เมื่อวาน เวลา 03:32 • หนังสือ

บทที่ 69 ไปโรงเตี๊ยม

บทที่ 69 ไปโรงเตี๊ยม
“เอาล่ะ รีบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวจะสาย”
หลีเยว่ซูช่วยจัดเสื้อผ้าให้เสิ่นอี้หมินเล็กน้อย ก่อนดันตัวเขาไปทางประตูสำนักศึกษา
เสิ่นอี้หมินมีสีหน้าครุ่นคิดหนักอึ้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงหันหลังแล้วรีบวิ่งเข้าไปด้านใน
เสิ่นถิงเหวินซึ่งรออยู่ไม่ไกลกับโม่เหลี่ยน เพิ่งเคยเห็นพี่ใหญ่ของตนมีท่าทีเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“พี่ใหญ่ เป็นอะไรหรือ?”
เสิ่นอี้หมินตั้งสติ ก่อนกลับมาเป็นคนสุขุมเช่นเดิม
“ไม่มีอะไร พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
เสิ่นถิงเหวินไม่เชื่อคำพูดนั้นโดยธรรมชาติ เขาหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว ก็เห็นหลีเยว่ซูกำลังยิ้มแย้มโบกมือให้พวกเขา
เขายิ่งมั่นใจว่าระหว่างสองคนนี้ต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้แน่ ๆ ในใจจึงรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
……
หลังจากส่งเด็ก ๆ ไปที่สำนักศึกษาแล้ว หลีเยว่ซูก็พาเสิ่นโม่หยวนไปส่งที่ร้านยา ก่อนบอกหมิเฉินว่านางมีธุระต้องออกไปข้างนอก
“อาซูจะไปไหนหรือ?”
เมื่อเห็นว่านางกำลังจะออกไปเพียงลำพัง เสิ่นโม่หยวนก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“ข้าจะไปทำธุระสำคัญอย่างหนึ่ง ระยะทางค่อนข้างไกล เพราะฉะนั้นจะไม่พาเจ้าไปด้วยนะ”
หลีเยว่ซูยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบศีรษะเขา
เสิ่นโม่หยวนคุ้นชินกับการถูกนางลูบหัวไปเสียแล้ว จึงได้แต่ทำปากยื่นอย่างน้อยใจ
“เด็กดี~” หลีเยว่ซูปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สถานที่ที่ข้าจะไปค่อนข้างไกล กว่าจะกลับก็คงเย็นมากแล้ว ตอนบ่ายท่านลุงหลิวจะมารับ เจ้าเองก็กลับบ้านพร้อมกับเสิ่นทานและคนอื่น ๆ นะ”
“เจ้าเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเสิ่นทานกับคนอื่น ๆ ยังเป็นเด็ก งานไปรับอาอวี่ที่สำนักศึกษาแล้วดูแลพวกเขาให้ปลอดภัย ข้าคงต้องฝากไว้กับเจ้าเพียงคนเดียว คนอื่นข้าไม่ค่อยวางใจ”
เสิ่นโม่หยวนย่อมไม่เชื่อคำพูดนี้ แต่ก็ยังแสร้งทำสีหน้าดีใจ
“จริงหรือ? อาซูไว้ใจข้าคนเดียวเลยหรือ?”
หลีเยว่ซูพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ข้าเคยหลอกเจ้าเมื่อไร?”
เสิ่นโม่หยวน “……”
ตอนนี้ไม่ใช่กำลังหลอกกันอยู่หรือ?
เสิ่นโม่หยวนทำสีหน้าดีใจ ดวงตาคู่คมเป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้นอาซูกลับมาเร็ว ๆ นะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่บ้าน!”
เมื่อเห็นว่าเขาว่าง่ายถึงเพียงนี้ หลีเยว่ซูก็อดไม่ได้ที่จะบีบแก้มเขาเบา ๆ ก่อนจากไป
ร่างของเสิ่นโม่หยวนแข็งเกร็งเล็กน้อย แต่ไม่ได้หลบหนี
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นโม่หยวนก็ยกมือส่งสัญญาณไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมา ร่างของซิงเหอที่ซ่อนอยู่ในความมืดก็ขยับ ก่อนลอบติดตามหลีเยว่ซูไป
……
ก่อนหน้านี้หลีเยว่ซูเคยไปเมืองข้างเคียงมาแล้ว ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี
แม้จะเป็นเวลากลางวันและบนถนนมีผู้คนเดินขวักไขว่ แต่ชิงเฟิงก่วนกลับแทบไม่มีลูกค้า
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อน หลีเยว่ซูจึงเหลือบมองไปทางชิงเฟิงก่วนโดยไม่รู้ตัว ก่อนเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้องกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าไป หลีเยว่ซูก็เห็นคนสองสามคนนั่งอยู่ตรงกลางร้านเท่านั้น
โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่กลับเงียบเหงา มีเพียงเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน
หลีเยว่ซูรู้สึกสงสัย
ทำเลที่นี่ดี สภาพแวดล้อมก็ถือว่าสะอาดเรียบร้อย เหตุใดกิจการถึงได้เงียบเหงาเช่นนี้?
เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามา เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ
“คุณลูกค้าอยากรับอะไรดีขอรับ?”
หลีเยว่ซูเลือกโต๊ะมุมหนึ่งแล้วนั่งลง
“ที่ร้านมีอาหารขึ้นชื่ออะไรบ้าง เอามาสักอย่างก็พอ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวเอ้อร์ก็เกาจมูกอย่างเก้อเขิน
“คุณลูกค้า ร้านของเราเป็นเพียงอาหารพื้นบ้านธรรมดา ไม่มีอาหารขึ้นชื่อหรอกขอรับ”
หลีเยว่ซูชะงัก
“โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งไม่มีอาหารขึ้นชื่อเลยหรือ?”
เสี่ยวเอ้อร์มองนาง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“คุณลูกค้าไม่ใช่คนในเมืองนี้สินะขอรับ? เมื่อก่อนโรงเตี๊ยมของเรามีอาหารขึ้นชื่ออยู่หลายอย่าง กิจการก็ดีทีเดียว แต่หลังจากพ่อครัวใหญ่ถูกคนอื่นดึงตัวไป ร้านก็กลายเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็นึกถึงคำพูดของเว่ยเหนียงขึ้นมา
“ในเมื่อพ่อครัวหนีไปแล้ว เหตุใดเจ้าของร้านถึงไม่หาคนใหม่?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เสี่ยวเอ้อร์ก็ถอนหายใจ
“เมื่อก่อนกิจการของโรงเตี๊ยมก็พอไปได้ แต่คุณหนูต้องรักษาโรค เงินทองที่ทุ่มลงไปแทบไม่ได้ผลอะไรกลับมา จะเอาเงินที่ไหนมาทนเสียต่อได้ล่ะขอรับ”
“ไม่นานมานี้ที่บ้านของเจ้าของร้านก็เกิดเรื่องขึ้นอีก ตอนนี้กำลังคิดจะขายโรงเตี๊ยมอยู่แล้ว จะมีเวลาว่างที่ไหนไปจ้างพ่อครัวใหม่กัน”
หลีเยว่ซูถือเป็นคนที่รู้เรื่องภายในอยู่แล้ว จากคำพูดของเขาจึงพอเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้คร่าว ๆ
“ถ้าอย่างนั้นให้คนในครัวทำอาหารที่ถนัดที่สุดมาให้ข้าสักอย่างแล้วกัน”
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มกว้างก่อนพยักหน้า
“ได้เลยขอรับ ผัดผ้าขี้ริ้ววัว ราคาแปดสิบแปดเหวิน”
หลีเยว่ซูชะงัก
ก่อนหน้านี้นางเคยซื้ออาหารจากโรงเตี๊ยมไปให้จางเหล่าซานอยู่บ่อย ๆ จึงรู้ราคาตลาดดี
ผัดผ้าขี้ริ้ววัวหนึ่งจานราคาแปดสิบแปดเหวิน นี่มันปล้นกันชัด ๆ!
