เมื่อวาน เวลา 14:08 • หนังสือ

บทที่ 100 คนที่ผิดคือพวกเขา

บทที่ 100 คนที่ผิดคือพวกเขา
เมื่อเทียบกับตอนขากลับที่เร่งรีบ คราวนี้หลีเยว่ซูกับเสิ่นเว่ยกลับเดินทางช้าลงมาก
ทั้งสองนั่งอยู่บนหลังม้าคนละตำแหน่ง คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนอยู่ด้านหลัง ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังออกมาเดินเล่น
ป้าหลิวยืนอยู่หน้าประตู มองแผ่นหลังของทั้งสองคนแล้วอดทอดถอนใจไม่ได้
“เด็กสองคนนี้ ดู ๆ ไปแล้วช่างเหมาะสมกันจริง ๆ!”
แม่โม่พยักหน้าเห็นด้วย
น่าเสียดายก็แต่ว่า หากเสิ่นเว่ยไม่ได้เป็นคนปัญญาอ่อน นายหญิงก็คงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้
หลีเยว่ซูไม่รู้เลยว่ามีสายตาของคนสองคนกำลังมองตามหลังอยู่ นางเอนตัวพิงอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นเว่ย เพียงรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก
ในความคิดของนาง เสิ่นเว่ยก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มรูปร่างค่อนข้างกำยำคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นแม้จะต้องนอนเตียงเดียวกับเขา นางก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
แต่ในเวลานี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นชายอันเข้มข้นที่แทบจะโอบล้อมร่างของนางเอาไว้ทั้งหมด หัวใจของหลีเยว่ซูก็เต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว
นางลืมไปได้อย่างไรว่า ต่อให้จิตใจของเสิ่นเว่ยจะมีความคิดเหมือนเด็กเพียงใด แต่ร่างกายของเขาก็ยังเป็นร่างของผู้ใหญ่คนหนึ่ง
หลีเยว่ซูขยับตัวไปมาบนหลังม้าอย่างไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าจะนั่งอย่างไรก็รู้สึกไม่ถนัดอยู่ดี
เสิ่นเว่ยก้มมองศีรษะเล็ก ๆ ที่ขยับไปมาของคนในอ้อมแขน มุมปากของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับรอยยิ้มนั้นกำลังแผ่ลึกเข้าไปถึงดวงตา
ในเวลานั้นเอง หลีเยว่ซูพลันหันกลับมา
“เจ้าขี่ให้เร็วขึ้นหน่อยได้ไหม อีกเดี๋ยวเราจะไปรับอาหมิงกับเด็ก ๆ เลิกเรียนไม่ทันแล้ว”
เสิ่นเว่ยมองนางด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ดวงตาเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
“แต่ข้าขี่ม้าไม่เป็น”
หลีเยว่ซู “……”
นางมองเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ แต่สีหน้าของเสิ่นเว่ยกลับไร้เดียงสาเกินไป ไม่เหมือนคนกำลังโกหกเลยแม้แต่น้อย
หรือว่าพอจิตใจไม่ได้เร่งรีบ ความทรงจำจากกล้ามเนื้อก็หายไปด้วย?
มุมปากของหลีเยว่ซูกระตุก นางทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมแล้วควบคุมม้าด้วยตัวเอง
เพราะแต่แรกซื้อม้าตัวนี้มาเพื่อใช้ลากรถม้า จึงไม่ได้ใส่อานม้าให้ อีกทั้งครั้งนี้พวกนางก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เร่งรีบเหมือนตอนขากลับ หลีเยว่ซูจึงไม่คุ้นเคยกับการขี่ม้าอย่างมาก
ความสนใจทั้งหมดของนางจดจ่ออยู่กับการควบคุมม้า ดังนั้นจึงไม่ทันสังเกตว่า ทุกครั้งที่นางควบคุมผิด เสิ่นเว่ยจะคอยสอนนางอย่างแนบเนียนให้แก้ไขท่าทาง
ถนนที่มุ่งไปยังเมืองข้าง ๆ แห่งนี้ ทั้งสองคนกลับใช้เวลาเดินทางนานถึงสองชั่วยามเต็ม ๆ
ตอนลงจากหลังม้า ขาของหลีเยว่ซูแทบจะอ่อนแรง แต่ทักษะการขี่ม้าของนางกลับพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะเสียเวลาไปบนถนนนานเกินไป เมื่อทั้งสองมาถึงโรงเรียน จึงเหลือเพียงเสิ่นอี้หมิงกับเด็ก ๆ อีกไม่กี่คนที่กำลังนั่งหน้าหงอยรออยู่หน้าประตู
เพื่อชดเชยให้กับเด็ก ๆ หลีเยว่ซูจึงตั้งใจทำอาหารด้วยตัวเอง
ระหว่างที่นางกำลังวุ่นอยู่ในครัว เด็ก ๆ ก็ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายจากเสิ่นถิงอี๋
เสิ่นถานและคนอื่น ๆ ทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด เกลียดตัวเองที่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้ฮูหยินต้องรับมือกับเรื่องเหล่านี้เพียงลำพัง
เมื่อเสิ่นอี้หมิงได้ยินเรื่องที่หลีเยว่ซูทำกับแม่เสิ่น เขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
บรรยากาศอ่อนโยนรอบตัวเขาเพิ่มความลุ่มลึกที่อ่านไม่ออกขึ้นมาอีกหลายส่วน
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าผู้หญิงคนนี้โหดร้าย จึงทั้งรังเกียจและเคียดแค้นนาง
แต่ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ยังคงโหดร้ายเช่นเดิม กลับทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนเสิ่นถิงเหวินกลับมองไปทางห้องครัวด้วยสีหน้าซับซ้อน
นางโกรธจนหักแขนของแม่เสิ่น เป็นเพราะหญิงชราคนนั้นผลักน้องสามอย่างนั้นหรือ?
