เมื่อวาน เวลา 13:54 • หนังสือ

บทที่ 94 ลูบหัว

บทที่ 94 ลูบหัว
หลีเยว่ซูไม่เคยมีประสบการณ์ฉลองปีใหม่มาก่อน ยิ่งไม่รู้ว่าจะต้องจัดเตรียมบ้านอย่างไรในช่วงปีใหม่ นางจึงทำได้เพียงคอยขอคำแนะนำจากป้าหมอม่อกับป้าหลิว และจดรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมเอาไว้
ในความทรงจำของนาง นางไม่เคยฉลองปีใหม่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเลยสักครั้ง
ทุกคนในองค์กรล้วนเป็นเพียงเครื่องมือหาเงินขององค์กร ไม่ว่าจะเทศกาลไหนหรือวันธรรมดา ทุกอย่างก็ไม่ต่างกัน
แต่หากช่วงปีใหม่เพื่อนสนิทของนางไม่มีภารกิจ นางก็มักจะมาหาที่ห้องทดลอง ทั้งสองคนจะกินอาหารส่งท้ายปีด้วยกันในห้องครัวเล็ก ๆ
ไม่รู้ว่าตอนนี้นางไม่ได้อยู่แล้ว เสี่ยวอวี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
ตามธรรมเนียมขององค์กร พวกเขาย่อมไม่เสียเวลาค้นหาร่างของนางในซากปรักหักพัง และยิ่งไม่มีทางจัดการเรื่องหลังความตายให้
ห้องทดลองถูกระเบิดจนไม่เหลือแม้แต่ซาก ต่อไปหากเสี่ยวอวี้อยากเซ่นไหว้ให้นาง เกรงว่าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหว้ที่ไหน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงของนางรุนแรงเกินไปหรือไม่
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ อีกห้วงกาลเวลาหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งสวมชุดหนังรัดรูป รูปร่างร้อนแรง แต่ใบหน้ากลับน่ารักอ่อนโยน พลันหันกลับมา
สายตาของนางมองไปยังทิศทางที่ห้องทดลองของเพื่อนสนิทเคยระเบิด
เพียงเวลาไม่กี่เดือน ที่ตรงนั้นกลับสร้างห้องทดลองแห่งใหม่ขึ้นมาแล้ว
ทุกอย่างดูเหมือนเดิมแทบไม่ผิดเพี้ยน ราวกับเหตุการณ์ระเบิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นี่คือองค์กร
ไม่ว่าคนคนนั้นจะสำคัญเพียงใด เมื่อสูญเสียคุณค่าไปแล้ว แม้แต่ร่องรอยก็ไม่มีสิทธิ์เหลืออยู่
ในเวลานั้นเอง ร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง
“พี่เสี่ยวอวี้ เรื่องที่พี่ให้ข้าตรวจสอบมีเบาะแสแล้วครับ”
……
รายการที่ป้าหมอม่อกับป้าหลิวจดไว้มีค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึงปีใหม่ หลีเยว่ซูจึงตั้งใจทยอยซื้อทีละอย่าง
เช่นเดียวกับทุกครั้ง นางไปดูร้านอาหารแห่งใหม่ในเมืองข้างเคียงก่อน
หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เสิ่นช่านกลับเป็นห่วงเรื่องร้านอาหารยิ่งกว่าหลีเยว่ซูเสียอีก ถึงขั้นย้ายไปพักอยู่ที่ร้านอาหารโดยตรง
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ความคืบหน้าในการตกแต่งร้านจึงเร็วกว่าที่าหลีเยว่ซูคาดเอาไว้มาก
หลีเยว่ซูเดินดูคร่าว ๆ ก่อนจะเตรียมตัวกลับ
เสิ่นเว่ยรีบเดินตามมา
“อาซูจะกลับเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
ปกตินางจะอยู่จัดการงานที่ร้านอาหารจนถึงยามเซินจึงจะกลับ
“ไม่ได้กลับบ้าน ข้าจะไปซื้อของเสียหน่อย แล้วก็จะไปหาช่างไม้ให้ทำของบางอย่างให้ด้วย”
หลีเยว่ซูแก้เชือกผูกม้าไปด้วย ก่อนจะกำชับว่า
“เดี๋ยวข้าจะกลับมารับเจ้าอีกครั้ง เจ้าอยู่ที่นี่ อย่าวิ่งไปไหนมั่ว ๆ”
พอได้ยินว่านางจะออกไปคนเดียว เสิ่นเว่ยก็เบ้ปากทันที
“ข้าจะไปกับอาซูด้วย!”
