เมื่อวาน เวลา 13:52 • หนังสือ

บทที่ 92 ไปบ้านตระกูลซุน

บทที่ 92 ไปบ้านตระกูลซุน
ตะกร้าไข่ไก่กับเนื้อหมูมีน้ำหนักไม่น้อย หลีเยว่ซูจึงยื่นให้เสิ่นเว่ยถือไปตามธรรมชาติ
แม้สมองของเขาจะไม่ค่อยปกตินัก แต่เรี่ยวแรงในร่างกายยังมีอยู่มาก ปกติเขาก็มักช่วยนางถือของอยู่เสมอ
ทั้งสองคนต่างไม่ทันสังเกตเลยว่า ท่าทางของพวกเขาช่างเป็นธรรมชาติเพียงใด
……
บ้านตระกูลซุนตั้งอยู่ริมสุดของหมู่บ้าน
จากที่ป้าหลิวเล่าให้ฟัง เพื่อหาเงิน โจวซื่อจึงขายบ้านของตัวเองไป แล้วเช่ากระท่อมฟางหลังหนึ่งบนเนินเขาจากหลี่เจิ้ง ตอนนี้คนทั้งสามจึงต้องเบียดเสียดกันอยู่ในกระท่อมหลังนั้น
กระท่อมค่อนข้างทรุดโทรม ราวกับเสื้อผ้าตัวหนึ่งที่ถูกปะชุนแล้วปะชุนอีกจนสวมมานานหลายปี แต่เมื่อเทียบกับบ้านเก่าของหลีเยว่ซูในตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ กลับยังถือว่าดีกว่ามาก
เจ้าของร่างเดิมไม่เคยมองที่นั่นเป็นบ้านของตัวเอง จึงยึดห้องที่ดีที่สุดเอาไว้ให้ตัวเอง ส่วนเรื่องคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่เคยสนใจ
แต่แม้ตระกูลซุนจะอาศัยอยู่ในกระท่อมฟาง ทว่าแม้แต่ตามร่องพื้นอิฐหน้าประตูยังไม่มีหญ้าขึ้นสักต้น เห็นได้ชัดว่ามีคนคอยทำความสะอาดดูแลเป็นอย่างดี
คนที่ทำเรื่องเหล่านี้ได้ ย่อมมีเพียงโจวซื่อเท่านั้น
แม้ยังไม่ได้พบหน้า หลีเยว่ซูก็พอจะมีภาพคร่าว ๆ ของโจวซื่ออยู่ในใจแล้ว
นางรับตะกร้าจากมือเสิ่นเว่ย กำลังจะยกมือเคาะประตู
แต่ทันทีที่ยกมือขึ้น ประตูไม้เก่า ๆ ก็เปิดออกจากด้านในเสียก่อน หญิงสาวคนหนึ่งถือกะละมังน้ำเดินออกมา
หญิงสาวดูอายุยังไม่มาก น่าจะเพิ่งยี่สิบต้น ๆ บนแก้มมีลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้าง
ดูเหมือนนางจะพบเจอเรื่องน่ายินดีบางอย่าง บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้ดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเมื่อเห็นหลีเยว่ซูกับเสิ่นเว่ย รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวก็หายไปในพริบตา
นางถือกะละมังแล้วสาดน้ำออกไปตรง ๆ
หลีเยว่ซูยืนอยู่กับที่ไม่ได้ขยับ น้ำที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นพุ่งผ่านข้างกายนางไป แต่เมื่อน้ำกระเซ็นลงพื้นกลับปะปนกับดินโคลนจนกระเด็นเปื้อนชายกระโปรงของนาง
เสิ่นเว่ยขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อเห็นคนข้างกายยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง เขาก็ไม่ได้ทำอะไร
ราวกับหลีเยว่ซูไม่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ นางยังคงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า
“ได้ยินจากหลี่เจิ้งว่า ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านมีเพียงพี่สะใภ้ตระกูลซุนที่ยินดีร่วมงานผลิตยากับข้า พวกเราจึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียน”
ขณะที่พูด นางยื่นตะกร้าในมือออกไป ท่าทางราวกับมาเยี่ยมญาติธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
โจวซื่อไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองตะกร้า นางยืนขวางอยู่หน้าประตู ไม่คิดจะเปิดทางให้ทั้งสองเข้าไป
“มีอะไรจะให้ทำก็บอกมา ข้าทำเอง”
พูดตามตรง รูปร่างหน้าตาของโจวซื่อจัดอยู่ในประเภทน่ารัก แม้แววตาจะมีความเหนื่อยล้าเกินวัยอยู่หลายส่วน แต่ถึงอย่างไรก็ยังทำให้คนรู้สึกว่านางไม่น่าจะเป็นคนดุร้ายได้
หลีเยว่ซูยิ้มบาง ๆ
“พี่สะใภ้ ไม่ทราบว่าข้าขอเข้าไปดูอาการของพี่ใหญ่ซุนได้หรือไม่?”
