Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
4 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เบ็ดเตล็ด
๑) ปากนำโพที่จริงควรจะเป็นปากน้ำพิง แล้วลำนำโพธิ์จะอยู่ที่ไหน เคยเห็นในพงศาวดารมีกล่าวถึงปากน้ำพิง ดูอยู่แถวพิษณุโลก ทำให้เข้าใจว่าแต่ก่อนนี้ร่วมน้ำแม่พิงจะตกอยู่แถวพิษณุโลก คลองพิงก็เคยได้ยิน เข้าใจว่านั้นคือลำน้ำซึ่งน้ำเดินอ่อนๆ ทำให้แคบเล็กจนกลายเป็นคลอง (คนขุด) ไปเสียแล้ว แม่น้ำโพธิ์จะเป็นลำน้ำตั้งแต่ที่ร่วมกับแม่น้ำใหญ่ (ซึ่งเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าน้ำน่าน) ขึ้นไปจดคลองพิง (ซึ่งเข้าใจว่ามาต่อกับแม่พิง) อันแผนที่ตามเข้าใจกันก่อนนี้ “ย่อมหมายเอาลำน้ำเป็น
หลัก แต่เมื่อลำน้ำเปลี่ยนไปแผกที่ซึ่งกล่าวมาแต่ก่อนก็เสียหลัก เหมือนหนึ่งแม่น้ำที่เมืองพิจิตรทุกวันนี้ทราบว่าเป็นคลองเรียง แล้วน้ำเดินแรงกัดให้ใหญ่กลายเป็นแม่น้ำไป ที่จริงแม่น้ำและเมืองพิจิตรเก่าก็ยังมี แต่นับวันก็จะศูนย์หายไป เมืองพิจิตรเดี๋ยวนี้เป็นเมืองตั้งใหม่ ยังจำได้ที่ตรัสว่าอาจเลิกได้ในชั่วโมงเดียว คำว่าสระหลวงเข้าใจว่าที่เรียกกันว่าบึงสีไฟอยู่ในทุกวันนี้ ที่กราบทูลมาครั้งนี้ก็ด้วยคิดว่า แม้ทรงทราบการเก่าอย่างไร ก็จะได้โปรดตรัสอธิบายให้เข้าใจแน่ได้
ทะเลสาบ ในคำว่า “สาบ” เกรงจะเป็นชื่อจำเพาะห้วงน้ำที่กว้างที่เมืองเขมร ไม่ใช่เรียกห้วงน้ำกว้างว่าทะเลสาบทุกหนทุกแห่งไป คำว่าทะเลหมายความว่ากว้าง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นห้วงน้ำ เป็นบกก็ได้ เช่นทะเลหญ้า ทะเลตม และหัวทะเล เป็นต้น
๒) ทีนี้จะกราบทูลด้วยเรื่องสีมา อันเป็นเรื่องซึ่งได้กราบทูลมาแล้ว แต่เป็นเรื่องเข้าป่าสำหรับทรงทราบเท่านั้น ไม่ใช่รับรองอะไร
ตามปกติของเกล้ากระหม่อม ถ้าอยากรู้อะไรในทางพระศาสนาก็ถามพระเถระสุดแต่โอกาสจะอำนวย ในเรื่องสีมาได้ถามพระอุบาลี (เผื่อน) ก่อน ท่านบอกว่ามีมากในอรรถกถา ฎีกาโยชนา ส่วนในพระบาลีมีแต่ในพระวินัย ในพระสูตรไม่มี ท่านไม่ได้บอกรายละเอียด เห็นจะฝั่นเฟือหนัก ครั้นได้พบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จึงถาม
ท่านอีก ท่านบอกไม่ได้ด้วยท่านไม่เข้าใจพอ เป็นแต่บ่นว่าอะไรเป็นประโยชน์ๆ กว้างขวางเต็มที เป็นปกติของท่าน ถ้าท่านบอกไม่ได้ก็หาอะไรซึ่งควรดูได้มาให้ดูพิเคราะห์เอาเอง ในเรื่องสีมานี้ท่านส่ง “วินัยมุข” ซึ่งสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณทรงเรียบเรียงมาให้ดู
เกล้ากระหม่อมอ่านดูก็เห็นว่า ท่านทรงกล่าวอ้างถึงไว้ทุกอย่างแต่เราจะต้องจับเอาคำในพระบาลี อันเป็นรากเง่าของเรื่องสีมานั้น แต่คำในพระบาลีเข้าใจยาก ก็เหมือนกับกฎมนเทียรบาลของเรานั้น เป็นเหตุให้มีอาจารย์เป็นอันมาก แปลวินิจฉัยกันไปต่างๆ จึงเกิดเป็นหนังสือขึ้นมากมาย มีอรรถกถาฎีกาเป็นต้น คำที่อาจารย์ทั้งหลาย
แต่งก็วินิจฉัยไปตามความเห็นแห่งตนขัดกันให้ยุ่งไปฟังเอาเป็นยุติอะไรไม่ได้ ลางอาจารย์ก็มีความเห็นถี่ถ้วนเกินไป ลางอาจารย์ก็มีความเห็นมักง่ายเกินไป ลางความเห็นท่านก็ทรงเห็นด้วย ลางความเห็นก็ไม่ทรงเห็นด้วย จึงเป็นเหตุให้ทรงวินิจฉัยใหม่ไปตามพระดำริ
ในข้อที่คิดวินิจฉัยของใครนั้นจะไม่กล่าวถึง จะกราบทูลแต่ความที่กล่าวไว้ในพระบาลี อันเป็นคำเก่าและเป็นหลักของเรื่องสีมานี้มีอยู่ว่าห้ามไม่ให้สงฆ์สมมติสีมาคับแคบ จนอยู่ในนั้น ๒๑ คนไม่ได้ และไม่ให้สมมติสีมากว้างใหญ่เกิน ๓ โยชน์ไป และให้สงฆ์ซึ่งอยู่ในสีมานั้นประชุมกันทำสังฆกรรม