นับตั้งแต่ความทรงจำกลับคืนมา หากเขาไม่ได้ติดตามนางไปด้วย ก็จะต้องให้ซิงเหอคอยจับตาดูนางอยู่ลับ ๆ
เขายังตรวจสอบตัวตนของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ จึงทำได้เพียงสืบหาจากเบาะแสเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของนาง
เดิมทีหลีเยว่ซูก็ไม่ค่อยวางใจที่จะปล่อยเขาไว้ที่นี่
นางรู้จักคนในเมืองข้างเคียงไม่มากนัก หากเสิ่นเว่ยวิ่งออกไปจริง ๆ นางอาจหาเขาไม่เจอด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเขาเป็นฝ่ายขอตามไปเอง นางจึงพาเขาไปด้วยโดยตรง
ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้เอง ร่างหนึ่งได้ลอบเดินทางมาจากเมืองฉงโจว ปกปิดร่องรอยตลอดทาง และเร่งเดินทางด้วยม้าเร็วอย่างสุดกำลัง ก่อนจะถือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือฉบับหนึ่งบุกเข้าไปในจวนของเจ้าเมือง
……
เพราะยังเหลือเวลาอีกพักหนึ่งกว่าจะถึงปีใหม่ สิ่งของที่าหลีเยว่ซูต้องซื้อจึงเป็นของที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
โคมไฟ ประทัด กระดาษตัดลายประดับหน้าต่าง กระดาษสำหรับเขียนคำอวยพรปีใหม่…
สิ่งของที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมงคลเหล่านี้ ทำให้ถนนทั้งสายดูแดงสดและครึกครื้นไปหมด
“ของพวกนี้เราต้องซื้อสองชุดนะ ชุดหนึ่งเอาไว้ใช้ที่บ้าน อีกชุดเอาไว้ให้บ้านป้าหลิว”
หลีเยว่ซูยกของขึ้นรถม้าไปพลาง พูดกับเสิ่นเว่ยไปพลาง
“ถึงลุงหลิวกับป้าหลิวจะมาฉลองปีใหม่กับพวกเรา แต่ยังไงพวกเราก็เป็นคนละบ้านกัน ต้องจัดเตรียมให้พวกเขาครึกครื้นเหมือนกัน”
เสิ่นเว่ยมองกองของสีแดงสดที่อยู่เต็มรถม้า พลันรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ถึงปีใหม่จะมีบ่าวรับใช้จัดเตรียมทุกอย่างให้ เขาจึงไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีของจุกจิกมากมายขนาดนี้
เมื่อเห็นหลีเยว่ซูยังคงมองหาของอยู่ เขาจึงอดถามไม่ได้
“อาซูยังต้องซื้ออะไรอีกหรือ?”
หลีเยว่ซูไม่ได้หันกลับมา
“ปีใหม่แล้ว อย่างไรก็ต้องซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนในบ้านสักชุด”
“นับรวมลุงหลิว ป้าหลิว และเสิ่นช่านด้วยแล้ว บ้านเรามีทั้งหมดสิบเก้าคน อย่างน้อยทุกคนต้องมีเสื้อผ้าใหม่คนละหนึ่งชุด”
พูดถึงตรงนี้ นางก็ถอนหายใจ
“เงินในบ้านส่วนใหญ่เอาไปลงกับร้านอาหารหมดแล้ว ตอนนี้คงพอเตรียมเสื้อผ้าใหม่ได้เพียงคนละชุดเท่านั้น”
“จริงสิ ข้ายังต้องซื้อกระดาษสีแดงอีกหน่อย พอถึงวันขึ้นปีใหม่ ข้าจะได้ห่ออั่งเปาให้เด็ก ๆ ในบ้าน”
“นอกจากของใช้สำหรับปีใหม่ของบ้านเราแล้ว ยังต้องเตรียมของขวัญสำหรับไปเยี่ยมบ้านคนอื่นด้วย ถึงพวกเราจะไม่ได้สนิทกับคนในหมู่บ้านมากนัก แต่บ้านหลี่เจิ้งกับบ้านตระกูลซุนต้องไป อีกบ้านก็เป็นบ้านท่านหมอเฉิน”
“จริงด้วย วันเกิดของอาหมินตรงกับวันส่งท้ายปีเก่า เราต้องเตรียมของขวัญให้เขาเป็นพิเศษ จะเอาไปรวมกับของขวัญปีใหม่แบบลวก ๆ ไม่ได้…”
หลีเยว่ซูเดินไปพลาง ไล่นับรายละเอียดทุกอย่างที่ต้องจัดเตรียมไปพลาง
เสิ่นเว่ยไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ เพียงเดินตามนางอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
ทุกครั้งที่ถึงปีใหม่ ในจวนของเขาจะจัดงานใหญ่โตมาโดยตลอด และทุกเรื่องก็จะมีคนรับผิดชอบจัดการโดยเฉพาะ
ที่จริงเขาไม่ชอบวันเทศกาลที่ครึกครื้นเช่นนี้นัก
ทุกคนกล่าวคำอวยพรที่ไม่ได้ออกมาจากใจจริง ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยรอยยิ้มซ่อนคมดาบ ทั้งเสแสร้งและประจบประแจง
แต่ในเวลานี้ เขากลับเริ่มตั้งตารอปีใหม่ขึ้นมาอย่างประหลาด
……
แม้เงินในมือจะมีจำกัด แต่เพราะนี่เป็นปีใหม่ครั้งแรก หลีเยว่ซูจึงเลือกหาร้านตัดเสื้อที่ดีที่สุด และสั่งตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ทุกคน
เสื้อผ้าถึงสิบเก้าชุดถือเป็นงานใหญ่สำหรับร้านตัดเสื้อในเมือง
หลีเยว่ซูต่อรองราคาอยู่นาน อีกทั้งยังให้เวลาทางร้านเตรียมงานหนึ่งเดือน สุดท้ายจึงวางเงินมัดจำลงไป
หลังออกจากร้านตัดเสื้อ หลีเยว่ซูอดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสิ่นเว่ยมากำชับ
“กลับไปแล้วห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเราซื้อเสื้อผ้า”
เสิ่นเว่ยทำหน้าสงสัย
“ทำไมล่ะ? ป้าหมอม่อกับป้าหลิวก็ห้ามบอกหรือ?”
