไม่ใช่แล้ว!
เสิ่นอี้หมิ่นหน้าแดง แต่สีหน้ากลับแน่วแน่
“ท่านพ่อเคยสอนข้าว่า บุรุษต้องยืนหยัดอย่างองอาจ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร หากเป็นความรับผิดชอบของตัวเองก็ต้องรับผิดชอบ ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้”
หลีเยว่ซูได้แต่รู้สึกจนใจ
“แต่พวกเจ้ายังมีเวลาอีกมากในอนาคต หากวันหนึ่งพวกเจ้าพบคนที่ชอบจริง ๆ แล้วมีสัญญาหมั้นหมายแบบนี้อยู่ กลับจะกลายเป็นเรื่องไม่ดีเสียมากกว่า อีกอย่าง เจ้าเคยถามความเห็นของหลิงเอ๋อร์หรือยัง?”
แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นคู่ที่ถูกกำหนดไว้ในนิยายต้นฉบับ แต่ตอนนี้พวกเขายังเป็นเพียงเด็ก อนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เสิ่นอี้หมิ่นพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ถามแล้ว หลิงเอ๋อร์ยินดี”
หลีเยว่ซูถึงกับพูดไม่ออก
เด็กคนนั้นยังไม่เข้าใจอะไรเลย รู้เพียงว่าอาหมินหน้าตาดีและอยากอยู่ใกล้เขาเท่านั้น
นี่มัน...
เด็กคนนี้อายุแค่นี้ก็รู้จักใช้แผนหนุ่มหล่อหลอกล่อเสียแล้ว!
หลีเยว่ซูยังคิดจะพูดอะไรต่อ เสิ่นอี้หมิ่นก็เอ่ยขึ้นก่อน
“ไม่สู้เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งข้อในหนังสือหมั้น ต่อไปหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการแต่งงาน สัญญาหมั้นก็ถือว่ายกเลิกโดยอัตโนมัติ”
คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของหลีเยว่ซูเป็นประกายขึ้นมาทันที
สมแล้วที่ในอนาคตจะกลายเป็นขันทีใหญ่ผู้มีอำนาจคับฟ้า!
วิธีนี้ทั้งสามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และยังป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตได้อีกด้วย
เมื่อเห็นว่าเสิ่นอี้หมิ่นยืนกราน หลีเยว่ซูก็ทำได้เพียงยอมตกลงอย่างจนใจ
นี่คงเป็นพลังของเส้นเรื่องอันแข็งแกร่งกระมัง?
เป็นคู่พระนางที่ถูกกำหนดไว้ ต่อให้วิ่งหนีก็หนีไม่พ้น!
……
วันรุ่งขึ้น หลีเยว่ซูขอลาหยุดจากสถานศึกษา พาเสิ่นอี้หมิ่นกับเว่ยหลิงไปซื้อของดี ๆ มากมายที่ตลาด ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังคุกใต้ดินด้วยกัน
การพบกันครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการรวมตัวของสองแม่ลูกอย่างอบอุ่นระหว่างเว่ยเหนียงกับเว่ยหลิงแล้ว ยังมีเสิ่นอี้หมิ่นที่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษและรู้จักมารยาทเป็นอย่างดีอีกด้วย
แม้เสิ่นอี้หมิ่นจะอายุยังน้อย แต่การวางตัวและการปฏิบัติต่อผู้อื่นกลับไม่ด้อยเลย ทุกอิริยาบถล้วนแฝงความสูงศักดิ์ของคุณชายจากตระกูลใหญ่
เมื่อพูดคุยกันจนเกือบเรียบร้อยแล้ว หลีเยว่ซูจึงให้เสิ่นอี้หมิ่นพาเว่ยหลิงออกไปด้านนอก ส่วนตัวนางเองก็เอ่ยถึงเรื่องเมื่อคืนกับเว่ยเหนียง
แต่หลีเยว่ซูเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน จึงทำได้เพียงลองหยั่งเชิงอย่างอ้อม ๆ
“เมื่อครู่นี้คือเสิ่นอี้หมิ่น บุตรชายคนโตของข้า เขาเป็นเด็กที่มีนิสัยอ่อนโยนและมีเมตตา ผลการเรียนในสถานศึกษาก็เป็นอันดับหนึ่งในทุกด้าน แม้แต่อาจารย์ยังเอ่ยปากชม เขาจะต้องกลายเป็นซิ่วไฉที่อายุน้อยที่สุดของอำเภอถงมู่อย่างแน่นอน”
เมื่อได้ฟังคำพูดของนาง แม้เว่ยเหนียงจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่หวงคำชมเลย
“ฮูหยินเป็นผู้มีวาสนาจริง ๆ คุณชายทั้งมีความรู้และความสามารถ ต่อไปจะต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลีเยว่ซูยิ้ม
“เว่ยเหนียงก็คิดว่าอาหมินของข้าดีใช่ไหม?”