พิจารณาความในพระบาลี หาใช่วัดหนึ่งมีสีมาล้อมโบสถ์จำเพาะวัดเดี๋ยวนี้ไม่ ใกล้ไปทางมหาสีมา แต่มหาสีมาก็เป็นจำเพาะวัดหนึ่งผิดไปจากทางพระบาลีอยู่เหมือนกัน อันมหาสีมานั้นก็มีอาจารย์คนหนึ่งคิดจัดมาแล้ว แต่ก่อนเข้าใจว่าทูลกระหม่อมของเราทรงอะลุ้มอล่วย จัดเอาโน่นนิดนี่หน่อยผสมกัน เพื่อให้ใกล้กับทางพระบาลี ที่ในพระบาลีกล่าวห้ามมิให้สมมติสีมาเกิน ๓ โยชน์นั่นทำให้เกิดความสงสัย ว่าโยชน์
หนึ่งในพระบาลีจะไม่ใช่ ๔๐๐ เส้นอย่างที่เข้าใจกันอยู่ทุกวันนี้ ได้เปิดดูพจนานุกรมบาลีก็บอกแต่เพียงว่าโยชน์หนึ่ง ๔ คาวุต พลิกดูศัพท์ “คาวุต” เพื่อจะรู้ว่ายาวเท่าไร ก็ซัดกลับไปว่าคาวุตหนึ่งเป็น ๑/๔ แห่งโยชน์ เลยไม่รู้ว่าโยชน์หนึ่งยาวเทาไร แต่ก็ดีดอกที่เขียนไว้ให้เข้าใจว่า “คาวุต” สังกฤตเป็น “คาวยูติ” ตรงกับที่เรียกว่า “คาพยุต” ทำให้ได้ความรู้งอกออกไปว่าคาพยุตนั้นเป็น ๑/๔ แห่งโยชน์ ทางพระบาลีที่ว่าไว้ดูเป็นประสงค์ให้พระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในระแวกเดียวกันมารวมทำสังฆกรรมด้วย
กัน ทีจะเป็นที่ไหนก็ได้ภายในสีมาแล้วแต่จะบอกนัดกัน แต่สีมาซึ่งกำหนดอย่างใหญ่ไว้ ๓ โยชน์นั้น ถ้าว่าตามที่เข้าใจกันอยู่ในขณะนี้ก็เป็น ๑,๒๐๐ เส้น เป็นการพ้นวิสัยที่จะบอกนัดและมาประชุมกันได้สะดวก กลัวจะมีเข้าใจผิดมิอะไรก็อะไรอยู่ในนั้น ตามวิธีที่เขาผูกสีมากันในเมืองมอญ ซึ่งฝ่าพระบาทเคยตรัสเล่าประทานครั้งหนึ่งว่าเขาทำอย่างไรกันนั้น ก็เป็นการกระทำตามลัทธิของเกจิอาจารย์สำนักหนึ่ง ซึ่งมิได้ต้องด้วยพระบาลี
๓) พูดถึงความไม่เข้าใจก็นึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าพระยาเทเวศรเล่นละครเรื่องรามเกียรติ์ตอนอาสา มีตัวอากาศตะไลออกรบกับหนุมาน ชื่อนั้นจะแปลว่ากระไรก็ไม่ทราบ มีลางคนคิดเห็นว่าเป็นอากาศประลัย แต่หากคำตะไลจะเทียบด้วยชื่อดอกไม้ไฟซึ่งจุดให้บินขึ้นไปบนอากาศก็ได้เหมือนกัน ในบทรามเกียรติ์รัชกาลที่ ๑ มีว่า “อสูรเสื้อเมืองมารหาญกล้า” ไม่ได้ออกชื่อ เกล้ากระหม่อมมีหน้าโขนตัวนั้นอยู่ ก็เป็นหน้าผู้ชายสมกับที่ว่าพระเสื้อเมืองซึ่งควรเป็นผู้ชาย แต่ที่เจ้าพระยาเทเวศรจัดเล่นนั้น
เป็นผู้หญิง ท่านว่าในบทรัชกาลที่ ๒ มีชัดว่า “นางอากาศตะไลมารหาญกล้า” และนางอากาศตะไลนั้นนุ่งผ้า “จีบโจง” ตามที่นุ่งห่มจีบอย่างผู้หญิง แต่รวบชายล่างขึ้นโจงกระเบนดูก็เห็นไม่ผิดกันกับยักษ์ทั้งปวง ท่านก็คงทำตามที่ทำกันมาก่อน แต่เกล้ากระหม่อมให้นึกไปว่าเข้าใจผิดคำว่า “นุ่งจีบโจง” กลัวจะหมายความว่านุ่งอย่างผู้ดีชาวฮินดู คือจีบชายหนึ่ง โจงชายหนึ่ง ฝ่าพระบาพเข้าพระทัยแล้ว
คิดแปลคำ “นุ่งจีบโจง” นึกขึ้นมาได้ เคยถูกกรมหมื่นวรวัฒน์ถามว่านุ่ง “รัดโกปินำ” นุ่งอย่างไร เกล้ากระหม่อมก็ลา ท่านว่าท่านเห็นคำนั้นใน บททรงเครื่องเมื่ออินทรชิตจะเข้าพิธี ท่านคิดจะเขียนรูปอินทรชิตเข้าพิธีให้ถูกตามที่มีบทกล่าวไว้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ จำได้ว่าฝ่าพระบาทได้เคยทรงทำอะไรทีหนึ่ง เป็นรูปอินทรชิตเข้าพิธีใน
โพรงไม้โรหันติ์ ตัวโตเท่าคน ศีรษะโพกผ้าเหมือนรูปเขียน แต่งตัวก็แต่งเหมือนโขนละครจับ เอานุ่งรัดโกปินำไม่ได้ มาพลิกดูพจนานุกรมบาลีของอาจารย์จิลเดอมี “โกปิน” ให้ตัวสังสกฤตไว้เป็น “เกาปีน” แปลว่าขัดเตี่ยว เห็นจะเป็นนุ่งซับในซึ่งจะเห็นไม่ได้