ถึงขั้นยอมขอโทษน้องสามด้วยตัวเองเพราะเรื่องนี้อีก?
ต้องยอมรับว่า ในชั่วขณะนี้หัวใจของเสิ่นถิงเหวินได้รับความสะเทือนอย่างมาก
แต่คนตระกูลเสิ่นเข้ามารบกวนชีวิตอันสงบสุขของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งป้าจ้าวที่ปากอยู่ไม่สุขคนนั้น จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด!
“น้องสาม ช่วยอะไรข้าสักอย่าง…”
……
เพื่อฉลองที่เด็ก ๆ ได้หยุดเรียน หลีเยว่ซูทำอาหารอร่อย ๆ ไว้มากมาย และยังคำนึงถึงรสนิยมของทุกคนอย่างทั่วถึง
ทุกคนกินกันอย่างมีความสุข ราวกับเรื่องวุ่นวายในช่วงบ่ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เสิ่นถิงเหวินคีบข้าวเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนใช้ข้อศอกสะกิดเสิ่นถิงอี๋ที่อยู่ข้าง ๆ
อีกฝ่ายเข้าใจทันที จึงคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของป้าหลิว
“วันนี้คุณย่าหลิวคอยปกป้องอาถิงตลอด ขอบคุณคุณย่าหลิวนะคะ”
ป้าหลิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจออกมา
“เด็กดี คุณย่าปกป้องหนูเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแทบจะฉีกไปถึงใบหู เพียงรู้สึกว่าเนื้อชิ้นนี้เป็นเนื้อที่อร่อยที่สุดที่นางเคยกินมาตลอดชีวิต
เสิ่นถิงอี๋ยิ้มเต็มใบหน้า
“คุณย่าหลิวไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อาถิงรู้ว่าท่านลุงใหญ่กับพวกเขาคอยมาหาเรื่องพวกเราเพราะอิจฉา นั่นแสดงว่าพวกเรามีความสุขมาก พวกเขาถึงได้อิจฉาตาร้อน”
คำพูดของนางฟังดูจริงใจและรู้ความ แต่เด็กตัวเล็ก ๆ กลับพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร
ป้าหลิวอดไม่ได้ที่ดวงตาจะแดงก่ำ นางยื่นมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเบา ๆ
“อาถิงเป็นเด็กดี พวกเราไม่ต้องไปถือสาคนพวกนั้น พวกเขาไม่ชอบหนู นั่นต่างหากคือความสูญเสียของพวกเขา!”
“ทำไมพวกเขาถึงไม่ชอบอาถิงล่ะคะ? หรือว่าอาถิงทำอะไรผิด?”
เสิ่นถิงอี๋เบะปากอย่างน่าสงสาร
“แล้วคุณย่าจ้าวล่ะคะ ทำไมถึงต้องยุยงท่านลุงใหญ่ให้มาหาเรื่องพวกเรา?”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ทุกคนบนโต๊ะก็หยุดการเคลื่อนไหว
มีเพียงเว่ยหลิงที่ไม่รู้อะไรเลย ยังคงก้มหน้าก้มตาต่อสู้กับกระดูกชิ้นหนึ่งอยู่
จมูกของป้าหลิวพลันแสบร้อน นางรีบกอดเสิ่นถิงอี๋เอาไว้ในอ้อมแขน
“อาถิงไม่ได้ทำอะไรผิดเลย คนที่ผิดคือพวกเขาต่างหาก ป้าจ้าวของบ้านนั้นก็มีนิสัยแบบนั้นอยู่แล้ว ปากของนางถึงขั้นทำให้ลูกสะใภ้ของตัวเองตายได้ นางไม่ได้จงใจจะเล่นงานอาถิงหรอก”
ประกายมืดวาบผ่านดวงตาของเสิ่นถิงอี๋ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง กลับมีเพียงความสงสัยไร้เดียงสา
“คุณย่าหลิว ทำไมแค่ใช้ปากก็สามารถทำให้ลูกสะใภ้ของตัวเองตายได้ล่ะคะ?”
