เมื่อวาน เวลา 13:21 • หนังสือ

บทที่ 74 เว่ยเหนียงจากไป

บทที่ 74 เว่ยเหนียงจากไป
“หอหมิงเยว่มีชื่อเสียงอยู่บ้างในยุทธภพก็จริง แต่ท้ายที่สุดก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาเท่านั้น”
หลีเยว่ซูกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ตั้งแต่โบราณมา โรงเตี๊ยมกับหอนางโลมล้วนเป็นสถานที่ที่ข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วที่สุด หากพวกเราร่วมมือกัน เครือข่ายข่าวสารที่สร้างขึ้นจะต้องมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน”
หงไต้ไม่ได้ตอบทันที
นางรู้ว่าคำพูดของหลีเยว่ซูมีเหตุผล แต่การทำเช่นนี้ก็เท่ากับต้องยอมมอบอำนาจในการบริหารหอหมิงเยว่ครึ่งหนึ่งออกไป ทว่าพวกนางเพิ่งพบกันเพียงสองครั้งเท่านั้น
หลีเยว่ซูรู้ถึงความกังวลของนาง และนางเองก็คิดถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว
“เรื่องข่าวสารข้าไม่เข้าใจ ดังนั้นหากโรงเตี๊ยมหลิวเซียนต้องทำเรื่องเหล่านี้ ก็สามารถมอบให้แม่นางหงไต้เป็นผู้จัดการทั้งหมดได้ ข้ารับผิดชอบเพียงห้องครัวกับการบริหารโรงเตี๊ยมเท่านั้น”
หงไต้ประหลาดใจอย่างมาก ไม่คิดว่านางจะยอมปล่อยมือถึงเพียงนี้
“ฮูหยินเสิ่นเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
มุมปากของหลีเยว่ซูยกขึ้นเล็กน้อย
“ในเมื่อเป็นการร่วมมือ ความไว้วางใจย่อมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงการหาเงิน ต่อให้ข้าเปิดพื้นที่ให้หอหมิงเยว่เข้ามาจัดคนของตัวเองในโรงเตี๊ยม รายได้จากการดำเนินกิจการก็ยังเป็นของข้าอยู่ดี”
ขอเพียงทั้งสองฝ่ายไม่จงใจคิดร้ายต่อกัน พวกนางก็จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบร่วมมือและได้ประโยชน์ร่วมกัน
แม้หลีเยว่ซูจะไม่ได้รู้จักหงไต้มากนัก แต่จากความทรงจำเกี่ยวกับนิยายต้นฉบับ นางรู้ว่าหงไต้เป็นคนฉลาดและรักษาคำพูด
โอกาสที่จะร่วมมือและได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ เว้นเสียแต่ว่าพวกนางจะมีความแค้นที่ไม่อาจประนีประนอมต่อกัน ไม่เช่นนั้นหงไต้ย่อมไม่มีทางโง่ถึงขั้นเลือกเป็นศัตรูกับนาง
และก็เป็นไปตามที่คิด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หงไต้ก็ยกยิ้มขึ้น
“ข้าตั้งตารอการร่วมมือกับฮูหยินเสิ่นในอนาคตจริง ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเยว่ซูก็รู้ทันทีว่าการเจรจาสำเร็จแล้ว
หลังจากนั้นทั้งสองยังพูดคุยรายละเอียดกันอีกไม่น้อย ก่อนที่หลีเยว่ซูจะหันหลังจากไป
บนหอสูง หงไต้มองเห็นนางเดินตรงเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้องตรงข้าม ดวงตาเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์
ในเวลานี้ ลูกน้องคนหนึ่งเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
“นายหญิง หอหมิงเยว่ส่งข่าวมาแล้ว พวกเราไม่สามารถสืบข้อมูลของหลีเยว่ซูเพิ่มเติมได้”
หงไต้รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว
นางเอนกายพิงขอบหน้าต่างอย่างสบายอารมณ์
“ค่อย ๆ สืบไปเถอะ ต่อไปเมื่อกลายเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว พวกเราก็มีโอกาสทำความรู้จักกันอีกมาก”
ลูกน้องมองนางอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“เอ่อ...หอฉืออวิ๋นก็กำลังสืบนางอยู่เช่นกัน”
“อะไรนะ?!”