โจวซื่อขมวดคิ้วทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
“อะไร จะให้ข้าผลิตยาให้เจ้าด้วย ต้องดูคนด้วยหรือ? วางใจเถอะ ขาของสามีข้าหัก ไม่ใช่มือ ถึงจะมีงานบางอย่างที่ทำไม่ได้ ก็ยังมีข้าอยู่!”
“พี่สะใภ้ตระกูลซุนเข้าใจผิดแล้ว”
หลีเยว่ซูไม่ได้โกรธกับคำพูดของนางแม้แต่น้อย
“ข้าเป็นหมอ วันนี้ที่มาพูดคุยเรื่องการผลิตยาเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะอยากตรวจดูขาของพี่ใหญ่ซุนด้วย”
“อย่างไรเสียพี่ใหญ่ซุนก็ได้รับบาดเจ็บเพราะเสิ่นเว่ย พวกเราย่อมต้องรับผิดชอบ”
แววตาของนางจริงใจ น้ำเสียงจริงจัง ทำให้โจวซื่อชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อคิดถึงบางอย่างขึ้นมา นางก็แค่นเสียงเย็น
“ไม่ต้องมาทำเป็นใจดีที่นี่! ขาของสามีข้ารักษาไม่ได้ ข้าก็ยังเลี้ยงดูเขาได้!”
เมื่อสัมผัสได้ว่าความเป็นศัตรูของอีกฝ่ายดูจะรุนแรงขึ้น หลีเยว่ซูก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย
“ขาของพี่ใหญ่ซุนหักจากการตกจากที่สูง แม้จะผ่านมาเกินหนึ่งปีแล้ว แต่ข้า…”
“พวกเราไม่ต้องการความสงสารจากเจ้า!”
โจวซื่อขัดขึ้นทันที
“ถ้าเจ้าสงสารคนจนล้นเหลือ ก็กลับไปสงสารเด็ก ๆ ที่บ้านของเจ้าเถอะ!”
พูดจบ นางก็ไม่รอให้หลีเยว่ซูตอบโต้ ยกมือปิดประตูอย่างแรง
ปัง!
ประตูไม้เก่าทรุดโทรมสั่นคลอนไปหลายครั้ง ดูราวกับพร้อมจะหลุดลงมาได้ทุกเมื่อ
หลีเยว่ซูมองประตูที่ปิดสนิทตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ อยู่นาน
นางคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าโจวซื่อที่ดูน่ารักและเป็นมิตร จะมีนิสัยเหมือนประทัดเช่นนี้ จุดนิดเดียวก็ระเบิดทันที
เสิ่นเว่ยที่ยืนทำหน้าที่เป็นฉากหลังอยู่ข้าง ๆ ยังคงไม่พูดอะไร เพียงมองคนข้างกายอย่างอยากรู้อยากเห็น ราวกับอยากรู้ว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่หลีเยว่ซูเพียงถอนหายใจ แล้วหันกลับมา
“พวกเราไปกันเถอะ”
เสิ่นเว่ยประหลาดใจ
คนที่เขารู้จักไม่ใช่หลีเยว่ซูที่ยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้เสียหน่อย
“อาซู นี่เรียกว่ามาตอบแทนน้ำใจหรือ?”
หลีเยว่ซูมองตะกร้าในมือ แล้วส่ายหน้า
“วิธีของเรายังไม่ถูกต้องต่างหาก กลับไปข้าจะให้คนทำของบางอย่างขึ้นมา คราวหน้าค่อยมาใหม่”
ดูเหมือนนางจะไม่ได้ท้อแท้แม้แต่น้อย ไม่มีท่าทีถูกกระทบกระเทือนจากเรื่องเมื่อครู่เลย
เสิ่นเว่ยรู้สึกสงสัย แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะถามอย่างไร หลีเยว่ซูก็เดินจากไปแล้ว
ของในตะกร้านางไม่ได้ทิ้งเอาไว้
ด้วยนิสัยของโจวซื่อ หากนางทิ้งของไว้ อีกฝ่ายคงคิดว่านางกำลังสงสาร แล้วต่อให้ปล่อยให้ของเน่าเสียก็คงไม่ยอมรับไว้แน่นอน
……
กระท่อมฟางของตระกูลซุนตั้งอยู่บนเนินแห่งหนึ่ง
ตอนที่หลีเยว่ซูพาเสิ่นเว่ยเดินลงจากเนิน ก็พอดีกับที่ป้าจ้าวออกมาตากผ้า
ป้าจ้าวเคยเสียเปรียบในมือหลีเยว่ซูมาก่อน และด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของนาง เพียงมองแผ่นหลังของหลีเยว่ซูก็จำได้ทันที
นางมองถนนด้านหลังของทั้งสอง แล้วรู้สึกประหลาดใจ
บนเนินนี้มีเพียงตระกูลซุนอาศัยอยู่ แล้วสามีภรรยาเสิ่นเหล่าซานขึ้นไปทำอะไรกัน?
