เมื่อวาน เวลา 13:23 • หนังสือ

บทที่ 78 ช่วยไถ่ตัวให้ข้าที

บทที่ 78 ช่วยไถ่ตัวให้ข้าที
หลิวเหล่าฮั่นยังคงพาเสิ่นทานและเด็ก ๆ ทั้งเจ็ดคนไปที่ร้านยาเหมือนเช่นทุกวัน ส่วนหลีเยว่ซูก็เตรียมตัวจะไปที่โรงเตี๊ยมต่อ
แต่ทันทีที่นางเพิ่งขึ้นรถม้า ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา
นางสวมกระโปรงยาวผ้าแพรเนื้อดี ด้านหลังมีสาวใช้เดินตามมา การแต่งกายอันหรูหราของนางช่างดูขัดกับถนนดินโคลนที่ทั้งขรุขระและสกปรกในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้ในหมู่บ้าน คนที่แต่งตัวเช่นนี้ได้ ดูเหมือนจะมีเพียงเสิ่นช่านที่เพิ่งกลับบ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
ตัวละครอย่างเสิ่นช่านในนิยายต้นฉบับเป็นเพียงชื่อที่ถูกกล่าวถึงเท่านั้น ไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไร หลีเยว่ซูจึงแทบไม่รู้จักนางเลย
แต่คนผู้นี้เป็นคนที่ตระกูลเสิ่นจงใจตามกลับมาเพื่อจัดการกับนาง ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ใช่คนดีอะไรนัก
หลีเยว่ซูยึดหลักว่าหากศัตรูมา ก็รับมือ หากน้ำมา ก็ใช้ดินต้าน จึงยังคงนั่งอยู่บนรถม้าโดยไม่ขยับไปไหน
เสิ่นช่านเดินมาหยุดตรงหน้า ก่อนส่งยิ้มให้ “เจ้าคือภรรยาของน้องสามใช่หรือไม่?”
นางมองสำรวจหลีเยว่ซูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่าในดวงตากลับไม่มีความเป็นศัตรูแม้แต่น้อย
หลีเยว่ซูเลิกคิ้ว ก่อนตอบอย่างใจเย็น “ใช่ ข้าเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นช่านก็ยิ้มออกมา “ข้าคือพี่สาวคนที่สองของเสิ่นเว่ย ชื่อเสิ่นช่าน เพิ่งพบกันครั้งแรก นี่เป็นของขวัญที่พี่สาวคนนี้มอบให้เจ้า หวังว่าน้องสะใภ้จะไม่รังเกียจ”
พูดจบ นางก็หยิบปิ่นเงินประณีตอันหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้ ปิ่นอันนั้นดูดีเสียยิ่งกว่าปิ่นที่ขายอยู่ในร้านเครื่องประดับประจำเมืองเสียอีก
หลีเยว่ซูถูกปฏิกิริยาของนางทำเอางุนงงเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าเสิ่นช่านเป็นคนที่ตระกูลเสิ่นเรียกกลับมาเพื่อจัดการกับนางหรอกหรือ? แล้วนี่มันกลยุทธ์อะไรกันถึงได้พบหน้ากันครั้งแรกก็ให้ของขวัญเสียแล้ว?
หลีเยว่ซูยังไม่ยื่นมือไปรับ ในใจเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสิ่นช่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอดปิ่นที่ปักอยู่บนศีรษะออกมา
“หยกแดงเม็ดนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่นายท่านหลี่มอบให้ข้าเมื่อปีก่อน หวังว่าน้องสะใภ้จะชอบ”
เมื่อเห็นแววตาจริงใจของอีกฝ่าย แม้ในใจหลีเยว่ซูจะยังสงสัย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือไปรับปิ่นเงินมา
“ขอบคุณพี่สาวคนที่สอง” นางหมุนปิ่นในมือเล่นเล็กน้อย ก่อนถามตรง ๆ “พี่สาวยังมีธุระอะไรอีกหรือไม่?”
เมื่อเห็นนางพูดตรงถึงเพียงนี้ สีหน้าของเสิ่นช่านก็แข็งค้างไปเล็กน้อย
นี่คือโอกาสที่นางต้องเดิมพันทุกอย่างเพื่อให้ได้มา และยังเป็นโอกาสเดียวของนางด้วย นางจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด!
เสิ่นช่านกัดฟัน ก่อนหันไปมองสาวใช้ด้านหลัง “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากคุยกับน้องสะใภ้ตามลำพัง”
สาวใช้ขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ยอมถอยออกไป
หลีเยว่ซูมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ ในใจยิ่งรู้สึกสงสัย
นี่เป็นสาวใช้จริง ๆ งั้นหรือ?
