16 ส.ค. เวลา 07:47 • การศึกษา
ซาอุดีอาระเบีย

Mecca Pact คืออะไร เมื่อตะวันออกกลางจัดระเบียบตัวเอง ส่องมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และระเบียบโลกพหุขั้ว

โดย
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เมื่อซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ได้ร่วมกันลงนามใน “ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเมกกะ” (Mecca Joint Defence Agreement: MJDA) หรือที่สื่อมวลชนทั่วโลกเรียกว่า “เมกกะแพ็กต์” (Mecca Pact)
ข้อตกลงดังกล่าวได้บรรจุหลักการป้องกันร่วมกันตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศภาคีประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ” ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับมาตรา 5 ของสนธิสัญญาเนโท (NATO Article 5) การลงนามจัดขึ้นภายหลังการประกอบพิธีอุมเราะห์ โดยมีเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย, ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกี และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน เป็นผู้ลงนามร่วมกัน
สนธิสัญญาฉบับนี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จากการเจรจาทวิภาคีและไตรภาคีอย่างเข้มข้น ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่สงครามอิสราเอล-ฮามาสในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566, การขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลไปยังเลบานอน ซีเรีย และเหตุการณ์โจมตีเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568, ตลอดจนการปะทุของสงครามระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่ท่าส่งออกน้ำมันชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569
บทความฉบับอัปเดตนี้จะวิเคราะห์ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเมกกะในทุกมิติ ทั้งเบื้องหลังเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างสถาบันและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มิติทางเศรษฐกิจและพลังงาน ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดที่สำคัญ
  • ​1) เบื้องหลังและมูลเหตุจูงใจ (Background & Strategic Drivers)
ข้อตกลงเมกกะมีรากฐานสำคัญมาจาก ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Mutual Defence Agreement - SMDA) ที่ซาอุดีอาระเบียและปากีสถานได้ลงนามร่วมกัน ณ พระราชวังอัลยามามะห์ กรุงริยาด เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568 เพื่อสถาปนาพันธกรณีความมั่นคงทวิภาคีภายหลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีกาตาร์ การลงนามข้อตกลงเมกกะในปี พ.ศ. 2569 จึงเป็นการขยายกรอบความร่วมมือจากทวิภาคีไปสู่ไตรภาคีโดยการดึงตุรกีเข้าร่วมเป็นภาคีหลัก
มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศมหาอำนาจมุสลิมทั้งสามฝ่าย มีรายละเอียดดังนี้:
🇸🇦 ซาอุดีอาระเบีย: มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคง (Strategic Hedging) เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้รับประกันความมั่นคงรายเดียว บทเรียนจากการถูกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอับไกก-คูเรส์ในปี 2562, การถอนระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตของสหรัฐฯ ในปี 2564 และล่าสุดคือเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569
ที่กลุ่มฮูตีส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีท่าส่งออกน้ำมันในทะเลแดงของซาอุฯ หลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซท่ามกลางสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทำให้ริยาดตระหนักว่าร่มความมั่นคงของสหรัฐฯ มีความไม่แน่นอน ซาอุดีอาระเบียจึงต้องสร้างหลักประกันความมั่นคงใหม่ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
🇹🇷 ตุรกี: ต้องการยืนยันบทบาทมหาอำนาจระดับภูมิภาคในการจัดสถาปัตยกรรมความมั่นคงด้วยตนเอง โดยไม่ต้องขึ้นกับโครงสร้างที่ตะวันตกครอบงำ นอกจากนี้ การที่อิสราเอลขยายปฏิบัติการทางทหารก้าวร้าวทั่วภูมิภาค รวมถึงการบุกเลบานอน การโจมตีซีเรียและกาตาร์ ตลอดจนการโจมตีอิหร่าน และการที่ผู้นำอิสราเอลส่งสัญญาณข่มขู่ตุรกี
2