“ห้าม”
หลีเยว่ซูคิดหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอธิบาย
“นี่เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์ ถ้ารู้ล่วงหน้า ทุกคนก็จะไม่ดีใจเท่าเดิม”
แน่นอนว่าเสิ่นเว่ยเข้าใจความหมายของนาง
แต่บนใบหน้ากลับยังคงแสดงสีหน้าจริงใจและสับสน
“ถ้าอย่างนั้นพอข้ารู้แล้ว ก็แปลว่าไม่มีเซอร์ไพรส์แล้วใช่ไหม?”
หลีเยว่ซูถึงกับพูดไม่ออก
“……ตกลงเจ้าซื่อจริงหรือแกล้งซื่อกันแน่?”
หัวใจของเสิ่นเว่ยกระตุกวูบ
แต่บนใบหน้ายังคงเป็นสีหน้าไร้เดียงสา
“อาหมินบอกว่าข้าฉลาดกว่าเขาอีก ข้าไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย!”
หลีเยว่ซูหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวเขา
ช่างลำบากอาหมินจริง ๆ อายุยังน้อยแท้ ๆ แต่กลับต้องพูดคำที่ฝืนใจตัวเองถึงเพียงนี้
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นอี้หมินซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา จู่ ๆ ก็จามออกมา
เมื่อได้ยินเสียงจาม อาจารย์ก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“อี้หมินไม่สบายเป็นหวัดหรือ? ช่วงนี้อากาศหนาว ออกไปข้างนอกอย่าลืมสวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อย”
นี่เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดที่เขาเคยสอนมา
หลังปีใหม่ก็ต้องเตรียมตัวสอบถงเซิงแล้ว จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
เสิ่นอี้หมินลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอาจารย์อย่างสุภาพ
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง ศิษย์ไม่เป็นอะไรขอรับ ที่บ้านมีท่านพ่อท่านแม่คอยดูแล ศิษย์ย่อมสามารถเข้าร่วมการสอบถงเซิงด้วยสภาพที่ดีที่สุดได้อย่างแน่นอน”
……
อีกด้านหนึ่ง
หลีเยว่ซูลูบศีรษะของเสิ่นเว่ยเบา ๆ แล้วรีบดึงมือกลับ
ร่างกายนี้ของนางมีอายุเพียงสิบห้าหรือสิบหกปี อีกทั้งในอดีตยังขาดสารอาหารมานาน ทำให้การเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ นางจึงเตี้ยกว่าเสิ่นเว่ยถึงสองศีรษะ
เพียงการลูบหัวธรรมดา ๆ นางยังต้องเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย
เฮ้อ…
หัวเล็ก ๆ ของอาอวี้ลูบแล้วสบายมือกว่าจริง ๆ
เสิ่นเว่ยไม่รู้เลยว่าศีรษะของตัวเองถูกเปรียบเทียบและถูกมองข้าม เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน กว่าจะดึงสติกลับมาได้
ในความทรงจำของเขา ครั้งสุดท้ายที่มีคนลูบหัวเขา ยังเป็นตอนเด็ก ๆ ที่อยู่ในตำหนักเย็น
ตอนนั้นเสด็จพี่ของเขาเคยลูบหัวเพื่อปลอบโยนเขา
หลังจากนั้นไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด แม้แต่คนทั่วไปก็แทบไม่มีใครกล้าเงยหน้ามองเขาตรง ๆ ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกระทำที่กล้าหาญเช่นนี้
แต่เมื่อครู่นี้…
เขากลับไม่ได้รู้สึกโกรธแม้แต่น้อยจากการกระทำของนาง
โฆษณา