หงไต้เด้งตัวลุกขึ้นทันที ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น
ลูกน้องรู้ดีถึงความบาดหมางระหว่างนายหญิงของตนกับหอฉืออวิ๋น จึงรีบอธิบาย
“มีคนจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้หอฉืออวิ๋นสืบเรื่องฮูหยินเสิ่น แต่จนถึงตอนนี้หอฉืออวิ๋นก็ยังสืบไม่ได้ข้อมูลอะไร”
หงไต้หรี่ตาลง ใบหน้างดงามเย้ายวนเผยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
“ให้คนของหอหมิงเยว่ทั้งหมดไปสืบ ต้องสืบให้ได้ก่อนหอฉืออวิ๋น!”
ลูกน้องคาดเดาได้ตั้งนานแล้วว่านางจะพูดเช่นนี้ จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย ก่อนรับคำสั่งแล้วถอยออกไป
……
หลังจากตกลงเรื่องความร่วมมือกับหงไต้ได้แล้ว หลีเยว่ซูก็ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับโรงเตี๊ยม
แต่สุขภาพของเว่ยเหนียงกลับทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ส่วนอาการของท่านแม่โมก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ นางจึงยังคงอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลทั้งสองคน
แม้หลีเยว่ซูจะพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถ ถึงขั้นพาเว่ยเหนียงเข้าไปในมิติทุกคืน แต่นางก็ยังคงจากไปในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส
นางหลับตาลงตลอดกาล
เวลานั้นคนที่อยู่ข้างกายนางมีเพียงเว่ยหลิง ส่วนคนแรกที่สังเกตเห็นว่านางไม่มีลมหายใจแล้วกลับเป็นท่านแม่โม
ไม่มีใครคาดคิดว่าเว่ยเหนียงจะจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ แต่ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าสภาพร่างกายของนางเป็นอย่างไร
งานศพของเว่ยเหนียงทั้งหมด หลีเยว่ซูเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง เพราะนางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย จึงได้แต่ขอความช่วยเหลือจากสามีภรรยาผู้เฒ่าหลิว
ญาติพี่น้องของเว่ยเหนียงเหลือเพียงเว่ยหลิงคนเดียว เพื่อให้งานศพดูคึกคักขึ้น หลีเยว่ซูจึงเชิญคนในหมู่บ้านมาร่วมงานด้วย
เมื่อได้กินดื่มโดยไม่ต้องเสียเงิน ทุกคนย่อมยินดีมาอยู่แล้ว
แต่ลับหลัง ทุกคนกลับพูดว่าหลีเยว่ซูเป็นคนโง่
นางรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งเจ็ดคนเพื่อช่วยกิจการร้านยา อย่างน้อยก็ยังพอมีเหตุผลให้เข้าใจได้
แต่ตอนนี้นางยังรับโมเหลียนกับลูกชายมาดูแล ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วย และส่งเสียให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ เท่านี้ก็โง่มากพอแล้ว
ตอนนี้ยังรับเด็กปัญญาอ่อนมาเลี้ยงดู แถมยังจัดงานศพให้แม่ของเขาอีก
ไม่รู้ควรชมว่านางมีเมตตา หรือควรหัวเราะว่านางทั้งโง่ทั้งมีเงินเหลือใช้กันแน่
หลีเยว่ซูรู้ดีว่าคนเหล่านั้นกำลังพูดถึงอะไร แต่นางไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
ต่อไปคนเหล่านี้จะได้รู้เองว่า สิ่งที่นางทำลงไปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพียงใด
เสิ่นวั่งกับท่านแม่เสิ่นก็มาด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองไม่มีท่าทีโอหังเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พวกเขาก้มหน้าและหดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ทว่าบางครั้งสายตาที่มองมายังหลีเยว่ซูกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
พวกเขาได้ข่าวของเสิ่นช่าน ลูกสาวคนที่สองแล้ว และยังได้รับจดหมายจากนางด้วย อีกไม่นานนางก็จะกลับมา
ถึงเวลานั้น ต่อให้หลีเยว่ซูมีนายอำเภอคอยหนุนหลัง ก็ไม่มีทางได้รับผลดีแน่นอน!
