เมื่อวาน เวลา 13:50 • หนังสือ

บทที่ 88 อย่าทิ้งพวกเราไปนะ ท่านแม่

บทที่ 88 อย่าทิ้งพวกเราไปนะ ท่านแม่
หลี่เยว่ซูชะงักไปเล็กน้อย
เจ้าเมืองประทับตราราชการของตนเอง ออกคำสั่งให้คนของตระกูลหลี่มาหาเรื่องนาง แต่กลับส่งจดหมายสั่งให้พวกเขากลับไป นี่ไม่ใช่การกระทำที่ขัดแย้งกันเองหรอกหรือ?
หลี่เยว่ซูขมวดคิ้ว ก่อนถามด้วยความสงสัย
“ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดจู่ ๆ เจ้าเมืองถึงส่งจดหมายเรียกคนของตระกูลหลี่กลับไป?”
นายอำเภอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“น่าจะเป็นเพราะจดหมายที่ข้าเขียนถึงท่านสวี่มีคำตอบกลับมาแล้ว หากเดินทางด้วยม้าเร็วตามเส้นทางราชการทั้งไปและกลับ ก็น่าจะส่งมาถึงที่ว่าการได้ทันเวลา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเว่ยก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ท่านสวี่ไท่ฝู่ไม่มีทางเดินทางด้วยม้าเร็วตามเส้นทางราชการเพื่อส่งจดหมายมาช่วยคนแน่นอน
ก่อนหน้านี้ที่เขาช่วยลบร่องรอยของเสิ่นเว่ยในอำเภอถงมู่ ก็เท่ากับช่วยปกปิดตัวตนของเขาอยู่แล้ว
หากเดินทางด้วยม้าเร็วตามเส้นทางราชการ คนของจงโจวจะต้องตรวจสอบอย่างแน่นอน และสุดท้ายก็อาจสืบสาวมาถึงตัวเขาได้
ดังนั้น สาเหตุที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะท่านสวี่สั่งให้ไฉ่หยางจัดการเรื่องนี้
เพียงแต่หลี่เยว่ซูยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้
นางประสานมือคำนับนายอำเภออย่างมีมารยาท
“ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ถึงแม้เจ้าเมืองจะไม่เข้ามายุ่ง คนของตระกูลหลี่ก็คงไม่มีทางยอมเลิกราโดยง่าย”
หลี่เยว่ซูยิ้มบาง ๆ
“หากพวกเขามาหาเรื่องอีกครั้ง รบกวนใต้เท้าช่วยดูแลคนในครอบครัวของข้าด้วย เพียงโยนทุกอย่างมาให้ข้า บอกว่าข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่แล้วหลบหนีออกจากคุกก็พอ”
คนก่อเรื่องต้องเป็นคนแก้เรื่อง
หากต้องการจัดการปัญหานี้ให้หมดจด นางจำเป็นต้องพาเสิ่นช่านไปที่ตระกูลหลี่ด้วยตัวเอง
เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ คนของตระกูลหลี่ย่อมต้องคิดลงมือกับคนในครอบครัวของนางแน่ นางจึงต้องรับประกันความปลอดภัยของพวกเขาเสียก่อน
แต่คนอื่นไม่รู้แผนการของนาง กลับคิดว่านางกำลังหมดหนทางจนถึงขั้นยอมเสี่ยงทุกอย่าง
“จะทำแบบนั้นได้อย่างไร!”
นายอำเภอรีบคัดค้านทันที
“ถ้าทำเช่นนั้น ข้อหานักโทษหลบหนีของเจ้าก็จะไม่มีทางล้างออก!”
หลี่เยว่ซูชะงักไป
เมื่อนึกถึงท่าทีของนายอำเภอเมื่อครู่ที่ดูราวกับพร้อมจะเดิมพันด้วยอนาคตทางราชการของตนเอง นางก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย
นางรู้ว่านายอำเภอให้ความสำคัญกับวิชาแพทย์ของนาง แต่ไม่คิดเลยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เขายังคงเลือกที่จะช่วยเหลือนาง
หลี่เยว่ซูจึงปลอบเขา
“ใต้เท้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร”
นายอำเภอเริ่มร้อนใจ
“ฮูหยินเสิ่น ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก!”
เขาไม่อยากเห็นหลี่เยว่ซูต้องแบกรับชื่อเสียงของการเป็นนักโทษหลบหนีไปตลอดชีวิต และยิ่งไม่อยากให้ความสามารถทางการแพทย์อันยอดเยี่ยมของนางต้องถูกฝังไปอย่างน่าเสียดาย
“หากกลายเป็นนักโทษที่ราชสำนักประกาศตามจับ ไม่ใช่เพียงแคว้นเฉินหนานเท่านั้น แต่ทั่วทั้งใต้หล้าก็จะไม่มีที่ให้เจ้าหยัดยืน!”
เขาพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ
“เจ้า...เจ้าทนทิ้งเด็ก ๆ เหล่านี้ไปได้จริง ๆ หรือ?”
ประโยคสุดท้ายราวกับจุดชนวนบางสิ่งขึ้นมาในทันที
“เยว่ซู เจ้าจะไปไหน?”
“ฮูหยิน พวกเราจะไปกับท่านด้วย!”
“อาซู...”
หลี่เยว่ซูนิ่งงัน
นางไม่คิดเลยว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ จู่ ๆ ปลายจมูกก็รู้สึกแสบขึ้นมาเล็กน้อย
เสิ่นจื้ออวี่ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างได้เช่นกัน เขารีบวิ่งเข้ามากอดขานางแน่น
“ท่านแม่ อย่าไปนะ ท่านแม่เคยบอกว่าจะไม่ทิ้งอาอวี่ไป”
เมื่อเห็นเด็กน้อยที่กอดขาของตัวเองแน่น หัวใจของหลี่เยว่ซูก็อ่อนยวบลงทันที
เดิมทีนางเพียงตั้งใจจะจากไปชั่วคราวเท่านั้น
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน ความอาลัยอาวรณ์ก็ยังคงผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่ได้
“อาอวี่เด็กดี ท่านแม่แค่จะจากไปชั่วคราวเท่านั้น พอเรื่องทุกอย่างจบแล้ว ท่านแม่จะกลับมาหาพวกเจ้า”
หลี่เยว่ซูย่อตัวลง
“อาอวี่อยู่บ้านเชื่อฟังพี่ ๆ ก่อนนะ ได้หรือไม่?”
“ไม่!”
เสิ่นจื้ออวี่ส่ายหน้าไม่หยุด เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยสะอื้น
“ท่านแม่สัญญาแล้วว่าจะไม่ทิ้งอาอวี่ จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีก... ท่านแม่พูดไม่จริง! ท่านแม่เป็นคนโกหก! ฮือ...ฮือ...”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา หลี่เยว่ซูก็รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
นางรีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมากอดและปลอบโยน
“อาอวี่เด็กดี ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง... เป็นความผิดของท่านแม่เอง ไม่ร้องแล้วนะ...”
เสิ่นเว่ยมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน
มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากเดินเข้าไปบอกหลี่เยว่ซูเหลือเกินว่า ต่อให้เจ้าเมืองหรือตระกูลหลี่มาหาถึงบ้าน เขาก็สามารถปกป้องทุกคนได้
แต่สติของเขาห้ามเอาไว้เสียก่อน
นายอำเภอสังเกตเห็นบรรยากาศอันเศร้าหมอง จู่ ๆ ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา
เดิมทีเขาเพียงคิดจะใช้เรื่องเด็ก ๆ เกลี้ยกล่อมให้หลี่เยว่ซูเปลี่ยนใจไม่จากไป
แต่ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ ทำให้เขาเริ่มทำอะไรไม่ถูก
เมื่อหลี่เยว่ซูเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของนายอำเภอพอดี จึงได้แต่รู้สึกจนใจ
นางกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย ทว่าเสิ่นทิงอีที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดกลับทนไม่ไหว ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
“ท่านจะไปจริง ๆ หรือ?”
นางกำมือทั้งสองข้างแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดขณะมองหลี่เยว่ซู
“เพียงเพราะเจ้าเมืองคนหนึ่ง... ท่านอยู่ต่อไม่ได้หรือ?”
เห็นได้ชัดว่านางยังมีคำพูดอีกมากที่ไม่ได้พูดออกมา
แต่หลี่เยว่ซูไม่เคยเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้มาก่อน จึงได้แต่ยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง และไม่ได้ทันสังเกตอะไร
ทว่าท่าทางนิ่งงันของนางกลับตกอยู่ในสายตาของเสิ่นทิงอี
เด็กสาวเข้าใจผิดว่านั่นคือการปฏิเสธ
เสิ่นทิงอีจึงลนลานขึ้นมาทันที นางรีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อของหลี่เยว่ซูเอาไว้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนและสะอื้น
“อย่าทิ้งพวกเราไปได้ไหม? พวกเราจะเชื่อฟัง... อย่าทิ้งพวกเราไปนะ ท่านแม่...”
