เมื่อวาน เวลา 13:20 • หนังสือ

บทที่ 72 เลือดหมู

บทที่ 72 เลือดหมู
หญิงที่เพิ่งไปคบหาด้วยหนีไปแล้ว โรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวที่มีอยู่ก็ถูกคนอื่นแย่งไป ชายที่สูญเสียทุกอย่างย่อมหมดสติสัมปชัญญะไปแล้ว
ในมือของเขาถือมีดทำครัวเอาไว้ ก่อนจะจ้องมองเว่ยเหนียงด้วยสายตาอาฆาต แล้วฟาดมีดเข้าใส่เธอ
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ทุกคนต่างพากันถอยหนีไปโดยสัญชาตญาณ
เสิ่นเว่ยเหลือบมองหลีเยว่ซูที่ยืนอยู่ข้างกายเว่ยเหนียง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปโดยไม่ต้องคิด แล้วถีบชายคนนั้นจนกระเด็น
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทางการสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบเข้าไปควบคุมตัวชายคนนั้นทันที
ส่วนหลีเยว่ซูที่กำลังใช้แขนเสื้อบังมือ เพื่อหยิบถุงเลือดหมูออกมาจากมิติก็ได้แต่...
“……”
เสิ่นเว่ยปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะมองหลีเยว่ซูด้วยสีหน้าราวกับกำลังรอคำชมพอดีกับสบเข้ากับสีหน้าอ่อนใจของนาง
เสิ่นเว่ย “???”
เขาทำอะไรผิดหรือ?
หลีเยว่ซูได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะโยนถุงเลือดหมูกลับเข้าไปในมิติ
นางเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าชายคนนี้ไม่มีทางยอมรามือง่าย ๆ จึงให้คนคอยจับตาดูเขาอยู่ตลอด ดังนั้นการที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่นางจงใจปล่อยให้เกิดขึ้น
ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการสองคนนี้ นางก็เป็นคนขอจากท่านเจ้าเมืองมาโดยเฉพาะ นอกจากจะใช้เป็นพยานได้แล้ว ยังสามารถจับชายคนนี้เข้าคุกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย
น่าเสียดายที่แผนการทั้งหมดถูกทำให้ยุ่งเหยิงเสียก่อน
“เว่ยเหลียนอี๋ นังหญิงแพศยา! พวกเราเป็นสามีภรรยากันมาหลายปี เจ้ายังกล้าแอบเอาโรงเตี๊ยมไปยกให้คนนอกอีก นังผู้หญิงสารเลว…”
ชายคนนั้นราวกับคนเสียสติ คำพูดหยาบคายต่าง ๆ พรั่งพรูออกมาจากปากไม่หยุด
ดวงตาของหลีเยว่ซูฉายแววลึกล้ำ ขณะที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว นางก็เดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“เพียะ!”
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงไปอย่างเต็มแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทำให้ชายคนนั้นหยุดพูดทันที ผู้คนโดยรอบต่างพากันตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
หลีเยว่ซูมองชายที่อยู่บนพื้นจากด้านบนด้วยสายตาเย็นชา
“โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่ภรรยาเว่ยขายสมบัติทั้งหมดของตัวเองเพื่อนำมาซื้อ และยังจดทะเบียนไว้ในชื่อของนาง มันก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของนาง นางจะมอบให้ใครก็เป็นสิทธิ์ของนาง”
“เจ้าหน้าด้านแอบคบชู้กับหญิงอื่น ส่งภรรยาที่อยู่กินกันมานานด้วยมือตัวเองเข้าคุก แถมยังทอดทิ้งลูกสาวตัวน้อยที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แม้แต่เดรัจฉานยังทำเรื่องพรรค์นี้ไม่ลง แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาโทษภรรยาเว่ยเหนียง!”
ถ้อยคำเหล่านั้นแทงใจดำของชายคนนั้นอย่างจัง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับซีดขาว ราวกับจานสีที่ถูกคนสาดสีใส่
“นี่เป็นเรื่องของสามีภรรยา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
“ตอนนี้โรงเตี๊ยมเป็นของข้า แล้วเหตุใดจะไม่เกี่ยวกับข้า?” หลีเยว่ซูหัวเราะเย็นชา ก่อนหยิบโฉนดโรงเตี๊ยมและเอกสารที่ทางการลงนามรับรองออกมาจากแขนเสื้อ
“ถ้าเจ้ามีความสามารถ ก็แย่งเอกสารพวกนี้ไปจากมือข้าให้ได้ อย่ามานอนเหมือนหมาอยู่ตรงนี้ให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาเปล่า ๆ!”