๔) เจ้ากรมของเกล้ากระหม่อม ฝ่าพระบาททรงรู้จัก ตายแล้ว เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนนี้ แรกเจ็บก็มีอาการแต่ให้อ่อนเพลรบ เกล้ากระหม่อมก็ได้จัดหมอซึ่งเคยรักษาพยาบาลตัวเกล้ากระหม่อมกับทั้งครอบครัวให้ช่วยรักษา แต่ก็เป็นธรรมดาที่รักษาไม่ฟื้นก็ต้องเปลี่ยน ทีหลังมีอาการให้เบาไหลไปไม่เป็นเวลา ทำให้ไม่รู้ว่าต้องเจ็บในกระเพาะหรือไต ได้ส่งหมออีกคนหนึ่งไปให้ตรวจ เขาบอกว่าเป็นมะเร็งที่ไต เมื่อเป็นดังนั้นก็พ้นวิสัยที่จะช่วยได้อยู่เอง
ลายพระหัตถ์
๕) ลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ได้รับแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม โดยบริสุทธิ์ จะกราบทูลสนองต่อไปนี้
๖) เรื่อง โล โหล่ โล่ โล้ โหล นั้นเข้ารูปคำซ้ำอันได้เคยกราบทูลมาแล้ว ที่เสียงสูงต่ำก็เป็นแต่เน้นเสียงเท่านั้น เช่นชาวโคราชพูดม้าเป็น ม่า, ช้าง เป็น ช่าง ช่าง เป็น ช้าง ก็เป็นเรื่องเน้นเสียง หรือจะว่าให้ใกล้ เช่นเราสอนให้อ่านหนังสือว่า กอ ข้อ ขอ ค่อ คอ เฆาะ งอ นั้นเป็นเรื่องเน้นเสียงให้ปรากฏเป็นเบาหนัก เห็นได้ว่าวรรณยุกต์ เกิดทีหลังที่สอนให้อ่านเช่นนั้น การผันอักษรมีนิทานเล่ากันถึงหนังสือไทยใหญ่ ไทย
พวกนั้นส่งเสริมกันให้ทำบุญ ใครสร้างอะไรเป็นการบุญก็มีคำนำชื่อ มีคนหนึ่งสร้างศาลาเป็นที่พักคนเดินทางไว้ข้างทาง แล้วขุดบ่อน้ำไว้ที่ศาลาด้วย แต่ลับไปจนสังเกตไม่ได้ว่ามีบ่อน้ำ จึงเขียนหนังสือเป็นสลากปักไว้ว่า “ที่นี่หมีหนำ” เลยเปิดหนีไปเพราะกลัวหมีไม่ได้พักศาลาและกินน้ำ ทีเราจะเห็นไม่เป็นการในเรื่องไม่มีเครื่องหมายอักษร จึงได้คิดวรรณยุกต์ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ใช้ในหนังสือไทยทุกหนทุกแห่งไป
๗) เรื่องหญิงจงเรียบร้อยไปได้นั้นดีอย่างยิ่ง
๘) พระรูปสมเด็จพระนารายณ์ตามที่ตรัสอ้างถึงนั้นเป็นรูปในสมุดพระรูปซึ่งเสด็จออกสิงหบัญชร เกล้ากระหม่อมก็เคยเห็นทั้งได้เคยเห็นพระรูปอื่นอีกด้วย แต่เล็กเต็มทีจะสังเกตเอาพระพักตร์ว่าเป็นอย่างไรหาไม่ได้ ตามที่กราบทูลนั้นเป็นพระรูปใหญ่หน้าถึง ๒ เซนติเมตร ขนาดเดียวกับรูป ๑๐ ชาติ ซึ่งเกล้ากระหม่อมเขียนแจกสงกรานต์
เป็นรูปทำสำหรับให้ดูโดยจำเพาะ เธอเอาเข้ากรอบไว้ จะกราบทูลให้ทรงทราบว่าคำ “บัญชร” ทางบาลีหมายความว่าหน้าต่างลูกกรง ทำให้นึกไปถึงหน้าต่างปราสาทหินในเมืองเขมรว่าทำเข้าแบบ นั่นเป็นความหมายเก่า เช่นกฎมนเทียรบาลซึ่งเราเข้าใจไม่ได้แล้วเช่นกล่าวมาข้างต้น
๙) เรื่อง “คุณเสือขอลูก” มีข้อสงสัยหลายอย่าง ดังได้เขียนถวายมาในหนังสือเวรฉบับก่อนนั้นแล้ว ข้อที่ทำรูปไปฝังติดไว้นั้นไม่สงวัยว่าใครจะทำ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ตรัสสั่ง ในคำโคลงก็มีปรากฏอยู่แล้วว่า “เฉลยเหตุธิเบศรให้สฤษดิแสร้งแต่งผล” ตามที่ตรัสเล่าถึงประวัติคุณเสือนั้นดีมาก เกล้ากระหม่อมก็ได้ทราบบ้างแต่ไม่ตลอด เขาเล่าว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรได้กัน คุณเสือก็เป็นคนกราบทูลดับพระพิโรธด้วย
๑๐) เรื่องยกศัพท์อวดตุ๊กแก เป็นถูกแน่ตามพระดำริ แม้ในชั้นหลังซึ่งไม่มีสังเคตแล้วก็ยังได้เห็นพระสัพพี ๔ รูปขึ้นเตียงสวดอรรถ แล้วท่านผู้เทศน์จึ่งเทศน์ไปตามอรรถที่สวดนั้น เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นสวดเมื่อเทศน์จบแล้วเป็นคาถานอกทางจากที่เทศน์ไป และเป็นแฟชั่นด้วย ถ้างานศพใดไม่มีสวดท้ายเทศน์ก็ไม่เป็นงานศพ