คำว่า “ท่านแม่” คำสุดท้ายแฝงความระมัดระวังเอาไว้อย่างยิ่ง
ราวกับค้อนหนัก ๆ ที่ทุบลงกลางหัวใจของหลี่เยว่ซู
“เจ้า... เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
ใบหูของเสิ่นทิงอีแดงระเรื่อ มือของนางเองก็สั่นเล็กน้อย แต่ยังคงกำแขนเสื้อของหลี่เยว่ซูเอาไว้แน่น
จากนั้นนางก็เรียกออกมาอีกครั้ง
“ท่านแม่...”
ในวินาทีนั้น หัวใจของหลี่เยว่ซูราวกับถูกบางสิ่งกระตุกอย่างแรง ดวงตาของนางพลันร้อนผ่าวจนเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ
นางคิดมาตลอดว่า เมื่อเทียบกับอาเหวินที่เป็นจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์แล้ว อาอี๋ เด็กสาวผู้กล้าหาญและเด็ดขาดคนนี้ต่างหากที่น่าจะรับมือได้ยากกว่า
แต่ไม่คิดเลยว่านางจะเป็นคนแรกที่ยอมเปลี่ยนคำเรียก
หัวใจของหลี่เยว่ซูเต็มไปด้วยความเอ็นดู
นางยกมือขึ้นลูบศีรษะเสิ่นทิงอีเบา ๆ สีหน้าทั้งหมดอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านแม่จะไม่ทิ้งพวกเจ้า พวกเจ้าเป็นสมบัติล้ำค่าของท่านแม่ พวกเจ้าอยู่ที่ไหน ท่านแม่ก็จะอยู่ที่นั่น”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด
นางได้มองเด็กทั้งสี่คนเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเองไปแล้ว
ส่วนสองสามีภรรยาผู้เฒ่าหลิว แม่ลูกตระกูลโม่ เสิ่นทานทั้งเจ็ดคน รวมถึงเสิ่นเว่ยและเว่ยหลิง ก็ล้วนถูกนางมองว่าเป็นครอบครัวของตัวเองมานานแล้ว
ในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ นางค่อย ๆ มีความรู้สึกว่าตัวเองมีบ้านโดยไม่รู้ตัว
ตลอดสองชีวิตที่ผ่านมา นางเคยมีความรู้สึกเช่นนี้กับเพียงเพื่อนสนิทของตัวเองเท่านั้น
ชั่วขณะนั้น หลี่เยว่ซูพลันคิดถึงเพื่อนรักของตัวเองขึ้นมาอย่างมาก
……
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของนางไปแตะต้องหัวใจของเสิ่นทิงอี หรือเป็นเพราะหัวใจที่แขวนค้างอยู่ของเด็กสาวได้ผ่อนคลายลงในที่สุด
หยาดน้ำตาของเสิ่นทิงอีพลันไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
นางโผเข้าไปกอดหลี่เยว่ซูแน่น ราวกับต้องการดูดซับพลังจากร่างของนางแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
หากในตอนนั้น ท่านแม่ของนางก็ยืนกรานที่จะอยู่กับนางและพี่ชายอย่างหนักแน่นเช่นนี้...
ถ้าอย่างนั้น พวกเขาจะยังต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนและเปลี่ยนชื่อแซ่หรือไม่?
อาจเป็นเพราะฝาแฝดชายหญิงมีสายสัมพันธ์ทางใจบางอย่าง
เสิ่นทิงเหวินแทบจะเดาความคิดของน้องสาวออกได้ในทันที
ดวงตาของเขาก็แดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นอี้หมินสังเกตเห็นปฏิกิริยาของเขา จึงยื่นมือไปตบไหล่เบา ๆ เพื่อปลอบโยนโดยไม่พูดอะไร
นายอำเภอรู้สึกเลือนรางว่าครอบครัวนี้ดูแปลก ๆ อยู่บ้าง
แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่ซูยอมอยู่ต่อในที่สุด เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าเมื่อคิดถึงคำพูดของคนตระกูลหลี่ก่อนจากไป เขาก็อดเป็นกังวลขึ้นมาอีกไม่ได้
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องก็ลอยมาแต่ไกล
ทุกคนหันกลับไปมอง
ก็เห็นชายหลายคนกำลังควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
บนหลังม้าของแต่ละคนล้วนมีคนผู้หนึ่งถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเสื้อผ้า
คนที่ถูกมัดเหล่านั้น...
กลับเป็นคนของตระกูลหลี่ที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่นี้!
เมื่อมองเห็นชายที่ขี่นำหน้ามาอย่างชัดเจน สีหน้าของนายอำเภอก็เปลี่ยนไปทันที
เขารีบก้าวออกไปต้อนรับ
“ท่านเจ้าเมือง! เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ได้?”
โฆษณา