เสิ่นเว่ยมองแผ่นหลังของหลีเยว่ซูด้วยความประหลาดใจ
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่านางกำลังจงใจยั่วโมโหชายคนนั้นอยู่?
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของชายคนนั้นก็ขาดสะบั้นลงทันที
“ทั้งหมดเป็นเพราะนังผู้หญิงสารเลวอย่างเจ้าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไปตายซะ!”
ชายคนนั้นดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองรีบกดตัวเขาเอาไว้แน่น
แต่ในตอนนั้นเอง พวกเขากลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างฟาดเข้าที่ข้อมือ จึงเผลอคลายมือออกตามสัญชาตญาณ
เมื่อไม่มีใครควบคุมตัว ชายคนนั้นก็คว้ามีดทำครัวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วฟันเข้าใส่หลีเยว่ซูทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว ยิ่งหลีเยว่ซูยืนอยู่ใกล้เกินไป นางจึงไม่มีเวลาหลบ
“อ๊ะ!”
หลีเยว่ซูร้องออกมา ก่อนถอยหลังไปหลายก้าว และ “บังเอิญ” เหยียบชายกระโปรงของตัวเองจนล้มลงกับพื้น
“พรวด!”
วินาทีต่อมา เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากร่างของนาง ดูน่าตกใจและสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
ชายคนนั้นยังคิดจะพุ่งเข้าไปฟันซ้ำ แต่เจ้าหน้าที่ที่ได้สติกลับมาแล้วรีบเข้าไปกดตัวเขาเอาไว้ใหม่ทันที
“อาซู!”
เสียงของเสิ่นเว่ยสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว เขารีบวิ่งเข้าไปหา
เขากำลังจะตรวจดูบาดแผลของหลีเยว่ซูโดยสัญชาตญาณ แต่กลับถูกนางคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
เสิ่นเว่ยชะงัก เงยหน้าขึ้นก็เห็นนางแอบขยิบตาให้เขา
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาในที่สุด
เว่ยเหนียงเองก็ถูกภาพตรงหน้าทำให้ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด นางรีบวิ่งเข้ามา
“ฮูหยินเสิ่น ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? หมอ! รีบไปตามหมอเร็ว!”
เมื่อเห็นท่าทางลนลานของนาง หลีเยว่ซูได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญาอยู่ในใจ
รู้อย่างนี้น่าจะบอกแผนกับนางไว้ก่อนเสียก็ดี
“ข้าไม่เป็นไร” หลีเยว่ซูเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนแรง “ข้าเป็นหมอเอง ไม่ต้องกังวล”
เห็นนางเต็มไปด้วยเลือดเช่นนั้น เว่ยเหนียงจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร
“อย่ากลัวนะ ข้า...ข้าจะไปตามหมอให้เดี๋ยวนี้”
หลีเยว่ซูรีบคว้ามือนางเอาไว้
“พยุงข้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อน ข้าจัดการเองได้”
เว่ยเหนียงย่อมไม่วางใจ แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่ซูยืนกราน นางจึงทำได้เพียงยอมตกลง
นางประคองหลีเยว่ซูขึ้นอย่างระมัดระวัง ตั้งใจจะช่วยเสิ่นเว่ยพยุงนางเข้าไปด้านใน
ชายที่ถูกกดอยู่บนพื้นดูเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไร้สีเลือด
“ไม่...ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้า...เว่ยเหลียนอี๋ ภรรยา ช่วยข้าด้วย ไม่ใช่ความผิดของข้า นางเป็นคนพูดจายั่วโมโหข้าเอง ไม่ใช่ความผิดของข้า!”
เว่ยเหนียงหันกลับไปมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“สิ่งที่ข้าเสียใจที่สุดในชีวิต ก็คือการขัดคำสั่งของท่านพ่อในตอนนั้น แล้วแต่งงานกับสัตว์เดรัจฉานอย่างเจ้า!”