๑๑) จะกราบทูลถึงชื่อซึ่งตรัสเรียกว่า อมนุษย์ ๔ จำพวก ยักษ์ เห็นอธิบายในทางสังสกฤตว่าผอมสูงอดอยาก ที่จะเป็นด้วยเห็นนั้นจึงว่ากินคน คนกินคนนั้นฝรั่งก็เล่ากันอยู่ถมไป คนธรรพ ว่าเป็นคนเต้นรำขับร้องของเทวดา ว่าเป็นครึ่งเทวดา เป็นชื่อจำเพาะผู้ชายเท่านั้นด้วย ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่า อัปสร กุมภัณฑ์ สังสกฤตเขียนกุม
ภาณฑ์ ว่าอัณฑะใหญ่ราวกับหม้อ ดูก็เป็นแปลไปตามศัพท์เท่านั้นเอง นาค ว่าใหญ่ เอาใช้แก่งู ก็หมายความว่างูตัวใหญ่ เอาใช้กับช้างก็หมายความว่าตัวใหญ่อย่างเดียวกัน ดูจะแปลกไปตามศัพท์เหมือนกัน เอามาใช้แก่คนจะหมายความร่างใหญ่ก็เป็นได้ ดุจคำ “ปุํนาค” (บุนนาค) ก็จะหมายความว่าคนผู้ใหญ่หรือคนโตฉะนั้น พวกอริยกถือตัวว่าตัวเป็นคน นอกจากพวกของตัวถือว่าไม่ใช่คนทั้งสิ้น
จะกราบทูลรับรองพระราชดำริ ด้วยชายงั่วเคยท่องปาฏิโมกข์ บอกอาบัติถุลลัจจัยไม่มีในปาฏิโมกข์ ข้อนี้เห็นได้ชัดทีเดียวว่าอาบัติถุลลัจจัยนั้นเติมเข้าทีหลัง เพื่อจะให้สูงขึ้นไปกว่าปาจิตตีย์อีกชั้นหนึ่ง
๑๒) เรื่องทำรูปคนเป็นคนนั้น ลืมนึกถึงรูปพระสังฆราช (แตงโม) ไปเสียทีเดียว ถ้าเป็นของจริงก็คือทำรูปคนเป็นคนนั้นมีมาแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศแล้ว แต่อาจทำขึ้นทีหลังแล้วซัดไปก็ได้ ไม่ได้จับพิรุธให้รู้แน่อย่างพระเหลือ เช่นได้กราบทูลมาแล้ว แต่นั้นพอเห็นก็รู้ได้ไม่ต้องพิจารณา.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
กันยายน
วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม มาถึงหม่อมฉันแล้วโดยเรียบร้อย
สนองความในลายพระหัตถ์
๑. ชื่อที่เรียกว่า “ปากน้ำโพธิ์” นั้น พิเคราะห์ดูจะเป็นชื่อเรียกกันชั้นหลัง หม่อมฉันนึกไม่ได้ว่าเคยเห็นเรียกชื่อนั้นในหนังสือเก่า ที่ตำบลปากน้ำโพธิ์เองเขาก็เรียกลำน้ำพิงค์ว่า “แควน้อย” เรียกลำน้ำน่านว่า “แควใหญ่” หามีลำน้ำโพธิ์อยู่ที่ไหน ชื่อที่เรียกว่าลำน้ำพิงค์ในหนังสือเก่าก็เห็นเรียกแต่ในหนังสือซึ่งแต่งในอาณาเขตลานนา ดูจะ
หมายลงมาจนสุดแดนเชียงใหม่ต่อแดนสุโขทัยที่เมืองตากเท่านั้น คลองพิงค์ที่เป็นทางน้ำในระหว่างลำน้ำน่านกับลำน้ำยมนั้นเป็นคลองขุดมิใช่ลำน้ำเก่า แต่ลำน้ำแควน้อยกับแควใหญ่เห็นจะมาประสบกันใกล้ปากนำโพธิ์เดี๋ยวนี้ แต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย จึงตั้งเมืองพระบางที่ตรงลำน้ำร่วมเมืองที่หลังตลาดปากน้ำโพธิ์เดี๋ยวนี้
จะทูลบรรเลงต่อไปถึงลำน้ำเก่า ซึ่งหม่อมฉันกับพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เตชคุปต์) ได้เคยเอาใจใส่พิจารณามามาก พระยาโบราณแกพิจารณาตอนกรุงศรีอยุธยา หม่อมฉันพิจารณาตอนอื่นๆ ลำน้ำต่างๆ ที่มาร่วมกันในเขตกรุงศรีอยุธยา ว่าตามที่ได้สังเกตเห็นมาแต่ “ขุน” คือยอดน้ำต่างกันมีถึง ๑๐ สาย ระบุเรียงแต่ทางตะวันออกไปหาตะวันตก
สายที่ ๑ ลำน้ำสัก ยอดน้ำมาแต่เขาปันน้ำกับแม่น้ำโขงข้างเหนือเมืองหล่มผ่านเมืองเพชรบูรณ์ เมืองวิเชียรบุรี (เดิมเรียกเมืองศรีเทพ) เมืองชัยบาดาล และเมืองสระบุรี แนวเดิมไปทางตะวันออกผ่านบ้านพระแก้วมาออกแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บ้านช่างข้างเหนือบางปะอิน ภายหลังจึงขุดคลองลัดทางนครหลวงเอาสายน้ำมาลงใกล้พระนครศรีอยุธยา
