เมื่อวาน เวลา 13:51 • หนังสือ

บทที่ 90 มองเพียงว่าคุ้มค่าหรือไม่

บทที่ 90 มองเพียงว่าคุ้มค่าหรือไม่
ล้วนเป็นชาวบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แม้หลี่เยว่ซูจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
นางอุ้มเสิ่นจื้ออวี่กลับเข้าบ้าน
ทันทีที่กลับถึงบ้าน ทุกคนก็พากันเข้ามารุมล้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง กลัวว่านางจะได้รับความไม่เป็นธรรมในคุก
เพื่อบำรุงร่างกายให้นางอย่างเต็มที่ ท่านแม่โม่กับป้าหลิวถึงกับช่วยกันทำอาหารเลี้ยงมื้อใหญ่ เต็มโต๊ะล้วนเป็นเนื้อสัตว์ แม้แต่น้ำแกงก็ยังเป็นไก่แก่ตุ๋นทั้งตัว
หลี่เยว่ซูทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ไม่ออก แต่ภายในใจก็อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ตลอดสองชาติที่ผ่านมา ดูเหมือนในที่สุดนางก็ได้สัมผัสถึงความหมายของคำว่า ครอบครัว อย่างแท้จริง
ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมอาหาร เสิ่นเว่ยกลับแอบเดินไปยังมุมหนึ่งของลานด้านหลัง
เงาร่างราวกับภูตผีพลันปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
“นายท่าน ข้าน้อยทำตามคำสั่งของท่าน ปลอมแปลงจดหมายจากสวี่ไท่ฝู่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ไม่ทันสกัดจดหมายที่นายอำเภอส่งไปยังเมืองฉงโจว หากจดหมายตอบกลับจากสวี่ไท่ฝู่มาถึงจริง เกรงว่าเรื่องจะถูกเปิดโปง”
“ไม่มีทาง”
เสิ่นเว่ยตอบอย่างมั่นใจ
ใบหน้าธรรมดาสามัญของเขาในยามนี้กลับแผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา
“ในเมื่อเขาช่วยลบร่องรอยของข้าที่นี่ เขาย่อมไม่ปล่อยให้คนจากเมืองฉงโจวรู้เบาะแสเกี่ยวกับการปรากฏตัวของข้า เรื่องนี้ไม่ต้องใส่ใจอีก”
พูดจบ เขาพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“แคว้นเฉินหนานไม่ต้องการเจ้าเมืองที่สมคบคิดกับพ่อค้า เจ้าไปตรวจสอบดู”
“ขอรับ”
ชายผู้นั้นรับคำสั่ง ก่อนกระโดดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน
……
ป้าหลิวกับท่านแม่โม่ช่วยกันทำอาหาร ไม่นานอาหารทุกอย่างก็พร้อมขึ้นโต๊ะ
ขณะที่ทุกคนกำลังจะนั่งลงกินข้าว จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
ท่านแม่โม่สงสัยจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู
ทันทีที่เปิดออก ก็เห็นเสิ่นช่านกำลังวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ หายใจหอบจนแทบพูดไม่เป็นคำ
“น้อง...น้องสะใภ้ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
นางรีบวิ่งเข้ามา สายตากวาดมองหาหลี่เยว่ซูอย่างร้อนรน
เมื่อเห็นหลี่เยว่ซูนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างปลอดภัย บนร่างกายไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย นางจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในที่สุด
หลังจากได้รู้จากเจ้าของหอชิงเฟิงว่าหลี่เยว่ซูกลับถึงบ้านแล้ว นางก็รีบวิ่งกลับมาทันที ระหว่างทางแทบไม่ได้หยุดพักเลย
เมื่อความกังวลที่แขวนค้างอยู่ในใจคลายลงในที่สุด ขาทั้งสองข้างของนางก็อ่อนแรง จนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที
ถึงตอนนี้เสิ่นช่านจึงเพิ่งรู้สึกว่าขาของตัวเองชาและสั่นไปหมด
หลี่เยว่ซูถือ ตะเกียบ ค้างอยู่นาน
ระหว่างทางกลับมา นางรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเหมือนลืมอะไรบางอย่าง
และในเวลานี้เอง นางถึงเพิ่งนึกออกว่า...
