เมื่อวาน เวลา 13:55 • หนังสือ

บทที่ 97 พังทุกอย่างให้หมดไปเสีย

บทที่ 97 ทุกอย่างพังให้หมดไปเสีย
อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ เสิ่นถิงอีเผลอเป็นหวัด วันนี้จึงอยู่บ้าน ไม่ได้ไปที่ร้านยา
แต่ใครจะคิดว่าวันนี้ทั้งวัน เสิ่นมู่จะพาคนจากตระกูลซุนมาหาถึงบ้าน
ในชั่วขณะนั้น หลีเยว่ซูรู้สึกเพียงว่าความโกรธมหาศาลพุ่งขึ้นมาจนแทบแผดเผาหัวใจ
เสียงกีบม้าดังตึงตังดึงดูดความสนใจของทุกคน พวกเขาหันกลับไปมอง ก็เห็นหลีเยว่ซูใบหน้าเย็นชากระโดดลงจากหลังม้า
เมื่อเห็นนาง หลิวป้าและโม่มู่ต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับจู่ ๆ ก็มีเสาหลักให้พึ่งพิง
เมื่อเห็นหลีเยว่ซูเดินเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน เสิ่นมู่ก็ถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่หลีเยว่ซูไม่สนใจนางแม้แต่น้อย นางตรงเข้าไปหาเสิ่นถิงอีที่ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ก่อนจะอุ้มเด็กขึ้นมาในทันที
“อาอี เจ็บตรงไหนหรือเปล่า? เจ็บไหม?”
เสิ่นถิงอีดูเหมือนจะล้มแรง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เจ็บมากนัก
ทว่าเมื่อได้สัมผัสถึงความห่วงใยจากมารดา ความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นอยู่ในใจของเด็กหญิงก็พลันพรั่งพรูออกมา ดวงตาแดงก่ำขึ้นทันที
“ท่านแม่~”
เสียงสั่นเครือทำให้หัวใจของหลีเยว่ซูแทบแตกสลาย นางรีบตบหลังเด็กเบา ๆ
“ไม่ต้องกลัว ๆ แม่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว... ขอโทษนะ เป็นความผิดของแม่เอง แม่ปกป้องเจ้าไม่ดีพอ”
เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของหลีเยว่ซู น้ำตาของเสิ่นถิงอีก็ยิ่งไหลหนักกว่าเดิม
นางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้ เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองน้อยใจเหลือเกิน
นางเองก็เป็นเด็กที่มีแม่คอยรักและปกป้องเหมือนกัน
หากนางได้รับความไม่เป็นธรรม นางก็สามารถซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่แล้วร้องไห้ได้เช่นกัน
หลีเยว่ซูไม่รู้ว่าลูกสาวคิดอะไรอยู่ นางคิดเพียงว่าเด็กหญิงคงเจ็บมากจริง ๆ ในใจจึงเต็มไปด้วยความเสียใจที่ตัวเองกลับมาไม่เร็วกว่านี้
ส่วนเสิ่นเว่ยกลับเดาได้คร่าว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ
ตอนที่เขาพาอาเหวินกับอาอีออกมา เด็กทั้งสองเพิ่งอายุได้เพียงสองขวบ เรื่องราวมากมายจึงแทบไม่มีความทรงจำเหลืออยู่
แต่ตัวตนของพวกเขาถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าไม่อาจใช้ชีวิตธรรมดาไปได้ตลอดชีวิต
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยปิดบังเรื่องใดจากเด็กทั้งสอง หวังเพียงให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะวางทุกอย่างลง หรือจะแบกรับมันเอาไว้
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ไฉหยางและซิงเหอที่กำลังเตรียมจะออกมาจากที่ซ่อนก็รีบชะงักฝีเท้าและถอยกลับไปทันที
หลีเยว่ซูไม่รู้เรื่องเหล่านี้ หลังจากปลอบเสิ่นถิงอีจนสงบลงเล็กน้อย นางก็ส่งเด็กให้หลิวป้าดูแล ก่อนจะหันกลับไปมองเสิ่นมู่ ดวงตาค่อย ๆ เผยประกายสังหารออกมา
“มือข้างไหนของเจ้าที่ผลักอาอี?”
เสิ่นมู่รู้สึกเพียงความเย็นยะเยือกไต่จากแผ่นหลังขึ้นไปถึงศีรษะ ร่างกายสั่นโดยสัญชาตญาณ
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร? ข้า... ข้าเป็นแม่สามีของเจ้านะ!”
หลีเยว่ซูไม่สนใจนาง ยังคงพูดกับตัวเองต่อไป
“ข้าเหมือนจะเห็นว่าเจ้าใช้มือขวา?”