สายที่ ๒ จะเรียกว่าลำน้ำนครไทย ยอดน้ำมาแต่เมืองนครไทย แนวเดิมผ่านทางข้างหลัง (คือฝ่ายตะวันออก) เมืองพิษณุโลก ลงมาประสบลำน้ำน่าน ที่ปากน้ำเกยชัยอยู่เหนือปากน้ำโพธิ์ขึ้นไปไม่ไกลนัก ภายหลังถูกขุดคลองลัดมาต่อแม่น้ำน่านข้างเหนือเมืองพิษณุโลก น้ำมาไหลเสียทางนั้น ลำน้ำนครไทยเดิมตอนข้างหลังเมืองพิษณุโลกก็ตื้นเขินเลยหายไป
สายที่ ๓ ลำน้ำน่าน ต้นน้ำมาแต่เขาปันน้ำกับแม่น้ำโขงในแขวงเมืองน่านผ่านเมืองฝาง เมืองทุ่งยั้ง เมืองพิชัย เมืองพิษณุโลกทางด้านตะวันตก เพราะเมืองพิษณุโลกมีลำน้ำน่านอยู่ทางด้านหน้า ลำน้ำนครไทยอยู่ทางด้านหลัง แต่เดิมจึงเรียกว่า “เมืองสองแคว” ลำน้ำน่านถูกขุดคลองลัด เรียกว่า “คลองเรียง” ไปต่อลำน้ำนครไทย สายน้ำไปเดินเสียทางนั้นเป็นเหตุให้ลำน้ำน่านเดิมตอนเมืองสระหลวง (คือ เมือง
พิจิตรเก่า) ลงมาจนปากน้ำเกยชัยตื้นเขิน ถึงต้องย้ายเมืองพิจิตรไปตั้งที่คลองเรียง มีเรื่องปรากฏในพงศาวดารว่า ทูลกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรือกลไฟพระที่นั่งอัครราชวรเดชขึ้นไปเมืองพิษณุโลกเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๐๙ ขาเสด็จขึ้นไปน้ำยังมากเรือพระที่นั่งไปทางเมืองพิจิตรเก่าแต่ขาล่องน้ำลดต้องกลับทางคลองเรียง
สายที่ ๔ ลำน้ำยม ยอดน้ำมาแต่ภูเขาในมณฑลพายัพ ไหลผ่านเมืองแพร่ เมืองสวรรคโลก เมืองบางยม ลงมาประสบลำน้ำท่าแพข้างใต้เมืองสุโขทัย ลำน้ำยมถูกขุดคลองลัดที่เมืองเชลียง มาออกลำน้ำท่าแพน้ำมาไหลเสียทางคลองนั้น ลำน้ำยมเดิมตอนแต่เมืองสวรรคโลก ลงมาประสบลำน้ำท่าแพข้างใต้เมืองสุโขทัยเลยตื้นเขิน เรียกกันว่าลำน้ำยมเก่า เอาชื่อน้ำยมมาเรียกลำน้ำท่าแพ แต่เมืองเชลียงลงมาจนตลอดเขตเมืองสุโขทัย
สายที่ ๕ ลำน้ำท่าแพ (สงสัยว่าเดิมจะเรียกว่า “ลำน้ำเชลียง”) ยอดน้ำมาจากมณฑลพายัพมาผ่านเมืองเชลียงทางฝ่ายตะวันตก และผ่านเมืองสุโขทัยลงมาประสบแม่น้ำน่านตรงไหนหาทราบไม่
สายที่ ๖ จะเรียกตามชื่อปากน้ำว่า “ลำน้ำเชียงไกร” ยอดน้ำลงมาทางเมืองสุโขทัย แต่จะมาจากไหนยังหาทราบไม่ ได้เห็นแต่ตอนผ่านข้างหลังเมืองกำแพงเพชร มีเมืองโบราณเรียกว่าเมืองพาน อันมีชื่ออยู่ในศิลาจารึกสุโขทัย ตั้งอยู่ริมลำน้ำนั้น และมีเป็นแนวลงมาจนปากน้ำเชียงไกร (แต่เรียกกันที่เมืองนครสวรรค์ว่า “เชิงไกร”) ลำน้ำนี้ตื้นเขินหมดทั้งสาย
ลำน้ำแต่สายที่ ๒ จนสายที่ ๖ ที่พรรณนามานี้ล้วนมาประสบลำน้ำแควใหญ่ข้างเหนือปากน้ำโพธิ์ทั้งนั้น
สายที่ ๗ ลำน้ำพิงค์หรือแควน้อย ยอดน้ำมาแต่เขาปันน้ำกับแม่น้ำโขงในเขตเมืองเชียงใหม่และนครลำปาง มาประสบลำน้ำวัง อันตั้งเมืองนครลำปาง ที่เมืองตากเก่า รวมกันผ่านเมืองตาก (บ้านระแหง) และเมืองกำแพงเพชร ลงมาประสบลำน้ำแควใหญ่ที่ปากน้ำโพธิ์
สายที่ ๘ จะเรียกว่า “ลำน้ำบางประมุง” ตามที่เรียกกันเมืองนครสวรรค์ ลำนี้อยู่ทางฝ่ายตะวันตกเคียงกันลงมากับลำน้ำพิงค์ตั้งแต่เมืองกำแพงเพชร สันนิษฐานว่ายอดน้ำจะมาแต่เขาปันน้ำแดนเมืองไทยต่อกับเมืองพม่า ตัวลำน้ำยังเหลือแต่เป็นห้วงเป็นตอน สังเกตได้ว่าเดิมเป็นแม่น้ำใหญ่ เห็นจะตื้นเขินเมื่อขุดคลองสวนหมากให้มาติดต่อกับลำน้ำพิงค์ที่เมืองกำแพงเพชร ชักสายน้ำมาออกลำน้ำพิงค์เสียหมด ที่ในเรื่องพงศาวดาร เรียกว่า บึงหูกวาง อยู่ในระหว่างเมืองนครสวรรค์กับเมือง