นางลืมเสิ่นช่านเอาไว้ที่หอชิงเฟิง
หลี่เยว่ซูไม่ได้พูดอะไร คนอื่น ๆ จึงไม่มีใครพูดเช่นกัน เพียงแต่สายตาที่มองเสิ่นช่านไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
อย่างไรเสีย เหตุการณ์ที่หลี่เยว่ซูต้องเผชิญมาตลอดหลายวันมานี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากเสิ่นช่าน
บางทีสายตาของทุกคนอาจชัดเจนเกินไป เสิ่นช่านจึงเพิ่งรู้ตัว นางเงยหน้าขึ้น และสบเข้ากับสายตาเย็นชาและเต็มไปด้วยความตำหนิของทุกคน
หัวใจของนางกระตุกวูบ
เสิ่นช่านพยุงขาที่กำลังสั่นเทาของตัวเองลุกขึ้น ก่อนยืนอย่างเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่เยว่ซูจึงเอ่ยทำลายความเงียบ
“ป้าหลิว เพิ่มถ้วยกับตะเกียบอีกชุดหนึ่ง”
เสิ่นช่านเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนมองหลี่เยว่ซูอย่างระมัดระวัง
อีกฝ่ายมองนางอย่างสงบนิ่ง
“อย่ายืนอยู่ตรงนั้น มานั่งกินข้าวเถอะ”
ดูเหมือนนางจะไม่ได้คิดตำหนิเสิ่นช่านเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริง ในบางแง่มุม เสิ่นช่านกับนางก็มีส่วนคล้ายกันอยู่ไม่น้อย
ต่างคนต่างพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด
เดิมทีเสิ่นช่านคิดจะให้นางช่วยไถ่ตัว แต่กลับไม่คิดเลยว่าการกระทำของตนจะทำให้นางล่วงเกินตระกูลหลี่
ในช่วงเวลาที่หลี่เยว่ซูถูกขังอยู่ในคุก เสิ่นช่านมีโอกาสหลบหนีไปนับครั้งไม่ถ้วน และสามารถตัดขาดจากตระกูลหลี่ได้อย่างสิ้นเชิง
แต่เสิ่นช่านไม่ได้ทำเช่นนั้น
เมื่อรู้ว่านางกลับมาแล้ว สิ่งแรกที่ทำกลับเป็นการรีบวิ่งกลับมา
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้หลี่เยว่ซูตัดสินใจให้อภัยเรื่องก่อนหน้านี้แล้ว
นางไม่เคยเป็นคนกลัวปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นางมองเพียงว่า...
คุ้มหรือไม่คุ้มค่า
เสิ่นช่านไม่เพียงช่วยนางดูแลกิจการหอสุราได้เท่านั้น นิสัยใจคอยังผ่านการพิสูจน์มาแล้ว
ดังนั้น...