เว่ยเหนียงพยักหน้า แต่ในใจกลับยิ่งสงสัยมากขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีเยว่ซูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ถ้าอย่างนั้นเว่ยเหนียงคิดว่า ให้เด็กสองคนหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กเป็นอย่างไร?”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา เว่ยเหนียงก็นิ่งอึ้งไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับสงสัยว่าตัวเองฟังผิด
หลีเยว่ซูเตรียมคำอธิบายเอาไว้แล้ว
“พูดตามตรง ตอนแรกข้าคิดว่าหลิงเอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย จึงให้อาหมินพานางไปอาบน้ำ...”
เมื่อเห็นสีหน้าของเว่ยเหนียงเปลี่ยนไป นางก็รีบอธิบายต่อ
“ตั้งแต่โบราณ บุรุษและสตรีอายุสามขวบขึ้นไปก็ไม่ควรอยู่ร่วมที่เดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะยังเป็นเด็ก แต่อาหมินเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ เขาเป็นฝ่ายเสนอว่าจะรับผิดชอบ และให้ข้ามาสู่ขอ เพื่อหมั้นหมายพวกเขาไว้ตั้งแต่เด็ก”
เพราะอาการป่วย เว่ยเหนียงจึงมีใบหน้าซีดเซียวอยู่เสมอ แต่ในเวลานี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรือเพราะเหตุใด แก้มของนางกลับแดงระเรื่อขึ้นมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีเยว่ซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“ข้าตั้งใจจะเขียนหนังสือหมั้นให้เด็กทั้งสอง แต่จะเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง หากเมื่อโตขึ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคนในใจ การแต่งงานครั้งนี้ก็สามารถยกเลิกได้ ถึงตอนนั้นข้าจะรับหลิงเอ๋อร์เป็นบุตรบุญธรรม รับรองว่านางจะได้แต่งงานอย่างสมเกียรติ ข้าจะไม่มีวันเอาเปรียบนางแม้แต่น้อย”
เว่ยเหนียงยังคงไม่ตอบ เพียงก้มหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเลและสับสน
หลีเยว่ซูคาดการณ์ปฏิกิริยาของนางเอาไว้แล้ว จึงไม่ได้เร่งรัด
“เว่ยเหนียงลองคิดให้ดีได้ เรื่องนี้เจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจเต็มที่ เมื่อคิดได้แล้วค่อยมาบอกข้าก็ได้”
นางมองออกว่าเว่ยเหนียงรักลูกสาวของตัวเองมากจริง ๆ
ตอนนี้เด็กเพิ่งอายุห้าหกขวบ กลับต้องมาหมั้นหมายกับคนที่ตัวเองเพิ่งพบเพียงครั้งเดียว แน่นอนว่านางย่อมต้องคิดให้รอบคอบ
หลีเยว่ซูเข้าใจความรู้สึกของนาง จึงไม่ได้เร่งรัด เพียงกำลังจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา
แต่เว่ยเหนียงกลับเงยหน้าขึ้นมาในทันใด
“ข้าเชื่อฮูหยินเสิ่น เรื่องการหมั้นหมายครั้งนี้...ข้ายืนยอมเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเยว่ซูกลับชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่คิดว่าเว่ยเหนียงจะตอบตกลงง่ายถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของหลีเยว่ซู เว่ยเหนียงก็ยิ้มบาง ๆ
“หากฮูหยินเสิ่นไม่บอกเรื่องที่คุณชายใหญ่ค้นพบว่าหลิงเอ๋อร์เป็นเด็กผู้หญิง ข้าก็คงไม่มีวันรู้ แต่ฮูหยินยังคงบอกความจริงกับข้า และยังรอจนข้าได้พบคุณชายใหญ่แล้ว จึงค่อยพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”
“ไม่ว่าจะต่อตัวข้าหรือหลิงเอ๋อร์ นั่นล้วนเป็นการให้เกียรติอย่างหนึ่ง”
เว่ยเหนียงมองเว่ยหลิงในอ้อมแขน ดวงตาเต็มไปด้วยความรักและความรู้สึกผิด
“เพราะข้าดูแลนางไม่ดีเอง ถึงทำให้หลิงเอ๋อร์เป็นไข้จนสมองได้รับความเสียหาย และกลายเป็นแบบนี้...”