กำแพงเพชร ซึ่งพระเจ้าเสือตรัสสั่งให้กรมพระราชวังบวรฯ กับพระบัณฑูรน้อยถมทำทางเสด็จทรงช้างข้าม ก็คือลำน้ำบางประมุงนั้นเอง ข้างใต้ลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ยังเหลือเป็นลำน้ำใหญ่ เรียกว่าลำน้ำบางประมุงอยู่ตอนหนึ่ง (แต่หม่อมฉันไม่เคยไปดู) ต่อมาถึงเมืองพยุหคีรีมีอีกตอน ๑ เรียกว่าลำน้ำพระทรง ยังกว้างลึกเป็นลำน้ำใหญ่ จะมาร่วมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงไหนยังหาทราบไม่
สายที่ ๙ ลำน้ำเมืองสรรค์ ชาวกรุงศรีอยุธยาเรียกกันว่าแม่น้ำน้อยสังเกตดูมีแนวต่อขึ้นไปทางเมืองอุทัยธานี ยอดน้ำเห็นจะมาแต่ภูเขาปันน้ำในแดนเมืองนั้น แต่เมื่อสมัยสุโขทัยใกล้จะต่อกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ขุด “คลองแพรก” จากแม่น้ำน้อยไปต่อแม่น้ำเจ้าพระยาคงเป็นเมื่อสร้างเมืองสรรค์ เมืองสรรค์จึงได้ชื่อว่าเมืองแพรก ลำน้ำน้อยนี้เดิมลงมาผ่านเมืองสิงห์ เมืองวิเศษชัยชาญ ผ่านทางบ้านผักไห่มาออกที่บางไทร แต่ภายหลังขุดคลองลัดที่นั่นบ้างที่นี่บ้างเลยเลอะไป
สายที่ ๑๐ ลำน้ำลพบุรียอดน้ำลงมาทางฝ่ายตะวันออกแต่จากที่ไหนยังหาทราบไม่ เดิมก็เป็นแม่น้ำใหญ่ ยังเหลืออยู่ที่บางลีบางขาม เรียกว่าลำน้ำโพธิ์ชัย ภายหลังถูกขุดคลองลัดที่บางพุดซาและที่อื่นอีกก็เลยตื้นเขินเป็นห้วงเป็นตอน
น้ำที่ไหลออกปากน้ำเจ้าพระยามาแต่ลำน้ำถึง ๑๐ สาย ดังพรรณนามาแต่ยังไม่มีใครรู้ทางของลำน้ำเหล่านั้นที่เปลี่ยนแปลงมาอย่างไรแน่ได้ แต่ประเมินตามสังเกตเห็น
ตามทูลมายังมีลำน้ำในแขวงเมืองสิงห์และเมืองอินทร และที่อื่นๆ ซึ่งยังคิดไม่เห็นเค้าเดิมอีกหลายแห่ง หม่อมฉันได้เคยขอให้กรมแผนที่เขาช่วยตรวจ ทำแผนที่แนวลำน้ำเก่าก็ไม่สำเร็จ เพราะกิจธุระของกรมแผนที่ไม่ตรงกันกับความปรารถนาของราชบัณฑิตยสภา หม่อมฉันได้ลองคิดอีกอย่างหนึ่ง อาศัยเหตุที่นายตรี อมาตยกุล๑ ซึ่งรับราชการอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์สถานถูกเกณฑ์เป็นทหาร หม่อมฉันร้องขอต่อกระทรวงกลาโหมให้ส่งนายตรีไปรับราชการในกรมทำแผนที่ เพื่อเรียนวิชาทำแผนที่ หมายว่า
เมื่อนายตรีรับราชการทหารครบกำหนดรู้วิชาทำแผนที่มาแล้ว จะจัดให้มีพนักงานทำแผ่นที่ขึ้นในราชบัณฑิตยสภา สำหรับทำแผนผังและแผนที่โบราณวัตถุ รวมทั้งตรวจแนกลำน้ำเก่าด้วย สำเร็จตามความคิดเพียงนายตรีไปเรียนวิชามา ยังไม่ทันจะได้จัดกองทำแผนที่ หม่อมฉันก็ออกจากตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา เห็นว่าทำแผนที่แนวแม่น้ำเก่าได้ จะรู้และจะคิดวินิจฉัยเรื่องพงศาวดารถูกต้องดีขึ้นอีกมาก เมื่อยังไม่สำเร็จก็ต้องปล่อยไว้ให้คนภายหน้าเขาคิดต่อไป
๒. ที่เรียกว่าทะเลสาบนั้น หม่อมฉันก็เคยสงสัยเหมือนอย่างทรงพระดำริคำว่า “สาบ” จะเป็นชื่อทะเลเฉพาะแห่ง คือเฉพาะทะเลที่น้ำจืดเมืองเขมร เพราะมีคำภาษาไทยเรียกเป็นอย่างอื่น ทางฝ่ายตะวันออกเขาเรียก “หนอง” เช่นหนองหาญที่ตั้งเมืองสกลนครและเมืองกุมภวาปี ทางฝ่ายเหนือในจารึกของพ่อขุนรามคำแหงก็ว่า “เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยมีทะเลหลวง” และที่ขนานชื่อเมืองพิจิตรแต่เดิมว่า “เมืองสระหลวง” ก็เป็นแต่คำภาษามคธมาใช้หมายความว่าห้วงน้ำอย่างเรียกกันชั้นหลังว่า “บึง” นั่นเอง ที่แปลคำ Lake ว่าทะเลสาบนั้นผิดแน่