คนผู้นี้คุ้มค่าที่จะเก็บเอาไว้
เสิ่นช่านไม่รู้เลยว่าหลี่เยว่ซูกำลังคิดจะฝึกให้นางเป็นผู้ดูแลหอสุรา
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่ซูไม่ได้คิดเอาความ นางก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาคลอ
“น้องสะใภ้...ขอบคุณเจ้า”
นอกจากสามคำนี้ นางก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรพูดอะไรอีก
หลี่เยว่ซูพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่ซูไม่คิดจะเอาเรื่อง ทุกคนแม้จะยังไม่พอใจอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
เพียงสายตาที่มองเสิ่นช่านยังคงไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
เสิ่นช่านเองก็รู้ว่าทุกคนไม่ชอบนาง จึงนั่งกินข้าวอย่างสำรวมอยู่ตรงมุมหนึ่ง
หลังจากกินเสร็จ นางยังเป็นฝ่ายอาสาไปล้างจานด้วยตัวเอง
ป้าหลิวกับท่านแม่โม่เป็นคนมีน้ำใจต่อผู้อื่นมาโดยตลอด
แต่เมื่อเสิ่นช่านเสนอตัวจะล้างจาน ทั้งสองกลับไม่พูดอะไรสักคำ เพียงวางจานทั้งหมดไว้บนโต๊ะ แล้วปล่อยให้นางจัดการเองโดยไม่คิดช่วย
เสิ่นช่านไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว
นางลงมือล้างอย่างคล่องแคล่ว แถมยังเช็ดโต๊ะไปกลับถึงสามรอบเต็ม ๆ
หลี่เยว่ซูมองทุกอย่างอยู่ในสายตา ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
นางรู้ว่าป้าหลิวกับท่านแม่โม่กำลังระบายความโกรธแทนนาง
แม้ตัวนางจะไม่ได้โกรธเสิ่นช่านแล้ว แต่หากเสิ่นช่านต้องการหลอมรวมเข้ากับทุกคนอย่างแท้จริง ก็ต้องเป็นฝ่ายดับความไม่พอใจในใจของทุกคนด้วยตัวเอง
……
หลังจากกินข้าวเสร็จ ดูเหมือนเสิ่นจื้ออวี่จะเชื่อแล้วว่าท่านแม่จะไม่จากไปจริง ๆ
เด็กน้อยจึงยอมออกจากอ้อมแขนของหลี่เยว่ซูเสียที ก่อนลากเว่ยหลิงไปเล่นด้วยกัน
ในที่สุดเสิ่นเว่ยก็มีโอกาสเข้าใกล้นาง
เขาปรับสีหน้า เตรียมจะเดินเข้าไปพูดกับหลี่เยว่ซู
แต่ป้าหลิวกลับเดินเข้ามาเสียก่อน
“เยว่ซู ผู้ใหญ่บ้านมา บอกว่าต้องการคุยกับเจ้าเรื่องที่พวกเราคุยกันคราวก่อน”
หลี่เยว่ซูชะงัก
จากนั้นจึงนึกเรื่องที่เคยคุยกับผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาได้
เพราะเรื่องของตระกูลหลี่เข้ามาวุ่นวาย ทำให้นางเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
พูดจบ นางก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าของเสิ่นเว่ยแม้แต่น้อย
เสิ่นเว่ย “...”
หลี่เยว่ซูเชิญผู้ใหญ่บ้านเข้ามาในบ้าน ก่อนรินน้ำชาให้เขาหนึ่งถ้วย
ผู้ใหญ่บ้านรีบกล่าวขอบคุณ
เขากวาดตามองการตกแต่งภายในบ้านที่เรียบง่ายแต่ดูสง่างาม ก่อนอดถอนหายใจไม่ได้
“เมื่อก่อนบ้านเจ้าเป็นบ้านที่ยากจนและทรุดโทรมที่สุดในหมู่บ้านแท้ ๆ แต่ผ่านไปเพียงไม่นาน ไม่แน่ว่าทั้งสิบลี้รอบหมู่บ้านนี้อาจหาใครที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าบ้านเจ้าไม่ได้แล้ว”
หลี่เยว่ซูยิ้มบาง ๆ พลางรินชาให้ตัวเองอีกถ้วย
“แต่ละครอบครัวก็มีความสุขในแบบของตัวเอง ข้าต้องเลี้ยงเด็ก ๆ ตั้งมากมาย อย่างไรก็ต้องพยายามให้มากหน่อย”
ผู้ใหญ่บ้านมองนางด้วยแววตาชื่นชม
ไม่มีความผิดหวังหรือความขุ่นเคืองเหมือนแต่ก่อนหลงเหลืออยู่เลย
“เจ้าเป็นเด็กดีจริง ๆ ช่วงก่อนหน้านี้คงยุ่งอยู่กับเรื่องหอสุราใช่ไหม? อีกทั้งยังต้องเตรียมเปิดร้านยาแห่งใหม่ ส่วนเสิ่นเหล่าซานก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้มากนัก เจ้าจึงต้องพักอยู่ที่หอสุราตลอด จนเพิ่งได้กลับมาวันนี้?”
