เมื่อวาน เวลา 03:32 • หนังสือ

บทที่ 68 ถือเสียว่าเป็นสินเดิมของนาง

บทที่ 68 ถือเสียว่าเป็นสินเดิมของนาง
เว่ยเหนียงถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ร่างกายทั้งร่างเต็มไปด้วยความอ่อนแรง
“โรงเตี๊ยมแห่งนั้น ตอนที่ข้าแต่งงานกับเขาในช่วงแรก ข้าถึงกับนำทรัพย์สินทั้งหมดของตัวเองไปจำนำ เพื่อนำเงินมาช่วยเขาเริ่มต้นกิจการทีละเล็กทีละน้อย”
“ในตอนแรกเขายังรู้สึกละอายใจ จึงเป็นฝ่ายนำโรงเตี๊ยมไปลงชื่อไว้ในนามของข้าเอง ช่วงเวลานั้นพวกเราสองคนก็รักใคร่กันดีอยู่พักใหญ่”
ดูเหมือนว่ามีหลายเรื่องที่เก็บกดอยู่ในใจมานานเกินไป เมื่อวันนี้ในที่สุดก็มีคนให้ระบายความคับข้องใจ เว่ยเหนียงจึงเผลอพูดออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ต่อมาเมื่อหลิงเอ๋อร์เกิด เพราะข้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับกิจการของโรงเตี๊ยม จึงไม่ทันสังเกตว่านางป่วยตั้งแต่แรก สุดท้ายถึงได้กลายเป็นอย่างที่เห็นในตอนนี้...”
เมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เว่ยเหนียงยังคงเต็มไปด้วยความเสียใจ
“พวกเราไปตามหาหมอมาหลายคน แต่ไม่มีใครรักษาหลิงเอ๋อร์ให้หายได้ อีกทั้งเพราะนางต้องกินยามาเป็นเวลานาน ร่างกายจึงยิ่งเติบโตใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ”
“จนกระทั่งได้พบกับหมอเฉิน แม้เขาจะไม่สามารถรักษาหลิงเอ๋อร์ให้หายขาดได้ แต่ก็ยังพอช่วยควบคุมไม่ให้ร่างกายของนางเติบโตไปมากกว่านี้ได้ พวกเราจึงตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อ”
เว่ยเหนียงเช็ดน้ำตา ใบหน้าซีดขาวกลับมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยเพราะความโกรธ
“ในช่วงแรก เขายังเป็นทั้งสามีที่ดีและพ่อที่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มหมดความอดทนมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งรังเกียจหลิงเอ๋อร์มากขึ้นทุกที จนกระทั่งข้าไปเห็นกับตาว่าเขา...”
แม้จะยอมรับความจริงได้แล้ว แต่นางก็ยังไม่อาจเอ่ยเรื่องเหล่านั้นออกมาได้อย่างเปิดเผย
นางไม่มีวันลืมภาพที่ตนเองเห็นสามีพลอดรักอยู่กับหญิงอื่นด้วยตาตัวเอง
หลังจากได้พูดสิ่งที่เก็บอยู่ในใจออกมา เว่ยเหนียงก็รู้สึกว่าความอึดอัดที่กดทับอยู่ในอกมาโดยตลอด คล้ายจะสลายหายไปในที่สุด
นางเงยหน้ามองหลีเยว่ซู
“หลายปีมานี้ ความสนใจของพวกเราทั้งหมดอยู่ที่หลิงเอ๋อร์ จึงละเลยการดูแลโรงเตี๊ยม กิจการก็ไม่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงเริ่มคิดจะขายโรงเตี๊ยมทิ้ง”
“แต่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น ข้าตั้งใจจะเก็บไว้เป็นสินเดิมให้หลิงเอ๋อร์”
เว่ยเหนียงมีสีหน้าเจ็บปวด
“ด้วยสภาพของหลิงเอ๋อร์ สิ่งที่ข้าพอจะทำให้นางได้ก็มีเพียงเท่านี้ ดังนั้นข้าจึงนำโฉนดไปซ่อนไว้ล่วงหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็เข้าใจความหมายของนางคร่าว ๆ
“เจ้าต้องการให้ข้าไปนำโฉนดมา แล้วช่วยเก็บรักษาไว้ให้หลิงเอ๋อร์ชั่วคราวงั้นหรือ?”
