เมื่อวาน เวลา 14:06 • หนังสือ

บทที่ 98 หนอนแมลงวันที่กำลังดิ้นกระดึ๊บ

บทที่ 98 หนอนแมลงวันที่กำลังดิ้นกระดึ๊บ
“เจ้าพูดเหลวไหล!”
ปกติแล้วโมมู่เป็นคนอ่อนโยนและมีน้ำใจ ทว่าตอนนี้กลับโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ นางชี้นิ้วไปที่หน้าของเสิ่นวั่งด้วยความโมโห
“เห็นชัด ๆ ว่าพวกเจ้ารู้ว่าฮูหยินไม่อยู่บ้าน จึงคิดจะบุกเข้ามาขนของไปเอง นี่เรียกว่าบุกรุกเคหสถานส่วนบุคคล หากแจ้งทางการ พวกเจ้ามีโทษถึงขั้นติดคุก!”
เสิ่นวั่งแหลมเสียงขึ้น น้ำเสียงฟังแล้วชวนให้รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าเป็นพวกเดียวกับหลีเยว่ซู แน่นอนว่าต้องช่วยพูดเข้าข้างนาง!”
เขาหันไปปลุกปั่นชาวบ้านที่มามุงดู
“ทุกคนลองตัดสินกันดูสิ! ซุนหมิงต๋าขาหักเพราะออกไปตามหาเสิ่นเว่ยที่ภูเขาด้านหลัง ตอนนี้ผู้เฒ่าซุนก็เจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องพึ่งยาอยู่ทุกวัน ส่วนหลีเยว่ซูตอนนี้ร่ำรวยขึ้นแล้ว ทั้งเปิดร้านยา ทั้งเปิดโรงเตี๊ยม นางไม่ควรชดใช้ให้ตระกูลซุนหรือ?”
“ข้าว่า ถึงแม่เสิ่นจะไม่ใช่แม่สามีที่ดีนัก แต่เรื่องของตระกูลซุน หลีเยว่ซูก็ควรรับผิดชอบจริง ๆ”
ป้าจ้าวตะโกนออกมาจากฝูงชน ทำให้ชาวบ้านหลายคนพากันพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“บ้านจ้าว! เจ้าพูดพอหรือยัง!”
ป้าหลิวเองก็เริ่มร้อนใจ
“เยว่ซูไปเยี่ยมโจวซื่อถึงบ้านแล้ว เรื่องจะจัดการอย่างไรเป็นเรื่องของพวกนางสองฝ่าย เจ้ามายุ่งอะไรด้วย!”
“อีกอย่าง ข้าได้ยินเจ้าพูดเรื่องซุบซิบไปทั่วหมู่บ้าน บอกว่าตระกูลเสิ่นจะช่วยตระกูลซุนจัดการกับเยว่ซู แถมยังพูดอีกว่าหมู่บ้านจะมีเรื่องสนุกให้ดู! เจ้าบอกมาตามตรง เรื่องวันนี้เป็นเพราะเจ้าปลุกปั่นใช่หรือไม่!”
แววตาของป้าจ้าววูบไหวเล็กน้อย แต่ยังคงเชิดคอเถียง
“อย่ามาพูดเหลวไหล ข้าก็แค่ตามทุกคนมาดูเท่านั้น อย่ามาใส่ร้ายกันสิ!”
หลีเยว่ซูมองสีหน้าลนลานของป้าจ้าว ดวงตาพลันหรี่ลงเล็กน้อย
ลองคิดดูให้ดี ความแค้นที่นางมีกับป้าจ้าวนั้น อย่างมากก็เป็นเพียงเรื่องที่ตอนแรกครอบครัวยากจนไม่มีเงิน นางนั่งเกวียนวัวไปตลาด แล้วผู้เฒ่าหลิวมีน้ำใจไม่คิดค่าโดยสารจากนาง
ป้าจ้าวอยากฉวยโอกาสนั่งฟรีด้วย จึงถูกนางสวนกลับไปไม่กี่คำเท่านั้น
ไม่คิดเลยว่าผ่านมานานขนาดนี้ อีกฝ่ายกลับยังเอาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาสร้างปัญหาให้นางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดูเหมือนว่าการที่นางไม่ถือสาหาความ บางคนกลับคิดว่านางเป็นคนรังแกได้ง่าย!
ป้าจ้าวยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกหลีเยว่ซูหมายหัวแล้ว เพียงแต่รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
เมื่อเห็นว่ามีคนมากมายอยู่รอบข้าง เสิ่นวั่งก็ยิ่งได้ใจ
“ป้าหลิว ท่านทั้งกินทั้งใช้ของหลีเยว่ซู แถมยังรับเงินค่าจ้างจากนาง แน่นอนว่าต้องช่วยพูดเข้าข้างนาง!”
“ทุกคนลองพูดกันดูสิ ตระกูลซุนควรให้หลีเยว่ซูชดใช้หรือไม่!”