เมื่อถูกหญิงสาวหน้าตางดงามจ้องมอง เสี่ยวเอ้อร์ก็เกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน
“นี่เป็นราคาที่เจ้าของร้านกำหนดขอรับ ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะทำอาหารให้ ส่วนราคา...ก็เป็นเจ้าของร้านกำหนดเช่นกัน”
จริง ๆ แล้วเขาเองก็คิดว่าราคาอาหารจานนี้แพงเกินไปจนไม่น่าเชื่อ และเคยเตือนเจ้าของร้านแล้ว แต่เจ้าของร้านกลับบอกว่าอย่างไรโรงเตี๊ยมก็ต้องขายอยู่ดี พ่อครัวที่เหลืออยู่ก็มีเพียงลูกมือคนหนึ่ง จะรีดเงินจากลูกค้าได้มากเท่าไรก็เอาเท่านั้น
ลูกค้าส่วนใหญ่พอได้ยินราคาก็หันหลังกลับไปทันที
เสี่ยวเอ้อร์จึงคิดว่าลูกค้าตรงหน้าคงเป็นเช่นเดียวกัน
แต่หลีเยว่ซูเพียงแค่ประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนหยิบเงินออกมาจ่ายอย่างเด็ดขาด
การกระทำที่รวดเร็วเช่นนั้นทำให้เสี่ยวเอ้อร์ถึงกับตกตะลึง
เขามองหลีเยว่ซูพลางอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
หลีเยว่ซูมองออกถึงความหมายที่เขาไม่ได้พูด จึงโบกมือ
“ไม่เป็นไร ยกอาหารมาเถอะ”
นางเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอาหารราคาแปดสิบแปดเหวินจะมีรสชาติเป็นอย่างไร
ไม่นาน เสี่ยวเอ้อร์ก็นำผัดผ้าขี้ริ้ววัวจานหนึ่งมาเสิร์ฟ
หน้าตาของมันธรรมดาจนน่าใจหาย แถมบางส่วนยังไหม้เกรียมเล็กน้อย
เพียงเห็นหน้าตา ความประทับใจก็ลดลงไปกว่าครึ่งแล้ว
หลีเยว่ซูลองชิมคำหนึ่ง
และก็เป็นไปตามคาด นางผิดหวังอย่างมาก
รสชาติไม่ได้ถึงกับกินไม่ได้ แต่ฝีมือระดับนี้ไม่ควรปรากฏอยู่บนโต๊ะอาหารของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขายในราคาสูงถึงเพียงนี้
คราวนี้หลีเยว่ซูเข้าใจแล้วว่าเหตุใดกิจการของโรงเตี๊ยมถึงได้ย่ำแย่เช่นนี้
นางยังคงกินต่อด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่นาน ลูกค้ากลุ่มก่อนหน้านี้ก็ลุกออกจากร้านไป พร้อมเสียงบ่นด่าตลอดทาง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกหลอกให้เสียเงิน
เสี่ยวเอ้อร์เองก็คุ้นชินกับเรื่องเช่นนี้แล้ว เขารีบเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ ก่อนเดินเข้าไปในครัว
หลีเยว่ซูอาศัยจังหวะนี้แอบเข้าไปยังลานด้านหลังทันที
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่บนทำเลทองของเมือง ทั้งพื้นที่ก็กว้างขวางไม่น้อย ด้านหลังยังมีห้องส่วนตัวอยู่อีกหลายห้อง
ไม่นานหลีเยว่ซูก็พบต้นไม้ที่เว่ยเหนียงบอก
แต่แทนที่จะรีบลงมือขุด นางกลับเดินสำรวจบริเวณโดยรอบก่อน
การตกแต่งของโรงเตี๊ยมเห็นได้ชัดว่าผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รายละเอียดในแต่ละจุดก็ทำออกมาได้อย่างประณีต แฝงกลิ่นอายของความสง่างามอยู่ไม่น้อย
หลีเยว่ซูจำได้ว่าเว่ยเหนียงเคยบอกว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้นางมีส่วนร่วมในการออกแบบด้วยตัวเอง
นี่เป็นสิ่งที่หญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำได้จริงหรือ?
ความสงสัยผุดขึ้นในใจของหลีเยว่ซู
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ของโรงเตี๊ยมคร่าว ๆ แล้ว นางก็เดินออกไปทันที
เมื่อพบกับเสี่ยวเอ้อร์ นางเพียงบอกว่าตนเองกำลังหาห้องน้ำ แต่เดินผิดทาง จึงรีบออกจากโรงเตี๊ยมไป
แม้โรงเตี๊ยมจะไม่มีลูกค้ามากนัก แต่การขุดของบางอย่างในตอนกลางวันย่อมทำให้ผู้คนสงสัย
หลีเยว่ซูจึงวางแผนว่าจะลงมือหลังฟ้ามืด
แต่ก่อนหน้านั้น นางต้องจัดการเจ้าตัวที่แอบตามนางมาตลอดทางเสียก่อน
หลีเยว่ซูหยิบแส้ขึ้นมา สายตาเหลือบมองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างแนบเนียน ก่อนถอนสายตากลับมาอย่างสงบนิ่ง ราวกับไม่เคยสังเกตเห็นอะไรทั้งสิ้น
โฆษณา