เมื่อสาวใช้เดินออกไปไกลแล้ว เสิ่นช่านจึงขยับเข้ามาใกล้หลีเยว่ซูอีกสองก้าว
“น้องสะใภ้ ข้าอยากขอให้เจ้าช่วยข้าสักเรื่อง”
เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและวิงวอนของอีกฝ่าย หลีเยว่ซูก็ประหลาดใจเล็กน้อย
ทำไมรู้สึกว่าเรื่องราวกำลังดำเนินไปคนละทิศทางกับที่นางคิดโดยสิ้นเชิง?
น้ำเสียงของเสิ่นช่านเต็มไปด้วยการอ้อนวอน “ข้ารู้ว่าช่วงนี้เจ้ากำลังเตรียมเปิดโรงเตี๊ยม เจ้าจะต้องต้องการคนช่วยแน่นอน ข้าช่วยเจ้าได้”
“หลายปีมานี้ข้าได้เรียนรู้หนังสือ ข้าขยันทำงาน ไม่ว่าเจ้าจะให้ทำอะไร ข้าก็พร้อมเรียนรู้ทั้งหมด เจ้าช่วย... ช่วยไถ่ตัวให้ข้าได้หรือไม่?”
เมื่อคำว่า “ไถ่ตัว” สองคำสุดท้ายหลุดออกมา หลีเยว่ซูก็ถึงกับนิ่งงัน
“ไถ่ตัว?”
มีเพียงคนที่มีสถานะเป็นทาสและมีสัญญาขายตัวเท่านั้นที่จะใช้คำว่า “ไถ่ตัว”
เสิ่นช่านเป็นบุตรสาวที่แต่งออกจากตระกูลเสิ่น ต่อให้นางจะถูกส่งไปเป็นอนุภรรยา อย่างไรก็ยังเป็นหญิงชาวบ้านที่มีสถานะเป็นอิสระ ไม่ควรต้องพูดถึงเรื่องไถ่ตัวเลยด้วยซ้ำ
เสิ่นช่านรู้ว่านางสงสัย จึงก้มตาลงเล็กน้อย
“ตอนนั้นนายท่านหลี่ถูกใจข้า บอกว่าจะมาสู่ขอ แต่ความจริงแล้วเขาตั้งใจจะซื้อข้าตั้งแต่แรก”
“ท่านแม่ของข้าเอาข้าไปขายเพียงเพราะเงินห้าตำลึง แต่เดิมนายท่านหลี่ก็ไม่ได้คิดจะรับข้าเป็นอนุภรรยาอยู่แล้ว”
น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเสิ่นช่าน
“เขาพาข้ากลับไปเล่นสนุกอยู่เพียงเดือนเดียวก็เบื่อข้าแล้ว ข้าอยู่ในจวนตระกูลหลี่โดยไม่มีใครพึ่งพา ทั้งยังไม่มีเงิน หลายครั้งเกือบต้องตายอยู่ที่นั่น...”
นางใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะค่อย ๆ สงบอารมณ์ลง
“น้องสะใภ้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีเงิน คนในจวนตระกูลหลี่บอกว่า หากข้าหาเงินสามสิบตำลึงมาได้ พวกเขาจะคืนสัญญาขายตัวให้ข้า เจ้าช่วยไถ่ตัวให้ข้าได้หรือไม่?”
หลีเยว่ซูพอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
และความไร้ยางอายกับความโลภของแม่เสิ่นก็ทำให้นางรู้สึกว่าความเข้าใจที่มีต่อผู้หญิงคนนั้นถูกทำลายลงไปอีกขั้น
แต่หลีเยว่ซูไม่ได้ใจอ่อนรับปากทันที
“เท่าที่ข้ารู้ ตอนที่เสิ่นเว่ยถูกส่งไปอยู่กับนักพรตพเนจรบนเขา ตอนนั้นเจ้ายังเป็นเพียงทารกที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย และตอนที่เสิ่นเว่ยกลับมาเมื่อสามปีก่อน เจ้าเองก็แต่งงานออกไปแล้ว พวกเจ้าสองคนแทบไม่ต่างจากคนแปลกหน้า แล้วนับประสาอะไรกับข้า”
“อีกอย่าง เงินสามสิบตำลึงมีค่าเพียงใด เจ้าก็น่าจะรู้ดี แล้วเหตุใดเจ้าถึงคิดว่าข้าจะช่วยเจ้า?”