เสิ่นมู่รีบซ่อนมือขวาไว้ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ถูกสิ”
จู่ ๆ หลีเยว่ซูก็ยกมุมปากขึ้น
“เหมือนว่าจะเป็นมือซ้าย”
เสิ่นมู่รีบซ่อนมือซ้ายไว้ด้านหลังเช่นกัน
ใบหน้าของหลีเยว่ซูยังคงมีรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับเย็นเยียบไร้ความอบอุ่น
ในสายตาของเสิ่นมู่ ท่าทางเช่นนี้ของนางไม่ต่างอะไรจากปีศาจอสุรกายแห่งนรกที่ขึ้นมาทวงชีวิต
เสียงของหลีเยว่ซูเย็นเยียบราวกับเกล็ดน้ำแข็งจะร่วงออกมา ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบราวกับกำลังถามว่าวันนี้อากาศเป็นอย่างไร
“ในเมื่อไม่รู้ว่าเป็นมือข้างไหน เช่นนั้นก็... ทำลายมันทิ้งทั้งสองข้างเลยแล้วกัน”
ทุกคำพูดเย็นเยียบจนเสียวสันหลัง แม้แต่ไกลออกไปอย่างไฉหยางกับซิงเหอก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้
เพราะพวกเขาเคยเห็นบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เพียงจากตัวนายท่านเท่านั้น
ทันทีที่หลีเยว่ซูพูดจบ เสิ่นมู่ก็หันหลังวิ่งหนีโดยไม่ทันคิด
แต่หลีเยว่ซูกลับคว้าผมของนางเอาไว้ แล้วกระชากตัวกลับมาโดยตรง
วินาทีต่อมา นางคว้ามือทั้งสองข้างของเสิ่นมู่ แล้วบิดออกด้านนอกอย่างแรง
“อ๊าก——!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับแขนทั้งสองข้างของเสิ่นมู่ที่บิดผิดรูป ข้อต่อหลุดออกจากกันในทันที
หลี่เจิ้งที่ได้ยินเสียงและพาคนอื่นวิ่งมาหมายจะช่วยเหลือ บังเอิญเห็นภาพนี้เข้าเต็มตา ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
วิธีการลงมือที่เด็ดขาดและรุนแรงเช่นนี้ ทำให้ซิงเหอที่แอบอยู่ในความมืดยังอดตัวสั่นไม่ได้
แต่... สะใจชะมัด!
เดิมทีเสิ่นวั่งกำลังจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็รีบถอยหลังทันที เมื่อเห็นหลี่เจิ้ง เขาราวกับได้เห็นผู้ช่วยชีวิต รีบพุ่งเข้าไปหา
“หลี่เจิ้ง ช่วยด้วย! หลีเยว่ซูนังหญิงชั่วกำลังจะฆ่าคนแล้ว!”
เสียงแหลมบาดหูดังขึ้น ทำให้ทุกคนได้สติกลับคืนมา
เสิ่นวั่งหน้าซีดเผือด มือทั้งสองข้างสั่นเทาขณะคว้าตัวหลี่เจิ้งเอาไว้
“หลี่เจิ้ง หลีเยว่ซูบ้าไปแล้ว! นังหญิงชั่วนั่นกำลังจะฆ่าท่านแม่ของข้า ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะ!”
ด้านหลังหลี่เจิ้งมีชาวบ้านตามมาด้วยไม่น้อย ทุกคนได้ยินมาว่าตระกูลเสิ่นพาคนจากตระกูลซุนมาหาหลี่เยว่ซูเพื่อคิดบัญชี จึงพากันมาดูเรื่องสนุก
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเพิ่งเดินมาถึงก็จะเห็นภาพรุนแรงเช่นนี้
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาที่ทุกคนมองหลีเยว่ซูจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากขึ้น
แต่หลีเยว่ซูไม่สนใจแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นวั่ง นางเพียงหัวเราะเย็นชา
“ถ้าข้าต้องการฆ่าคนจริง ๆ เจ้าคิดว่าแม่ของเจ้าจะยังนอนกรีดร้องอยู่บนพื้นได้หรือ?”
ทุกคนมองไปยังเสิ่นมู่ที่ใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลเต็มศีรษะ ก่อนจะมองแขนทั้งสองข้างที่บิดผิดรูปของนาง ต่างก็รู้สึกเจ็บแขนตามไปด้วย
“ซี๊ด... หลีเยว่ซูลงมือโหดเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรเสิ่นมู่ก็เป็นแม่สามีของนางนะ!”