ส่งผลให้อังการาต้องเร่งสร้างแนวร่วมป้องกันประเทศ ขณะเดียวกัน การที่อิสราเอลพยายามผลักดัน “พันธมิตรหกเหลี่ยม” (Hexagon Alliance) ร่วมกับกรีซ ไซปรัส อินเดีย และชาติภาคีข้อตกลงอับราฮัม ก็เป็นปัจจัยเร่งให้ตุรกีต้องผนึกกำลังกับซาอุดีอาระเบียและปากีสถานเพื่อคานอำนาจ
🇵🇰 ปากีสถาน: ได้รับประโยชน์มหาศาลทั้งในมิติเศรษฐกิจและการเมือง ปากีสถานได้รับการสนับสนุนทางการเงินและอุปทานพลังงานจากซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะการฝากเงินสำรองและเงินกู้มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ การเข้าร่วมพันธมิตรนี้ช่วยยกระดับให้อิสลามาบัดกลายเป็นผู้ให้บริการความมั่นคงระดับภูมิภาค (Regional Security Provider) เพิ่มน้ำหนักในการเจรจาทางการเมืองระหว่างประเทศ และสร้างดุลอำนาจป้องปรามต่ออินเดียซึ่งเป็นคู่แข่งหลักในเอเชียใต้
2
การเลือกนครเมกกะซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลามเป็นสถานที่ลงนาม มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง สะท้อนถึงเอกภาพ ความจริงใจ และการผนึกกำลังของสามมหาอำนาจในโลกมุสลิมที่มีศักยภาพเติมเต็มซึ่งกันและกัน
  • ​2) มิติด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Security & Defense Cooperation)
ข้อตกลงเมกกะวางอยู่บนหลักการการป้องปรามร่วมกัน (Collective Deterrence) เพื่อยับยั้งการรุกรานจากภายนอก โดยรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ฮากัน ฟีดัน (Hakan Fidan) ระบุว่า ข้อตกลงนี้เตรียมจัดตั้งโครงสร้างสถาบันเพื่อการทำงานจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ สำนักเลขาธิการถาวร (Permanent Secretariat) ซึ่งจะตั้งอยู่ในซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วยคณะกรรมการระดับรัฐมนตรี คณะกรรมการฝ่ายการเมือง และคณะกรรมการฝ่ายการทหาร เพื่อประสานงานการป้องกันประเทศและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์
ในด้านศักยภาพและการเติมเต็มทางทหาร ทั้งสามประเทศมีจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันอย่างมีนัยสำคัญ:
🇹🇷 จุดแข็งของตุรกี: นำเสนอความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับสูง โดยเฉพาะโดรนต่อสู้ (UAVs) ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW) และขีปนาวุธนำวิถี รวมถึงกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในนาโต้
🇵🇰 จุดแข็งของปากีสถาน: เป็นประเทศมุสลิมเพียงแห่งเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง และมีความเชี่ยวชาญด้านกำลังพลและการปฏิบัติการทางทหาร โดยปัจจุบันมีทหารปากีสถานราว 8,000 นาย พร้อมระบบป้องกันทางอากาศ อากาศยานไร้คนขับ และเครื่องบินรบ ประจำการอยู่ในซาอุดีอาระเบียอยู่แล้ว
1
🇸🇦 จุดแข็งของซาอุดีอาระเบีย: มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เงินทุนมหาศาล และทรัพยากรพลังงานที่สามารถสนับสนุนงบประมาณการวิจัย การพัฒนา และการจัดซื้อจัดจ้างทางทหารในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในมิติด้านนิวเคลียร์ นักวิเคราะห์ระบุตรงกันว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้ส่งผลให้ปากีสถานขยาย “ร่มนิวเคลียร์” (Nuclear Umbrella) คุ้มครองซาอุดีอาระเบียหรือตุรกีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากนโยบายยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของปากีสถานยังคงมุ่งเน้นการป้องปรามภัยคุกคามจากอินเดียเป็นหลัก ขณะที่ตุรกีเองก็ยังคงเป็นที่ตั้งของอาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีของสหรัฐฯ ภายใต้กรอบเนโท
นอกจากนี้ ข้อตกลงเมกกะยังเปิดกว้างให้ประเทศในภูมิภาคเข้าเป็นภาคีเพิ่มเติม โดยมีรายงานว่า อียิปต์ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับหนึ่งของโลกอาหรับและเป็นผู้ควบคุมช่องแคบสุเอซ กำลังถูกจับตามองในฐานะผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงในการเข้าร่วมในอนาคต
3
  • ​3) มิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงาน (Economic & Strategic Investments)
ข้อตกลงเมกกะมิได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงความร่วมมือทางทหารเท่านั้น แต่ยังถูกวางโครงสร้างให้เป็นหลักประกันความมั่นคงสำหรับระเบียงเศรษฐกิจและการค้าข้ามภูมิภาค (Trans-regional Economic Corridor) โดยบูรณาการมิติเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