ไม่รู้ว่านางคิดอะไรขึ้นมา ป้าจ้าวถึงกับไม่ตากผ้าต่อแล้ว วางกะละมังลงก่อนวิ่งออกไปอย่างดีอกดีใจ
……
หลังจากไล่หลีเยว่ซูไปแล้ว โจวซื่อก็วางกะละมังลงกับพื้นอย่างแรง โกรธจนแทบมองไม่เห็นลักยิ้มบนแก้ม
ภายในบ้านดูกว้างขวางพอสมควร ตรงกลางยังใช้ม่านกั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ เฟอร์นิเจอร์รอบด้านมีไม่มาก และล้วนเก่าโทรมทั้งสิ้น
บนเตียงชิดผนังมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่คนหนึ่ง
ชายคนนั้นดูแข็งแรงกำยำ แต่สภาพจิตใจกลับย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดูราวกับสูญเสียความหวังต่อชีวิตไปแล้ว เต็มไปด้วยความหม่นหมอง
คนผู้นี้ก็คือซุนหมิงต๋า
บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูย่อมไม่อาจรอดพ้นหูของเขาได้
“ซานเอ๋อร์ คำพูดที่เจ้าพูดเมื่อครู่นี้…จะไม่แรงเกินไปหน่อยหรือ?”
โจวซื่อเดินไปนั่งลงข้างเตียง
“ข้าไม่ได้สาดน้ำใส่นางก็นับว่าไว้หน้ามากแล้ว! หากนางมีความจริงใจจริง เหตุใดถึงเพิ่งมาหาพวกเราหลังจากผ่านไปตั้งปี? คนตระกูลเสิ่นไม่มีใครดีสักคน!”
ซุนหมิงต๋าจนปัญญา เขามองโจวซื่อด้วยแววตาที่มีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“เจ้านี่นะ ปากแข็งใจอ่อนจริง ๆ ตอนนั้นหยางซื่อจากตระกูลเสิ่นให้เจ้าไปขอเงินจากบ้านสาม เจ้าเห็นใจเด็ก ๆ หลายคนที่ถูกหลีซื่อรังแก จึงไม่เคยพูดเรื่องนี้ออกมาเลยสักคำ ตอนนี้บ้านเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว หลีซื่อก็ปฏิบัติต่อเด็ก ๆ ดีขึ้นแล้ว เหตุใดยังต้องดุนางถึงเพียงนี้อีก?”
โจวซื่อทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจ
“ใครจะรู้ว่านางเปลี่ยนไปจริงหรือเปล่า? เจ้าดูตระกูลเสิ่นตอนนี้สิ ความดีความชอบกว่าครึ่งล้วนเป็นของหลีเยว่ซู! ใครจะรู้ว่าตอนนี้นางดีกับเด็ก ๆ ด้วยใจจริงหรือเปล่า!”
สามีของนางต้องกลายเป็นคนพิการเพราะเสิ่นเว่ย แน่นอนว่าในใจโจวซื่อย่อมมีความโกรธแค้น
หากไม่ใช่เพราะเห็นใจเด็ก ๆ หลายคนของเสิ่นอี้หมิง นางคงถือมีดไปทวงเงินจากหลีเยว่ซูถึงบ้านตั้งนานแล้ว!
ซุนหมิงต๋าเป็นเพียงชาวบ้านชนบทที่อ่านหนังสือมาไม่กี่ตัว สมองจึงไม่ได้ว่องไวมากนัก เมื่อได้ฟังคำพูดของโจวซื่อ เขาก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
เขาเพียงเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนต้องทำให้ผู้หญิงดี ๆ อย่างซานเอ๋อร์ต้องลำบากไปด้วย
ในเวลานั้นเอง ม่านที่แขวนอยู่ภายในห้องพลันถูกเปิดออก
ชายชราผอมแห้งคนหนึ่งที่ใบหน้าซีดเซียวและมีผมขาวโพลนโผล่ออกมา
“ซานเอ๋อร์ เมื่อครู่ใครมาหรือ?”
ชายชราผู้นี้อายุมากแล้ว ร่างกายก็ไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่จึงเอาแต่นอนหลับอยู่บนเตียง เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นด้านนอก เขาไม่ได้ยินแม้แต่น้อย
“ไม่มีใครหรอก”
โจวซื่อรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
“ท่านพ่ออยากดื่มน้ำหรือไม่?”
โฆษณา