ป้าหลิวกำลังจะอ้าปากตอบ แต่หลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ข้าง ๆ กลับสะกิดนาง
“เจ้าจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เด็กฟังทำไม!”
ป้าหลิวชะงัก ก่อนจะได้สติว่าเมื่อครู่นางเกือบพูดเรื่องสกปรกเหล่านั้นต่อหน้าเด็ก ๆ จึงมีสีหน้าแข็งค้างขึ้นมาเล็กน้อย
แม้แม่โม่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้จังหวะอย่างมาก จึงรีบพูดขึ้น
“ทุกคนรีบกินข้าวเถอะ อากาศหนาว อาหารเย็นเร็ว เดี๋ยวจะได้กินของเย็น ๆ กัน”
ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันและเริ่มลงมือกินข้าวอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่นานหัวข้อสนทนาก็ถูกเปลี่ยนไป
เสิ่นถิงอี๋เองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นเด็ก ต่อให้ฉลาดแค่ไหน ก็ไม่คาดคิดว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ทุกคนมีปฏิกิริยามากถึงเพียงนี้
นางก้มหน้าก้มตากินข้าว ก่อนแอบมองเสิ่นถิงเหวินที่อยู่ข้าง ๆ แล้วใช้สายตาถามว่าควรทำอย่างไร
เดิมทีคิดว่าจะได้ข้อมูลอะไรออกมาบ้าง ไม่คิดเลยว่าป้าจ้าวคนนั้นกลับไปพัวพันกับเรื่องบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่ควรพูดถึง
เสิ่นถิงเหวินมองน้องสาวอย่างปลอบโยน ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่คำพูดของป้าหลิวเมื่อครู่นี้ก็เปิดเผยบางอย่างออกมาแล้ว—
ป้าจ้าวทำให้ลูกสะใภ้ของตัวเองตาย
แค่รู้เรื่องนี้ก็เพียงพอแล้ว
สองพี่น้องไม่รู้เลยว่า การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของพวกเขาถูกหลีเยว่ซูมองเห็นทั้งหมดตั้งนานแล้ว
นางถึงว่าทำไมคำพูดกับสีหน้าของอาถิงที่ดูเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกน้อยถึงได้คุ้นตานัก ที่แท้ก็เป็นเพราะอาเหวินสอนมานี่เอง
แต่เด็กน้อยสองคนนี้ไปสืบเรื่องของป้าจ้าวทำไมกัน?
หลีเยว่ซูไม่ได้เปิดโปงพวกเด็ก ๆ เพียงแอบจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาไปเงียบ ๆ พร้อมกับหาโอกาสไปสอบถามเรื่องของป้าจ้าวจากป้าหลิวเป็นการส่วนตัว
……
หลายวันต่อมา หลีเยว่ซูไปที่ร้านอาหารเพื่อหารือเรื่องการรับคนเข้าทำงานกับเสิ่นช่าน เตรียมให้พนักงานเริ่มงานอย่างเป็นทางการหลังปีใหม่
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ นางก็ไปที่ร้านช่างไม้เพื่อรับรถเข็นที่สั่งทำไว้ ก่อนจะเดินทางกลับ
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้กลับบ้าน
กลับพาเสิ่นเว่ยมาที่บ้านตระกูลซุนแทน
โจวซื่อกำลังต้มยาอยู่ เมื่อเห็นสามีภรรยาคู่นี้ สีหน้าของนางก็เย็นชาลงทันที
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ต่อจากนี้พวกเราสองครอบครัวไม่มีอะไรติดค้างกันอีก แล้วพวกเจ้ามาที่นี่ทำไมอีก?”
หลีเยว่ซูราวกับไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีไม่ต้อนรับของนาง เพียงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“รถเข็นคันนี้ข้าตั้งใจทำให้พี่ซุนโดยเฉพาะ เขานอนอยู่บนเตียงตลอดก็ไม่ดี รถเข็นคันนี้จะช่วยให้เขาออกมาสูดอากาศข้างนอกได้ อีกทั้งตรงล้อก็มีที่จับ เขาสามารถเข็นไปไหนมาไหนด้วยตัวเองได้ด้วย”
โฆษณา