๓. วินิจฉัยสีมาที่ประทานเพิ่มเติมมา หม่อมฉันพิจารณาดูเห็นว่าทำให้วินิจฉัยอย่างหม่อมฉันได้ทูลไปชัดยิ่งขึ้น ตามความในตัวบาลีที่ห้ามมิให้กำหนดเขตสีมากว้างใหญ่เกิน ๓ โยชน์และมิให้แคบจนพระสงฆ์ ๒๑ องค์นั่งไม่ได้นั้น พิเคราะห์ดูข้อแรกเป็นมูลของมหาสีมา ข้อหลังเป็นมูลของพัทธสีมา ดังจะทูลอธิบายความเห็นเป็นอุปมาต่อไป
ต่างว่าเมื่อพระพุทธศาสนาล่วง ๕๐๐๐ ปี สิ้นพระสงฆ์ซึ่งมีแต่ผ้าเหลืองทัดหูหมดแล้ว พระศรีอารย์มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และให้พระสงฆ์สาวกพวก ๑ มาประกาศศาสนาในเมืองไทย และบัญญัติเรื่องสีมา สำหรับทำสังฆกรรมอย่างเดียวกันกับพระ
สากยมุนีพุทธเจ้า พระสาวกพวกนั้นมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อก่อนจะเที่ยวแยกย้ายกันไปเที่ยวประกาศพระศาสนาปรึกษากันว่า จะกำหนดเขตสีมาเพียงไหนดี องค์ ๑ เห็นว่าควรกำหนดเขตมณฑลกรุงเทพฯ เป็นสีมา พระภิกษุโดยมากเห็นว่ากว้างขวางเกินไป เวลาจะทำสังฆกรรมจะต้องเที่ยวเดินติดตามพระถึง เมืองปทุม เมืองมีน และเมืองสมุทรปราการ จะลำบากนัก จึงตกลงกันให้เอาเขตจังหวัดกรุงเทพฯ เป็นสีมา เมื่อตกลงกันเช่นนั้นแล้ว ต่อมาบางครั้งก็ทำสังฆกรรมกันที่สามเสน บางครั้งก็ทำที่
บางคอแหลมแล้วแต่จะสะดวก เพราะอยู่ในเขตของสีมาที่ได้กำหนดไว้ ๒ ตำบล มูลของมหาสีมาน่าจะเป็นเช่นนี้ ต่างว่าต่อมามีผู้เลื่อมใสถวายสวนแห่ง ๑ ที่ปทุมวันเป็นสิทธิต่อพระสงฆ์สำหรับเป็นที่ทำสังฆกรรม เมื่อมีที่เป็นสงฆสมบัติเกิดขึ้นดังนั้นแล้ว แต่นั้นก็ไปทำสังฆกรรมที่ปทุมวันแต่แห่งเดียว อันนี้น่าจะเป็นมูลของพัทธสีมา จึงมีข้อห้ามมิให้กำหนดเขตสีมากว้างขวางเกินไป และห้ามมิให้กำหนดเขตพัทธสีมาคับแคบเกินไป แต่ตามพยัญชนะในบาลีเอาขนาดที่สุดทั้ง ๒ อย่างขึ้นว่า
ตามพุทธบัญญัติเดิม ซึ่งตั้งเมื่อพระพุทธองค์ส่งพระสาวกไปเที่ยวประกาศพระศาสนาน่าจะเป็นอย่างเช่นอุปมามา ต้องเป็นการที่เข้าใจและทำได้สะดวก เพราะเมื่อพุทธกาลพระภิกษุสาวกยังไม่มีมากนัก และคนที่ยังไม่เลื่อมใสพระพุทธศาสนาก็มีมาก ครั้นล่วงพุทธกาลมาได้หลายร้อยปี พระพุทธศาสนารุ่งเรืองแพร่หลาย พระภิกษุ
และสังฆาวาสมีมากมาย ผู้คนพลเมืองก็นับถือพระพุทธศาสนาทั่วไปเป็นพื้น วิธีสอนพระศาสนาก็ผันแปรไปตามเหตุ เป็นต้นว่าพระสงฆ์อยู่กับวัดประจำที่ ไม่ต้องจารึกไปเที่ยวสอนพระศาสนาเหมือนแต่ก่อน ผู้คนก็พอใจไปฟังสั่งสอนพระศาสนาที่ตามวัดเป็นกิจวัตรของประชาชน คิดดูถ้าพระพุทธองค์เสด็จอยู่จนเวลาเมื่อการผันแปรมาด้วยความเจริญอย่างว่า ก็เห็นจะทรงแก้ไขพุทธบัญญัติเรื่องสีมาเปลี่ยนแปลงมาให้
เหมาะแก่พฤติการณ์ แต่พระมหาเถระสาวกนิกาย อันเป็นต้นลัทธิหินยานที่เรานับถือกัน ได้ลงมติไว้เสียแล้วเมื่อเกิดเหตุที่จะต้องทำทุติยสังคายนาเมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ ว่าไม่ให้แก้พระวินัยบัญญัติเดิมเรื่องสีมา ในเวลาเมื่อพฤติการณ์ไม่เหมาะแก่พุทธบัญญัตินั้นเสียแล้ว จึงแก้ไขกันด้วยทำวินัยกรรมต่างๆ ตามความเห็นของเกจิอาจารย์ แต่รวมความก็คือทำผิดกับพุทธบัญญัติเดิม แต่ให้อ้างได้ว่ามิได้แก้ไขพระวินัยหม่อมฉันคิดเห็นตั้งทูลมา
๔. ที่เรียกว่านุ่งจีบโจงจะเป็นอย่างไร หม่อมฉันไม่เคยคิดถ้วนถี่ นึกว่านุ่งหางหงส์ก็เป็นจีบโจงเหมือนกัน ถ้าว่าถึงต้นเค้าของการนุ่งผ้า ชาวอินเดียกับดูก็เป็นอย่างเดียวกัน ไทยเราอาจจะได้แบบมาแต่อินเดียด้วยซ้ำไป คือเวลาอยู่กับบ้านเรือนโดย