หลีเยว่ซูสัมผัสได้ถึงสายตาของคนทั้งสอง แต่วันนี้เป็นงานศพของเว่ยเหนียง นางไม่ต้องการก่อเรื่องอื่นขึ้นมา จึงไม่ได้สนใจพวกเขา
ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เฒ่าหลิวและหัวหน้าหมู่บ้าน เว่ยเหนียงจึงถูกฝังอย่างสงบ หลังจากนั้นทุกคนก็ทยอยแยกย้ายกันกลับไป
เพราะตรงกับช่วงหยุดจากสถานศึกษา พอดีตอนที่ผู้เฒ่าหลิวไปรับเสิ่นอี้หมินและเด็ก ๆ อีกหลายคนกลับมา พวกเขาจึงได้มาส่งเว่ยเหนียงเป็นครั้งสุดท้ายที่หน้าหลุมศพ
เด็ก ๆ ผลัดกันจุดธูป ก่อนจะแยกย้ายกลับไปทีละคน
แต่หลีเยว่ซูกลับอยู่ต่อกับเว่ยหลิง
ตั้งแต่เว่ยเหนียงจากไป เด็กคนนี้ก็เอาแต่เงียบ ๆ อยู่ข้างกายนาง หากไม่มีใครเป็นฝ่ายถาม นางก็ไม่เคยพูดอะไรออกมาเลย
ตอนนี้สติปัญญาของเว่ยหลิงยังไม่สมบูรณ์ หลีเยว่ซูเองก็ไม่รู้ว่านางเข้าใจหรือไม่ว่าวันนี้คือพิธีศพของมารดา
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง เว่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมอง
ในดวงตาสะอาดบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความสับสน
“ท่านน้าซู...แม่ของข้าตายแล้วใช่ไหม?”
หัวใจของหลีเยว่ซูกระตุกวูบ นางหันกลับไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นของเว่ยหลิง
ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะรู้บางอย่าง แต่ก็เหมือนกับว่าไม่เข้าใจอะไรเลย
ชั่วขณะหนึ่ง หลีเยว่ซูไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร นางอ้าปากอยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยถาม
“หลิงเอ๋อร์ ทำไมถึงถามเช่นนั้น?”
เว่ยหลิงหันกลับไปมองป้ายหลุมศพตรงหน้า
“แม่บอกว่า ถ้าวันหนึ่งแม่หลับไปแล้วไม่ลืมตาขึ้นมาอีก และถูกฝังลงในดิน นั่นก็หมายความว่าแม่ตายแล้ว หลังจากนั้นแม่จะไม่สามารถกลับมาหาหลิงเอ๋อร์ได้อีกตลอดไป”
หัวใจของหลีเยว่ซูราวกับถูกบางสิ่งทิ่มแทง นางอดไม่ได้ที่จะกุมมือเล็ก ๆ ของเด็กไว้
นางไม่เคยคิดเลยว่าเว่ยเหนียงจะพูดเรื่องนี้กับลูก
แต่เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง นางก็เหมือนจะเข้าใจความตั้งใจของเว่ยเหนียง
เมื่อวันหนึ่งนางจากไป เว่ยหลิงก็จะกลายเป็นคนนอกของครอบครัวนี้
สิ่งสุดท้ายที่ผู้เป็นแม่จะทำเพื่อลูกได้ ก็คือช่วยลดภาระให้ทุกคนที่ต้องดูแลลูกของนางให้น้อยที่สุด
หลีเยว่ซูถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนลูบศีรษะเว่ยหลิงเบา ๆ
นางไม่รู้ว่าเว่ยเหนียงพูดกับเว่ยหลิงอย่างไรเกี่ยวกับการจากไปของตนเอง และใช้วิธีใดทำให้เด็กยอมรับความจริงที่ว่าจะไม่ได้พบมารดาอีกแล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดก็คือ เว่ยเหนียงรักลูกสาวคนนี้มากจริง ๆ
“หลิงเอ๋อร์ต้องเติบโตขึ้นมาอย่างดีนะ แบบนี้แม่ของเจ้าถึงจะจากไปได้อย่างหมดห่วงจริง ๆ”
เว่ยหลิงดูเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“หลิงเอ๋อร์จะโตขึ้นให้ดี! แม่บอกว่า หลิงเอ๋อร์ยังมีท่านน้าซู มีพี่อี้หมินกับพี่ทิงเหวิน แล้วก็พี่ทิงอี๋...”
เว่ยหลิงนับนิ้วทีละนิ้ว ไล่ชื่อทุกคนออกมาจนครบ แม้แต่สามีภรรยาผู้เฒ่าหลิวก็ยังไม่ลืม
ไม่ไกลออกไป เสิ่นอี้หมินที่เดิมควรจะกลับไปตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร เขายืนฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่เงียบ ๆ
เขามองเว่ยหลิงที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง สีหน้าของเขาซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
โฆษณา