จ้าวป้าซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำปากจุ๊ ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยการตำหนิ
แต่ในวินาทีต่อมา สายตาคมกริบของหลีเยว่ซูก็หันไปมอง
จ้าวป้าตัวสั่นด้วยความตกใจ ภาพที่หลีเยว่ซูบิดแขนเสิ่นมู่เมื่อครู่พลันผุดขึ้นในหัว ใบหน้าของนางจึงซีดเผือดลงทันที
หลีเยว่ซูมีสีหน้าเย็นเยียบ
“นางฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่บ้านมาหาเรื่อง ทั้งยังลงมือกับลูกสาวของข้า อย่าว่าแต่แม่สามีเลย ต่อให้เป็นแม่แท้ ๆ ของข้ามา ข้าก็จะตีเหมือนกัน!”
เสียงของนางหนักแน่นทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ฟาดลงอย่างแรง กระแทกเข้าไปในหัวใจของเสิ่นถิงอี
เด็กหญิงที่เพิ่งหยุดร้องไห้ไปได้ไม่นาน พลันดวงตาแดงก่ำขึ้นอีกครั้ง
หากสวรรค์ให้ชีวิตนางต้องผ่านความทุกข์ทรมานมากมายในอดีต เพียงเพื่อให้นางได้พบแม่ที่ดีเช่นนี้ ต่อให้ต้องย้อนกลับไปเผชิญเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง นางก็ยินดี!
แต่เมื่อเทียบกับความซาบซึ้งของเสิ่นถิงอีแล้ว คนอื่น ๆ กลับคิดว่าหลีเยว่ซูบ้าไปแล้ว
ตั้งแต่โบราณมา คำว่า “กตัญญู” ก็เป็นสิ่งที่กดทับผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก ต่อให้ผู้อาวุโสทำผิดมหันต์เพียงใด คนรุ่นหลังก็ไม่มีสิทธิ์สั่งสอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงไม้ลงมือกับผู้อาวุโส
แต่หลีเยว่ซูไม่เพียงลงมือ นางยังกล้าพูดคำที่ขัดต่อหลักกตัญญูเช่นนี้ออกมาอีก
ไม่ใช่คนโง่ก็คงเป็นคนบ้า!
แม้แต่หลี่เจิ้งยังขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย
ที่ผ่านมาเขาคิดมาตลอดว่าเด็กจากบ้านเสิ่นเหล่าซานเป็นคนฉลาดและรู้ความ อนาคตจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่เขาไม่คิดเลยว่านางจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้
หลี่เจิ้งกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็พุ่งออกมา
“ท่านปู่หลี่เจิ้ง รีบช่วยข้าแจ้งทางการ จับคนเลวคนนี้ไปที!”
เสิ่นเว่ยคว้าแขนเสื้ออีกข้างของหลี่เจิ้งไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ขณะชี้ไปยังเสิ่นมู่ที่กำลังนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้น
“นางเป็นคนเลว! นางเอาแต่พูดว่าตัวเองเป็นแม่ของข้า แต่ไม่เคยให้ข้ากับลูก ๆ มีเสื้อผ้าหรืออาหารกิน ยังให้พวกเรานอนอยู่ในบ้านพัง ๆ”
“เป็นอาซูที่เลี้ยงดูพวกเรา แต่นางกลับดุด่าอาซู ตีอาซู แล้วยังมาแย่งบ้านของพวกเรา นางยังตีอาอี ด่าลูก ๆ ของข้าว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ นางเป็นคนเลว รีบแจ้งทางการจับนางไปเร็วเข้า นางจะฆ่าพวกเรา!”
คำพูดของเสิ่นเว่ยฟังดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก แต่กลับเล่าเรื่องที่เสิ่นมู่เคยทำออกมาได้อย่างชัดเจน
คราวนี้ทุกคนจึงได้สติ
ที่แท้หลีเยว่ซูไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือก่อน
พูดอีกอย่างก็คือ หากครอบครัวของพวกเขาต้องเจอผู้อาวุโสแบบนี้ ก็คงอยากลงมือไม่ต่างกัน!
เสิ่นวั่งไม่คิดเลยว่าเจ้าคนโง่คนนี้จะพูดเก่งถึงเพียงนี้ จึงรีบตะโกนขึ้นมา
“ข้าไม่ได้ทำ! พวกเราพาท่านลุงซุนมาที่นี่ต่างหาก แต่เสิ่นถิงอี นังเด็กชั่ว... นังเด็กคนนั้นกลับไม่เคารพผู้อาวุโส แถมยังด่าคนอีก! ท่านแม่ของข้าแค่ผลักนางครั้งเดียว ใครจะรู้ว่านางจงใจใส่ร้ายท่านแม่ แล้วยังร่วมมือกับหลีเยว่ซูเพื่อทำร้ายพวกเราสองแม่ลูก!”
โฆษณา