เว่ยเหนียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“แม้กิจการของโรงเตี๊ยมจะไม่ดีนัก แต่ทำเลที่ตั้งกลับไม่เลว หากขายออกไปก็น่าจะได้ราคาดีอยู่ ข้าตั้งใจจะยกโรงเตี๊ยมให้เจ้า ถือเสียว่าเป็นของขวัญตอบแทนที่เจ้าช่วยดูแลหลิงเอ๋อร์”
แม้จะมีการหมั้นหมายกันแล้ว แต่นางก็ไม่ได้คิดว่าหลิงเอ๋อร์จะได้แต่งงานกับบุตรชายคนโตของตระกูลเสิ่นจริง ๆ
แทนที่จะเก็บโฉนดฉบับนี้ไว้เป็นสินเดิม สู้มอบให้หลีเยว่ซูเป็นของตอบแทนเสียยังดีกว่า อย่างน้อยหากในอนาคตเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น ตระกูลเสิ่นก็น่าจะยังปฏิบัติต่อหลิงเอ๋อร์อย่างดีอยู่บ้าง
หลีเยว่ซูเข้าใจความหมายในคำพูดของนางเป็นอย่างดี เพียงแต่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
สตรีที่มีทั้งความรู้และมองการณ์ไกลอย่างเว่ยเหนียง เหตุใดจึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้?
หลีเยว่ซูไม่ได้ถามอะไรต่อ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
“ข้ารับโรงเตี๊ยมไว้ก็แล้วกัน พอดีข้าเองก็มีความคิดอยากลองทำกิจการประเภทนี้อยู่เหมือนกัน หากทำสำเร็จ ข้าจะจัดสรรส่วนแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้หลิงเอ๋อร์ทุกปี ถือเสียว่าเป็นสินเดิมของนาง”
“ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วหลิงเอ๋อร์จะมีคู่ครองหรือมีชีวิตอยู่ที่ใด ส่วนแบ่งกำไรส่วนนี้ก็จะเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว”
เว่ยเหนียงมองนางด้วยความประหลาดใจ ดวงตาพลันแดงก่ำ
แม้พวกนางจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่นางรู้ดีว่าในเมื่อฮูหยินเสิ่นพูดเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายย่อมทำตามคำพูดอย่างแน่นอน
ไม่ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือไม่ ความจริงใจของฮูหยินเสิ่นเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ขอบคุณ...”
เว่ยเหนียงรู้ดีว่า ต่อให้นางกล่าวคำสองคำนี้อีกกี่ครั้ง ก็ไม่อาจถ่ายทอดความซาบซึ้งในใจออกมาได้ทั้งหมด
แต่ยามนี้ นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองยังสามารถพูดอะไรได้อีก
……
หลังออกจากคุกใต้ดิน หลีเยว่ซูก็เริ่มวางแผนว่าจะหาเวลาไปเมืองข้าง ๆ เมื่อใด
ครั้งก่อนที่นางไปช่วยเสิ่นอี้หมิ่น นางเคยบุกเข้าไปในหอชิงเฟิงมาแล้ว ดังนั้นโรงเตี๊ยมแห่งนั้นน่าจะหาได้ไม่ยาก
ที่จริงก่อนจะเปิดร้านยาเหิงเต๋อ ความคิดแรกของนางก็คือการเปิดโรงเตี๊ยม
เพราะสหายสนิทของนางในชาติที่แล้วชื่นชอบการทำอาหารสารพัดชนิดเป็นอย่างมาก นางเองจึงพลอยเรียนรู้มาด้วยไม่น้อย อีกทั้งในห้องครัวยังมีตำราอาหารหลายเล่มที่สหายสนิททิ้งเอาไว้ให้
สิ่งเหล่านั้น หากนำมาใช้ในโลกใบนี้ รับรองได้ว่าจะต้องได้รับความนิยมอย่างแน่นอน
เพียงแต่หลังจากได้พบกับหมอเฉิน และมีโอกาสเปิดร้านยา นางจึงพักความคิดเรื่องโรงเตี๊ยมเอาไว้ชั่วคราว
วันนี้เมื่อได้ยินเรื่องจากเว่ยเหนียง นางจึงตัดสินใจนำแผนการนี้กลับมาพิจารณาใหม่ทันที
อาเหวินมีชะตาต้องกลายเป็นพ่อค้าผู้มีชื่อเสียงไปทั่วใต้หล้าอยู่แล้ว เช่นนั้นนางก็สามารถช่วยวางรากฐานให้เขาล่วงหน้าได้ ต่อไปเขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากนัก
ตอนนี้เรื่องของร้านยาเหิงเต๋อนางเองก็สามารถค่อย ๆ ปล่อยมือได้แล้ว พอดีจะได้มีเวลามาจัดการเรื่องนี้!