เสิ่นวั่งทำท่าทางราวกับเป็นฝ่ายมีเหตุผลเต็มที่
“ซุนหมิงต๋าเป็นเสาหลักของครอบครัว ตอนนี้ขาของเขาพิการไปแล้ว เท่ากับว่าหลักค้ำจุนของครอบครัวในอีกหลายสิบปีข้างหน้าหายไป! ไหนจะผู้เฒ่าซุนที่ต้องกินยาทุกวัน หลีเยว่ซูก็เปิดร้านยาอยู่พอดี นางไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุดจะรับผิดชอบหรอกหรือ!”
“ต่อให้นางไม่รับผิดชอบไปตลอดชีวิตของพวกเขา อย่างน้อยก็ควรเอาเงินหลายร้อยตำลึงออกมาชดเชย!”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ชาวบ้านทั้งหมดต่างสูดลมหายใจเย็นเยียบ
เงินสิบกว่าตำลึงก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวเจ็ดคนตลอดหนึ่งปีแล้ว หากประหยัดหน่อยยังอาจเหลือด้วยซ้ำ
แต่เสิ่นวั่งกลับเปิดปากเรียกหลายร้อยตำลึง!
จิตใจของเขาจะดำมืดเกินไปแล้ว!
ท่ามกลางสายตาสงสัยของทุกคน เสิ่นวั่งกลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ตอนนั้นหลีเยว่ซูรักษาโรคให้ตระกูลจางเพียงครั้งเดียวก็ได้เงินถึงสามร้อยตำลึง ตอนนี้ยังเตรียมจะเปิดร้านยาอีกสองแห่งกับโรงเตี๊ยมอีกหนึ่งแห่ง ไม่รู้ว่าเงินในมือของนางเพิ่มขึ้นมากมายแค่ไหนแล้ว
เงินเพียงไม่กี่ร้อยตำลึง เขายังคิดว่าเรียกน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!
แม้ร่างกายของผู้เฒ่าซุนจะทรุดโทรม แต่สมองของเขายังไม่เลอะเลือน
เมื่อได้ยินเสิ่นวั่งพูดเช่นนั้น เขาถึงกับสำลักน้ำลายเกือบตาย
“แค่ก! แค่ก ๆ!”
ผู้เฒ่าซุนรีบใช้มือยันก้อนหินข้างกาย ร่างกายโงนเงนราวกับอีกเดี๋ยวจะล้มลงไป
หลีเยว่ซูขมวดคิ้ว ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเดินเข้าไปพยุงเขา
“ท่านลุงซุน นั่งพักก่อนเถอะ มีอะไรค่อย ๆ คุยกัน”
จากนั้นนางก็หันไปหาเสิ่นเว่ย
“เสิ่นเว่ย เจ้าไปยกเก้าอี้ออกมา”
เสิ่นเว่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปล่อยแขนเสื้อของหลี่เจิ้งแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็ยกเก้าอี้ออกมา พร้อมกับถือถ้วยน้ำออกมาด้วยอย่างรู้ความ
หลีเยว่ซูประคองผู้เฒ่าซุนให้นั่งลง แล้วถือโอกาสจับชีพจรตรวจอาการของเขา
จริง ๆ แล้วผู้เฒ่าซุนมีอายุเพียงสี่สิบถึงห้าสิบปีเท่านั้น แต่เพราะตอนหนุ่มทำงานหนักเกินไป อีกทั้งป่วยเรื้อรังมานานหลายปีและไม่ได้รับการรักษาที่ดี ทำให้เขาดูราวกับชายชราที่ใกล้สิ้นอายุขัย
ต่อให้หลีเยว่ซูทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อรักษา อย่างมากก็ทำได้เพียงช่วยให้ช่วงเวลาที่เหลือของเขาใช้ชีวิตได้อย่างสบายขึ้นเท่านั้น
หลังจากดื่มน้ำอุ่นไปหนึ่งถ้วย ผู้เฒ่าซุนจึงค่อย ๆ ฟื้นกลับมา
เขามองหลีเยว่ซูที่อยู่ข้างกาย ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“บ้านสามเสิ่น เจ้าอย่าไปฟังเสิ่นผู้พี่พูดเลย ไม่จำเป็นต้องถึงหลายร้อยตำลึง ข้า…”
ผู้เฒ่าซุนดูเหมือนจะพูดต่อได้ยาก ก่อนจะกล่าวอย่างลำบากใจ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมารีดไถเจ้า เพียงแต่ที่บ้านมันอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ!”
เมื่อนึกถึงสภาพครอบครัว ผู้เฒ่าซุนก็ขอบตาแดงก่ำ
“ตอนนี้ข้ากับหมิงต๋าต่างก็เป็นคนพิการ มีแต่จะเป็นภาระให้ซานเอ๋อร์…”
“บ้านสามเสิ่น ข้าไม่ขออะไรมาก ขอเพียงเจ้า… ขอเพียงเจ้าช่วยออกเงินสักไม่กี่สิบอีแปะ ให้ซานเอ๋อร์เป็นสินสอด แล้วให้ข้าได้หาครอบครัวดี ๆ ให้นางแต่งงานใหม่ก็พอ”
หัวใจของหลีเยว่ซูสะเทือนอย่างแรง
นางไม่เคยคิดเลยว่าผู้เฒ่าซุนจะพูดเช่นนี้ออกมา
ก่อนหน้านี้นางคิดว่าผู้เฒ่าซุนที่มากับสองแม่ลูกตระกูลเสิ่น ต้องการมาหาเรื่องและรีดไถผลประโยชน์จากนางเสียอีก
นางถอนหายใจเบา ๆ กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าแม่เสิ่นที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นกลับตะโกนขึ้นเสียก่อน
“แซ่ซุน! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!”