จากนั้นนางก็ไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่ชั่วขณะกับผู้ชายที่น่ารังเกียจคนนี้อีก หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ทั้งสอง
“รบกวนพี่ชายทั้งสองนำตัวสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ไปส่งที่ศาลาว่าการก่อน รอให้เราจัดการเรื่องผู้บาดเจ็บเรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปที่ศาลาว่าการเพื่อแจ้งความเรื่องทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา”
หลีเยว่ซูที่กำลัง “อ่อนแรง” พิงอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นเว่ย เหลือบมองเว่ยเหนียงด้วยความประหลาดใจ
เวลานี้นางดูมีความเด็ดขาดและกล้าหาญที่ไม่เหมือนสตรีชาวบ้านธรรมดาเลยจริง ๆ
เดิมทีเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็รู้สึกผิดอยู่แล้วที่ความผิดพลาดของพวกเขาทำให้ฮูหยินเสิ่นได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเว่ยเหนียงเอ่ยขอ พวกเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
เมื่อได้รับคำยืนยันแล้ว เว่ยเหนียงจึงหันกลับมาประคองหลีเยว่ซูเข้าไปในโรงเตี๊ยม
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้ว หลีเยว่ซูก็ถอนตัวออกจากอ้อมแขนของเสิ่นเว่ยทันที
“ภรรยาเว่ย อย่ากังวลไป ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ”
พูดจบ นางก็ดึงเสื้อของตัวเองขึ้นเล็กน้อย
“ดูสิ ข้าไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย เสื้อผ้าก็ไม่ขาดด้วย”
เว่ยเหนียงเห็นแล้วก็ยังไม่หายตกใจ
“นี่...เป็นไปได้อย่างไร?”
“นี่คือเลือดหมู” หลีเยว่ซูอธิบาย “ตอนนี้ทุกคนเห็นกับตาว่าเขาทำร้ายข้า เขาหนีโทษจำคุกไม่พ้นแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เว่ยเหนียงจะยังไม่เข้าใจได้อย่างไร ดวงตาของนางพลันแดงก่ำ
“ฮูหยินเสิ่น...”
นางอ้าปาก แต่กลับไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกในเวลานี้
หลีเยว่ซูตบหลังมือนางเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
“ข้าไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารโรงเตี๊ยมมากนัก ถึงตอนนั้นคงต้องขอให้เจ้าช่วยข้าด้วย อย่าเพิ่งรำคาญข้าก็แล้วกัน”
เว่ยเหนียงไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างหนักแน่นเพื่อแสดงความตั้งใจ
หลีเยว่ซูยิ้ม ก่อนหันกลับไปมองเสิ่นเว่ย
“เมื่อครู่นี้เจ้าฉลาดมาก ถึงกับเข้าใจความหมายของข้าได้ในทันที”
หัวใจของเสิ่นเว่ยกระตุกวูบ ใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ราวกับกำลังบอกว่า ‘รีบชมข้าเร็วเข้า’
หลีเยว่ซูเหมือนเช่นเคย นางยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ แล้วพูดเพียงคำว่า
“เก่งมาก”
จากนั้นก็ถอนมือกลับ
……
ทุกคนเห็นเหตุการณ์ที่ชายคนนั้นลงมือทำร้ายคน อีกทั้งท่านเจ้าเมืองก็ให้ความสำคัญกับหลีเยว่ซูมาโดยตลอด จึงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้เว่ยเหนียงถือโฉนดโรงเตี๊ยมเอาไว้ ดังนั้นแม้ชายคนนั้นจะส่งนางเข้าคุก แต่ก็ยังไม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา
ตอนนี้เมื่อเขาเองถูกส่งเข้าคุก ท่านเจ้าเมืองจึงตัดสินใจเป็นผู้จัดการเรื่องนี้โดยตรง และให้ทั้งสองคนหย่าขาดจากกัน
ในวินาทีที่ได้รับหนังสือหย่า น้ำตาของเว่ยเหนียงก็ไหลรินเป็นสาย นางไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไป ยืนร้องไห้ทั้งหัวเราะทั้งอยู่หน้าศาลาว่าการ
บางทีเพราะทุกอย่างได้จบลงแล้ว ลมหายใจที่นางฝืนประคองเอาไว้ในใจมาตลอดก็พลันคลายออก ร่างกายจึงล้มป่วยลงทันที
สิ่งเดียวที่นางยังเป็นห่วงที่สุดคือลูกสาวของตัวเอง
ตอนนี้เว่ยหลิงมีที่พึ่งพิงที่ดีแล้ว ความยึดมั่นที่คอยประคองให้นางอดทนมานานก็หมดลง ราวกับว่าชีวิตของนางเองก็หมดเรี่ยวแรงที่จะยื้อเอาไว้
อาการของนางแม้แต่ตอนที่หลีเยว่ซูพบมารดาของโม่ครั้งแรก ยังดูไม่หนักหนาเท่านี้
เวลาของนาง...เหลือไม่ถึงหนึ่งเดือนแล้ว
โฆษณา