นางยอมรับว่าบางครั้งตัวเองก็ใจอ่อน แต่ไม่ใช่คนใจบุญจนถึงขั้นช่วยเหลือทุกคนโดยไม่คิดอะไร
ยิ่งวันนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเสิ่นช่าน เรื่องที่อีกฝ่ายพูดมาจะจริงหรือเท็จ ก็ยังไม่มีใครรู้
ใบหน้าของเสิ่นช่านซีดลงเล็กน้อย
“ข้ายอมมอบสัญญาขายตัวให้เจ้า ช่วงหลายปีที่อยู่ในจวนตระกูลหลี่ ข้าได้เรียนรู้การอ่านเขียน ข้าขยันทำงาน รับรองว่าจะช่วยเจ้าได้แน่นอน”
หลังได้รับจดหมายจากตระกูลเสิ่น นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่จะหนีออกจากจวนตระกูลหลี่ และเป็นโอกาสเดียวของนาง
ดังนั้นเงินเก็บส่วนตัวที่สะสมมาหลายปี นางจึงเอาไปมอบให้พ่อบ้านจนหมด เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้กลับมาครั้งนี้
หลังกลับมาถึงบ้านและรู้สถานการณ์ของตระกูลเสิ่น นางรู้สึกสิ้นหวังไม่น้อย
แต่เมื่อได้ยินเรื่องของหลีเยว่ซู นางกลับมองเห็นความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
นางรู้ว่าหลายปีมานี้หลีเยว่ซูรับเด็กกำพร้าทั้งเจ็ดคนมาเลี้ยงเพื่อให้มาช่วยงาน แต่กลับยังให้พวกเขาได้เรียนหนังสือและอ่านเขียน
แม้กระทั่งคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับนางอย่างแม่ลูกตระกูลโม่และแม่ลูกตระกูลเว่ย นางก็ยังยื่นมือเข้าไปช่วย
ดังนั้นเสิ่นช่านจึงคิดว่านางต้องเป็นคนจิตใจดีอย่างแน่นอน
ต่อให้ความหวังนี้จะริบหรี่เพียงใด นางก็ต้องลองดูสักครั้ง
แต่เห็นได้ชัดว่านางประเมินหลีเยว่ซูผิดไป
เมื่อเผชิญหน้ากับคำวิงวอนของนาง หลีเยว่ซูกลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“สามสิบตำลึง เงินจำนวนนี้มากพอให้ข้าซื้อทาสที่ขยันขันแข็งได้ตั้งหลายคน”
เมื่อเห็นเลือดบนใบหน้าของเสิ่นช่านจางหายไปในพริบตา หลีเยว่ซูก็ยังคงมีสีหน้าเย็นชา
“ถ้าข้าเป็นคนใจดีมีเมตตาอย่างที่เจ้าคิด แล้วตระกูลเสิ่นจะมีสภาพอย่างทุกวันนี้หรือ?”
สภาพของตระกูลเสิ่นเป็นอย่างไร เสิ่นช่านเห็นกับตาตัวเอง
แม้จะมีบ้านอิฐกระเบื้องสวยงามเป็นของตัวเอง แต่กลับไม่มีแม้แต่หมั่นโถวสักลูกให้กิน
หลีเยว่ซูไม่สนใจนางอีกต่อไป นางดึงบังเหียนแล้วขับรถม้าออกไปทันที
หากสิ่งที่เสิ่นช่านพูดเป็นเรื่องจริง นางย่อมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่นอน
เสิ่นช่านยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
เป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน...
นางเดินกลับบ้านตระกูลเสิ่นราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างไร
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เสิ่นไม่ได้รีบออกมาต้อนรับและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเหมือนเช่นเคย ส่วนเสิ่นวั่งก็ไม่รู้ว่าไปไหน เหลือเพียงเสิ่นเฉิงไฉที่กำลังนั่งยอง ๆ ผ่าฟืนอยู่ตรงมุมหนึ่ง
นับตั้งแต่ถูกสำนักศึกษาขับออกและก่อเรื่องใหญ่โต เสิ่นเฉิงไฉก็ดูเหมือนจะรู้ความขึ้นมาก
แม้จะไม่ค่อยพูดคุยกับคนในบ้าน และไม่ได้เชื่อฟังแม่เสิ่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เขากลับขยันทำงานมากขึ้น
กล่าวได้ว่างานส่วนใหญ่ภายในบ้านตอนนี้ล้วนเป็นเขาที่จัดการ
เสิ่นช่านเดินเข้าไปหา
“เฉิงไฉ ย่าของเจ้าและพ่อเจ้าไปไหน?”
เสิ่นเฉิงไฉเงยหน้าขึ้น เช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วตอบว่า
“พวกเขาถือของอะไรบางอย่างออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นช่านก็ขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นลางสังหรณ์ไม่ดีก็ผุดขึ้นในใจ
นางรีบวิ่งเข้าไปในห้องของตัวเอง
และก็พบว่า ห่อสัมภาระที่นางนำกลับมาถูกคนรื้อค้น
เสิ่นช่านเปิดห่อออก แต่ไม่ว่าจะค้นหาอย่างไรก็หา ถุงผ้าใบเล็กที่ใช้เก็บเครื่องประดับ ไม่พบ
นั่นคือของที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของนางในตอนนี้!
เสิ่นช่านไม่มีเวลาคิดอะไรอีก รีบวิ่งไปทางเมืองทันที
แต่ในขณะที่นางกำลังจะถึงเมือง นางกลับพบกับแม่เสิ่นและเสิ่นวั่งที่กำลังถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือ เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมความสุขบนใบหน้า
โฆษณา