“ด้วยสภาพของหลิงเอ๋อร์ ต่อไปการที่นางจะได้แต่งงานกับใครสักคนก็คงไม่ง่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแต่งเข้าตระกูลของฮูหยินเสิ่น แต่ในฐานะมารดา ข้าเองก็อยากให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้น”
ดังนั้น แม้จะรู้ดีว่าการหมั้นหมายครั้งนี้เป็นการที่ฝ่ายตนเอื้อมสูง แต่นางก็ยังอยากหน้าด้านรับข้อเสนอนี้ไว้
หลีเยว่ซูเข้าใจความหมายของนาง
เพราะเข้าใจความรู้สึกของเว่ยเหนียงในฐานะมารดา นางจึงเป็นฝ่ายเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ด้วยสุขภาพของเว่ยเหนียง เกรงว่านางจะไม่มีวันรอจนพ้นโทษได้
อนาคตของลูกสาวจึงน่าจะเป็นเรื่องที่นางเป็นห่วงที่สุด
เว่ยเหนียงมองหลีเยว่ซู ดวงตาแดงก่ำ
“ข้าอยากขอร้องฮูหยินเสิ่น ไม่ว่าในอนาคตเด็กทั้งสองจะลงเอยอย่างไร สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนาก็คือ ขอให้หลิงเอ๋อร์มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดชีวิต”
หลีเยว่ซูสบตานาง ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ข้าจะพยายามรักษาอาการป่วยของหลิงเอ๋อร์ให้หาย และจะปกป้องให้นางมีชีวิตที่ไร้กังวลไปตลอดชีวิต”
คำพูดของนางทำให้ดวงตาของเว่ยเหนียงสั่นไหว
“นี่...อาการป่วยของหลิงเอ๋อร์รักษาได้หรือ?”
หลีเยว่ซูเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริง
“มีวิธีรักษา แต่ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จ เพียงแต่ร่างกายของหลิงเอ๋อร์ผิดรูปเพราะกินยามาเป็นเวลานาน ข้ามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าสามารถค่อย ๆ ปรับสภาพร่างกายของนางให้กลับมาเป็นปกติได้ ต่อไปนางจะต้องเติบโตเป็นเด็กสาวที่งดงามแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยเหนียงก็อดดีใจไม่ได้ แต่ยังคงถามอย่างกังวล
“แล้วจะมีอันตรายหรือไม่?”
หลีเยว่ซูส่ายหน้า
“เป็นวิธีรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีความเสี่ยงอะไร”
ราวกับก้อนหินหนักอึ้งบนบ่าของเว่ยเหนียงถูกยกออกไปในพริบตา น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ไหลลงมาไม่ขาดสาย
“ขอบคุณ...”
นอกจากคำสองคำนี้แล้ว นางก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะพูดอะไรเพื่อแสดงความซาบซึ้งที่มีต่อหลีเยว่ซูได้อีกแล้ว
โฆษณา