แม่เสิ่นผมเผ้ายุ่งเหยิง นอนแผ่อยู่บนพื้น แขนทั้งสองข้างที่เคลื่อนหลุดห้อยยวบไร้เรี่ยวแรง ดูแล้วไม่ต่างอะไรจากขอทานข้างถนน
นางจ้องหลีเยว่ซูด้วยความเคียดแค้น ราวกับอยากพุ่งเข้าไปกัดอีกฝ่ายให้จมเขี้ยว
“เมื่อก่อนซุนหมิงต๋าเป็นนายพรานฝีมือดีอันดับต้น ๆ ของหมู่บ้าน! หากไม่ใช่เพราะต้องออกไปตามหาเสิ่นเว่ย ตระกูลซุนจะมีสภาพแบบนี้หรือ!”
“นังพิษนี่ควรชดใช้ให้ตระกูลซุนไปตลอดชีวิต!”
“แล้วแขนของข้าอีก! นางต้องชดใช้ให้ข้า! สามร้อยตำลึง… ไม่! ห้าร้อยตำลึง! นางต้องเอาห้าร้อยตำลึงมาชดใช้!”
แม่เสิ่นไม่สนใจหน้าตาหรือศักดิ์ศรีอะไรอีกแล้ว ในใจมีเพียงความคิดเดียว คือต้องรีดเงินจากหลีเยว่ซูออกมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นแขนทั้งสองข้างที่ถูกทำให้เคลื่อนหลุดก็คงไม่คุ้ม!
หลีเยว่ซูหัวเราะออกมา สีหน้าดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“แค่ข้อแขนหลุดก็เรียกห้าร้อยตำลึงแล้ว เช่นนั้นข้าสู้หักแขนเจ้าทิ้งไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
พูดจบ นางก็ลุกขึ้นและเดินเข้าไปหา ราวกับตั้งใจจะทำให้แขนของแม่เสิ่นพิการจริง ๆ
ความเคียดแค้นบนใบหน้าของแม่เสิ่นพลันเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว นางไม่สนใจความเจ็บปวดที่แขนอีกต่อไป รีบคลานถอยหลังออกไปอย่างหวาดผวา
ท่าทางของนางในตอนนี้ดูราวกับ หนอนแมลงวันที่กำลังดิ้นกระดึ๊บ อยู่บนพื้น
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม หลีเยว่ซูคงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
ไม่มีใครคาดคิดว่าหลายเยว่ซูจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ต่อหน้าผู้คนมากมาย นางยังกล้าลงมืออีก!
“อย่า! อย่า! บ้านสามเสิ่น เจ้าอย่าหุนหันพลันแล่น!”
หลี่เจิ้งเป็นคนแรกที่ได้สติ รีบวิ่งเข้าไปขวางทันที
แต่หลีเยว่ซูก็ไม่ได้คิดจะทำให้แม่เสิ่นพิการจริง ๆ นางเพียงข่มขู่อีกฝ่ายเท่านั้น จึงไม่ได้พุ่งเข้าไป
ทว่าเสิ่นวั่งกลับได้ทีตื่นเต้นขึ้นมา
“ทุกคนรีบดูเร็ว! นังพิษหลีเยว่ซูนี่เสียสติไปแล้วจริง ๆ นางยังคิดจะลงมืออีก!”
“นางไม่เพียงต้องชดใช้ให้ตระกูลซุน แต่ยังต้องชดใช้ให้แม่ของข้าตลอดชีวิตด้วย! นางต้องชดใช้!”
เสิ่นวั่งดูตื่นเต้นอย่างผิดปกติ เสียงแหลมบาดหูของเขาทำให้ชาวบ้านรอบข้างอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว
แต่เสิ่นวั่งไม่สนใจแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่ถูกหลีเซียงหรูทำให้พิการ เขาก็ชินกับสายตาและคำซุบซิบนินทาของคนในหมู่บ้านไปแล้ว
ตอนนี้ขอเพียงทำให้หลีเยว่ซูเสียเปรียบได้ ขอเพียงหาเงินมาได้ เรื่องอื่นเขาไม่สนใจทั้งนั้น!
ดวงตาของหลีเยว่ซูค่อย ๆ เย็นลง บรรยากาศรอบกายพลันกดดันขึ้นมา
เมื่อรู้แล้วว่าตระกูลซุนไม่ได้สมคบกับตระกูลเสิ่นเพื่อจงใจสร้างปัญหาให้นาง นางก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจอีก
นางกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้นจากด้านหลังกลุ่มชาวบ้านที่กำลังมุงดู
“เสิ่นวั่ง! ไอ้สารเลว! เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า!”
โฆษณา