หลีเยว่ซูขับเกวียนวัวไปพลาง ครุ่นคิดเรื่องโรงเตี๊ยมไปพลาง
ไม่นานนัก คนกลุ่มหนึ่งก็กลับมาถึงบ้าน
เดิมทีเสิ่นอี้หมิ่นตั้งใจจะไปถามหลีเยว่ซูเรื่องหนังสือหมั้น เพราะแม้เว่ยเหนียงจะรับปากด้วยวาจาแล้ว แต่หนังสือหมั้นก็ยังไม่ได้เขียน
แต่หลังจากหลีเยว่ซูกลับมาถึงบ้าน นางกลับพุ่งตรงเข้าไปในห้องทันที
เสิ่นอี้หมิ่นอยากเรียกนางไว้ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่ยืนมองตามด้วยสีหน้าสับสน
โม่เหลี่ยนเดินเข้ามาอย่างสงสัย
“เป็นอะไรไป? ดูเหมือนเจ้ามีเรื่องกังวลอยู่ในใจ”
เสิ่นอี้หมิ่นหันกลับมา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่รู้ว่านางเขียนหนังสือหมั้นเสร็จแล้วหรือยัง”
โม่เหลี่ยนมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เจ้าตัดสินใจจริง ๆ แล้วหรือ?”
รู้จักกันมานาน เขารู้ดีว่าเสิ่นอี้หมิ่นเป็นคนดื้อรั้น แต่การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ การตัดสินใจเช่นนี้จะไม่รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือ?
เสิ่นอี้หมิ่นรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วง แต่ความคิดของเขาตั้งแต่ต้นจนจบยังคงแน่วแน่
“หลิงเอ๋อร์เป็นเด็กผู้หญิงที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ ข้าอยากรักษาความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนางเอาไว้”
บุรุษบนโลกนี้ส่วนใหญ่ล้วนเจ้าชู้และไร้ความจริงใจ
เขาไม่อยากกลายเป็นคนเช่นนั้น
เขาจะพิสูจน์ให้ชายผู้นั้นเห็นว่า การที่บุรุษคนหนึ่งจะรักมั่นต่อสตรีเพียงคนเดียวไปชั่วชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย!
โม่เหลี่ยนเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ
เขารู้อยู่เสมอว่าเสิ่นอี้หมิ่นมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ถึงได้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินอายุถึงเพียงนี้?
……
หลีเยว่ซูเป็นคนทำอะไรชอบความรวดเร็ว หลังใช้เวลาหนึ่งวันวางแผนคร่าว ๆ เกี่ยวกับโรงเตี๊ยม นางก็ตัดสินใจว่าในวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งเด็ก ๆ ไปสำนักศึกษาแล้ว จะไปเมืองข้าง ๆ ด้วยตัวเองเพื่อเอาโฉนดกลับมา
เมื่อส่งเด็ก ๆ ถึงหน้าสำนักศึกษา นางกำลังจะเดินทางกลับ เสิ่นอี้หมิ่นก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
“เดี๋ยวก่อน ข้า...ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า”
หลีเยว่ซูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นอกจากครั้งก่อนแล้ว อาหมิ่นไม่เคยเป็นฝ่ายมาหานางก่อนเลย
นางเดินตามเสิ่นอี้หมิ่นไปยังด้านข้าง
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
เสิ่นอี้หมิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจถามตรง ๆ
“เอ่อ...หนังสือหมั้นเขียนเสร็จแล้วหรือยัง?”
หลีเยว่ซูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตบหน้าผากตัวเอง
“ดูข้าสิ ยุ่งจนลืมไปเสียสนิท!”
นางรีบนำหนังสือหมั้นที่เขียนเตรียมเอาไว้แล้วออกมาจากมิติ
“ฉบับนี้มอบให้เจ้าเก็บรักษา ส่วนของหลิงเอ๋อร์อยู่ที่มารดาของนาง ต่อจากนี้จะจัดการอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเอง”
เสิ่นอี้หมิ่นมองตัวอักษรบนหนังสือหมั้น ก่อนพยักหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว”
จากนั้นเขาก็เก็บหนังสือหมั้นเอาไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนค้อมกายคำนับหลีเยว่ซูด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอบคุณขอรับ”
หลีเยว่ซูมองการกระทำของเขาแล้วอดขมวดคิ้วเบา ๆ ไม่ได้
“อี้หมิ่น ข้าเป็นแม่ของเจ้า การช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้เจ้าเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว เจ้าอยากขอบคุณข้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินกับข้าถึงเพียงนี้”
เสิ่นอี้หมิ่นเข้าใจความหมายของนาง ดวงตาวูบไหวเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าสบตานาง
หลีเยว่ซูมองออกถึงความไม่สบายใจของเขา จึงถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงยื่นมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ
ช่างเถอะ
อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ไม่ได้เกลียดชังนางเพราะความเจ็บปวดที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำไว้กับพวกเขาอีกแล้ว
นางเองก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้พวกเขายอมรับนางเป็นแม่ให้ได้ในทันทีเช่นกัน
โฆษณา