🌊 การปกป้องเส้นทางพลังงานและการค้าทางทะเล: เหตุการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ในปี 2569 และการโจมตีเส้นทางเรือในทะเลแดง ทำให้การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเลตั้งแต่ทะเลอาหรับ ช่องแคบบาบุลมันดับ ไปจนถึงทะเลแดง มีความสำคัญสูงสุดต่อการส่งออกน้ำมันและการค้าโลก สามประเทศภาคีจึงร่วมกันจัดตั้งกองกำลังและกลไกการลาดตระเวนทางทะเลเพื่อปกป้องเส้นทางลำเลียงพลังงานและสินค้า
🛡️ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี: ข้อตกลงฉบับนี้ส่งเสริมการร่วมทุนในโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ร่วมกัน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมทหาร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างอังการา อิสลามาบัด และริยาด ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากประเทศชาติตะวันตก และสร้างความยั่งยืนทางเทคโนโลยีภายในภูมิภาค
💸 การลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์: ความมั่งคั่งทางการเงินของซาอุดีอาระเบียช่วยอัดฉีดสภาพคล่องและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ตุรกีและปากีสถาน ผ่านการลงทุนในภาคส่วนยุทธศาสตร์ เช่น การทำเหมืองแร่ โลจิสติกส์ และพลังงาน ขณะเดียวกัน ปากีสถานสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจและการคมนาคมระหว่างอ่าวเปอร์เซีย เอเชียกลาง จีน และยุโรป ข้อตกลงนี้จึงนับเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง ทุน ตลาด และกำลังทหาร (Synthesis of Money, Markets and Military Power)
  • ​4) ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitical Implications)
การก่อตั้งพันธมิตรเมกกะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อดุลอำนาจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในหลายระดับ:
🇺🇸 การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลังอเมริกันในตะวันออกกลาง (Post-American Security Order): แม้ซาอุดีอาระเบียจะยังคงลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์พลเรือนกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 แต่ข้อตกลงเมกกะสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเลิกพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้รับประกันความมั่นคงรายเดียว และหันมาสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับภูมิภาคด้วยตนเอง
🇮🇷🇮🇱 ดุลอำนาจใหม่ต่ออิสราเอลและอิหร่าน: ข้อตกลงนี้ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Counterweight) ต่อทั้งสองฝ่าย สำหรับอิหร่าน ข้อตกลงนี้เปลี่ยนสมดุลการเผชิญหน้าจากทวิภาคีเป็นไตรภาคีที่มีดุลอำนาจสูงขึ้น สำหรับอิสราเอล การจับมือกันระหว่างตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแผ่อิทธิพลและการผลักดันแนวร่วม "พันธมิตรหกเหลี่ยม" อีกทั้งยังสะท้อนถึงการก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในอดีตระหว่างอังการาและริยาดเพื่อผลประโยชน์ความมั่นคงร่วมกัน
2
🇮🇳 ผลกระทบต่ออินเดียและความสัมพันธ์กับนาโต้: สำหรับอินเดีย ข้อตกลงนี้เพิ่มความซับซ้อนต่อความมั่นคงในมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างปากีสถานและตุรกีอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในเอเชียใต้ ขณะที่ในฝั่งนาโต้ตุรกียืนยันว่าข้อตกลงเมกกะไม่ใช่คู่แข่งของนาโต้ แต่เป็นพันธมิตรป้องกันตนเองที่เข้ามาเสริมสร้างความเสถียรในภูมิภาค
🕌 การทลายมรดกอาณานิคมเชิงประวัติศาสตร์: นักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงเมกกะคือจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญหลังจากผ่านพ้นยุคข้อตกลงไซก์ส-ปิโกต์ (Sykes-Picot Agreement) มากว่าหนึ่งศตวรรษ โดยนับเป็นครั้งแรกที่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ร่วมกันกำหนดระเบียบความมั่นคงของตนเอง แทนที่จะปล่อยให้มหาอำนาจตะวันตกเป็นผู้ขีดเส้นและควบคุมทิศทาง
  • ​5) ท้าทายและข้อจำกัด (Challenges & Limitations)
แม้ข้อตกลงเมกกะจะมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง แต่ก็เผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ:
🔫 การรับรู้ภัยคุกคามที่ไม่สอดคล้องกัน (Divergent Threat Perceptions): แต่ละประเทศภาคีมีลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญสูงสุดกับภัยคุกคามจากอิหร่านและกลุ่มฮูษี ปากีสถานมุ่งเน้นการเผชิญหน้ากับอินเดียและปัญหาชายแดนเอเชียใต้ ขณะที่ตุรกีให้ความสำคัญกับความตึงเครียดในซีเรีย อิรัก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดคำถามว่าหลักการ "โจมตีหนึ่งถือว่าโจมตีทั้งหมด" จะนำไปปฏิบัติจริงได้เพียงใดหากเกิดวิกฤตที่กระทบเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
1
⚔️ ความคลุมเครือในรูปแบบการรุกราน: รูปแบบความขัดแย้งในปัจจุบันมักเป็นสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare) การโจมตีด้วยโดรน สงครามไซเบอร์ และการปฏิบัติการผ่านกลุ่มติดอาวุธตัวแทน หากข้อตกลงบังคับใช้เฉพาะการโจมตีโดยตรงระหว่างรัฐ ก็อาจไม่ครอบคลุมภัยคุกคามจริงที่เกิดขึ้นประจำ แต่หากนับรวมการโจมตีเล็กน้อยจากกลุ่มติดอาวุธ ประเทศภาคีก็เสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่สงครามที่ตนไม่มีผลประโยชน์ร่วม
🪖 ความท้าทายในการแปลงพันธกรณีทางการเมืองสู่การปฏิบัติทางทหาร: การลงนามทางการเมืองแตกต่างจากการสร้างโครงสร้างทางทหารแบบบูรณาการ ข้อตกลงเมกกะยังขาดระบบการบังคับบัญชาร่วม (Joint Command Structure) การวางแผนยุทธการร่วม และโปรโตคอลการตอบสนองวิกฤตทันที ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลในการพัฒนา หากปราศจากกลไกเหล่านี้ ข้อตกลงอาจเป็นเพียงพันธมิตรเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่าสนธิสัญญาทางทหารที่ใช้งานได้ทันที
🤝 ความสัมพันธ์ซับซ้อนกับมหาอำนาจดั้งเดิม: ทั้งสามประเทศยังคงมีผลประโยชน์ผูกพันกับสหรัฐอเมริกา โดยซาอุดีอาระเบียยังพึ่งพาอาวุธและเทคโนโลยีจากอเมริกา ตุรกีเป็นสมาชิกนาโต้ และปากีสถานยังต้องการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับวอชิงตัน การรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรใหม่และการไม่หักห้ามมหาอำนาจดั้งเดิมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง
2
  • ​บทสรุป (Conclusion)
ข้อตกลงป้องกันร่วมกันเมกกะที่ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ถือเป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสถาปัตยกรรมความมั่นคงตะวันออกกลาง แม้ในระยะเริ่มต้นจะมีลักษณะเป็นพันธมิตรเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองและการป้องปรามยืดหยุ่น มากกว่าจะเป็นกองกำลังร่วมบูรณาการแบบนาโต้ แต่ก็สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภูมิรัฐศาสตร์โลก
การผสานศักยภาพสามด้านความมั่งคั่งทางพลังงานและการเงินของซาอุดีอาระเบีย, ขีดความสามารถทางทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี, และศักยภาพทางทหารรวมถึงนิวเคลียร์ของปากีสถานได้สร้างร่มความมั่นคงใหม่ที่พยายามพึ่งพาตนเองในระดับภูมิภาค (Regional Self-Reliance)
ความสำเร็จในระยะยาวของข้อตกลงเมกกะจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของทั้งสามประเทศในการก้าวข้ามความแตกต่างด้านภัยคุกคาม การสร้างโครงสร้างสถาบันและกองอำนวยการร่วมที่ใช้งานได้จริง ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรใหม่และมหาอำนาจโลก ท้ายที่สุด ข้อตกลงเมกกะอาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผลักดันภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้เข้าสู่ ระเบียบโลกแบบพหุขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ที่มหาอำนาจระดับภูมิภาคมีบทบาทนำในการกำหนดชะตากรรมและความมั่นคงของตนเอง
  • ​[ST Showcase] Watermelon 🍉 เปิดตัว Personal Website อย่างเป็นทางการ 👇
  • ​[Charifkub] 7 วิธีสร้าง Connection ให้แข็งแกร่ง และ ได้ประโยชน์ระยะยาว 👇
  • ​[Charifkub] กฎแห่งการดึงดูด คืออะไร วิธีใช้ "กฎแห่งการดึงดูด" เปลี่ยนความคิด เป็นความจริง 👇
Credit :
👇
  • ​https://www.scmp.com/opinion/world-opinion/article/3363663/what-mecca-military-pact-means-china
  • ​https://aje.news/c76swz
  • ​https://aje.news/r8dpax
  • ​https://aje.news/8si9dr
โฆษณา