มือที่กำลังถือถ้วยชาของหลี่เยว่ซูหยุดชะงัก
นางเงยหน้าขึ้น และพอดีกับที่สบเข้ากับสายตาสำรวจของผู้ใหญ่บ้าน
ด้วยความฉลาดของนาง เพียงชั่วพริบตาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
หลี่เยว่ซูค่อย ๆ วางถ้วยชาลง
“ผู้ใหญ่บ้าน หากมีอะไรอยากพูด ก็พูดมาตรง ๆ เถอะ”
ผู้ใหญ่บ้านยกมือเกาจมูกอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
“บ้านเหล่าซาน เรื่องนั้น...ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าถูกจับไปที่ว่าการอำเภอ เรื่องนี้จริงหรือ?”
แววตาของหลี่เยว่ซูไหววูบ
นางพลันนึกถึงชาวบ้านหลายคนที่มีสีหน้าประหลาด ซึ่งนางเห็นตอนกลับมาถึงบ้านวันนี้
นางยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า
“เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น รถม้าที่มาส่งพวกเรากลับมาในวันนี้ นายอำเภอยังเป็นคนจัดการให้ด้วยตัวเองเลย”
เรื่องนี้ขอเพียงไปถามที่ตลาดในเมืองก็รู้แล้วว่าจริงหรือเท็จ
ผู้ใหญ่บ้านจึงรู้ว่านางไม่ได้โกหก และแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่สีหน้ากลับยังคงลำบากใจอยู่
เขาถอนหายใจ
“เรื่องที่เจ้าพูดไว้ก่อนหน้านี้ ข้าไปถามคนในหมู่บ้านมาแล้ว แต่เกรงว่า...เกรงว่าคงทำไม่ได้”
สีหน้าของหลี่เยว่ซูไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
“เป็นเพราะเรื่องที่ข้าถูกจับไปว่าการอำเภอหรือ?”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจและพยักหน้า
สายตาที่มองหลี่เยว่ซูเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“จริง ๆ แล้วเพราะมีตัวอย่างของสองสามีภรรยาผู้เฒ่าหลิวอยู่ก่อน คนในหมู่บ้านกว่าครึ่งก็เต็มใจจะลองทำดู แต่พอได้ยินว่าเจ้าถูกจับไปที่ว่าการอำเภอแล้ว ก็...”
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เยว่ซูเริ่มเคร่งลง ผู้ใหญ่บ้านก็รีบอธิบาย
“ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราย่อมหวาดกลัวทางการเป็นธรรมดา ทุกคนก็เพียงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กลัวว่าจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ไม่ได้มีเจตนาต่อต้านเจ้า เจ้าต้องอย่าคิดมากนะ”
หลี่เยว่ซูเข้าใจเหตุผลนี้ดี และเข้าใจความคิดของทุกคนด้วย
ที่สีหน้าของนางเปลี่ยนไป...
เป็นเพราะเรื่องอื่นต่างหาก
“คนของทางการมาจับข้าที่หอสุราในเมืองข้าง ๆ แล้วเหตุใดคนในหมู่บ้านถึงรู้เรื่องนี้ได้?”
ท่านแม่โม่และคนอื่น ๆ ไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้ไปป่าวประกาศไปทั่วแน่นอน
ส่วนข่าวจากเมืองข้าง ๆ ก็ไม่มีทางแพร่กระจายมาถึงหมู่บ้านได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ถ้าอย่างนั้น...ใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าว?
โฆษณา