ปกตินุ่งผ้าผืนเดียวตามสบาย ถ้าไปทำการงาน เช่นไปรบพุ่งเป็นต้น นุ่งกางเกงสนับเพลาข้างในนุ่งผ้าทับข้างนอก ผู้หญิงเดิมเป็นแต่นุ่งผ้าผืนเดียว เปลือยอกทั้งชาวอินเดียและไทย ภายหลังจึงใช้ผ้าห่มปิดอก ชาวอินเดียใช้ผ้าผืนเดียวทั้งนุ่งห่ม ไทยเราใช้ผ้า ๒ ผืน นุ่งผืน ๑ ห่มผืน ๑ หม่อมฉันมีความรู้พอทูลได้แต่เท่านี้
๕. ที่เจ้ากรมของท่านถึงอนิจกรรมนั้น หม่อมฉันเสียดาย ด้วยตั้งแต่รู้จักก็ชอบแกมา เพราะเห็นกิริยามารยาทกับทั้งอัธยาศัยเป็นคนสุภาพ เป็นผู้ดีอย่างแบบโบราณ เห็นแกเมื่อใดก็คิดถึงเจ้ากรมคนแรกของหม่อมฉัน ชื่อเทศ เดิมเป็นมหาดเล็กละครของกรมพระพิทักษ์ ๆ สิ้นพระชนม์แล้ว มาเป็นพี่เลี้ยงของหม่อมฉันอยู่จนได้เป็นเจ้ากรม
แล้วจึงตาย โดยปกติแกไม่ชอบใส่เสื้อถ้าเป็นเวลาร้อนก็เอาผ้าขาวม้าชุบน้ำคาดอกเหมือนอย่างพระห่มดอง แต่แกเข้าเจ้านายขุนน้ำขุนนางได้เรียบร้อย เจ้าพระยาเทเวศรก็ออกจะเคารพด้วยเคยคุ้นมาแต่ยังเด็ก ผู้ดิีแบบโบราณเช่นเจ้ากรมของท่านเห็นจะหมดตัวแล้ว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. ปัจจุบันเป็นหัวหน้ากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ ↩
วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓ กันยายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เรื่องดึกดำบรรพ์
๑. เรื่องสีมา ตามที่กราบทูลมาก่อนเพียงเค้าความ แต่อดไม่ได้ด้วยเห็นอะไรขันๆ จึงจะกราบทูลรายละเอียดเป็นลางข้อต่อไป
สีมานั้น ท่านให้สงฆ์สมมติเอา ภูเขา หิน ป่าไม้ ต้นไม้ แม่น้ำ บ่อ สระ หนทาง เป็นต้น เป็นนิมิตแห่งสีมา ดูก็กลมเกลียวกันกับที่ว่าให้สมมติสีมากว้างใหญ่นับด้วยโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาคำที่พระอาจารย์ต่างๆ วินิจฉัย กับทั้งที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็เห็นเป็นขบขัน
ข้อที่กำหนดว่าให้ถือเอาหินเป็นนิมิตสีมานั้น เข้าใจว่าหินโดยธรรมดาซึ่งติดอยู่กับที่ เช่นหินดาดเป็นต้น แต่คำพระอาจารย์อธิบายว่าเอาก้อนหินเพียง “๑๒ ปล” มาวางหมายก็ได้ สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณตรัสไว้ในหนังสือนั้นว่าท่านเห็นเล็กหนัก จึ่งอยากรู้ว่า “ปล” หนึ่งเท่าไร เปิดดูพจนานุกรมบาลีก็บอกไว้แต่เพียงว่าจำนวนน้ำหนัก
อย่างหนึ่ง ได้เรียนถามพระศาสนโสภณ (แจ่ม) ท่านบอกว่าท่านไม่ทราบก็เปนอันจนอยู่ที่จะรู้ตัวเลขเพียงเท่านั้น คิดดูถึงที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก้อนหินนั้นแต่งให้กลมเสียด้วย เรียกว่า “ลูกนิมิต” แต่ที่แต่งให้กลมนั้นได้แต่งามไม่ได้ความยืนยง เพราะคนอาจกลิ้งให้พ้นที่ไปเสียได้โดยง่าย คงมีท่านอาจารย์คนหนึ่งเห็นความบกพร่องในข้อนั้น จึงบัญญัติให้เอาฝังดินเสีย แต่ความหมายในบัญญัติของท่านคงไม่ได้หมายให้
ฝังดินเสียจนมิด หมายแต่เพียงไม่ให้คนกลิ้งเคลื่อนที่ไปเสียได้เท่านั้น แต่ทีหลังเลยฝังดินเสียมิดจนไม่แลเห็นเป็นเครื่องหมาย ต้องปักใบเสมาไว้เบื้องบนอีกชั้นหนึ่ง สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณตรัสบรรยายไว้ ว่าได้เคยไปทรงยกใบเสมาใหญ่ที่พิษณุโลกขึ้นขุดดูลูกนิมิตใต้นั้นก็ไม่พบ แปลว่าเขาใช้หินใบเสมาใหญ่นั้นเองเป็นนิมิตสีมา เดี๋ยวนี้ยังซ้ำมีลูกนิมิตกลางเสียด้วยคิดเหตุก็ไม่เห็นมีคนพยายามแปลเหตุ แต่ก็ฟังไม่เห็นด้วยเลย
ในเรื่องเอาต้นไม้เป็นนิปิต ก็มีพระอาจารย์พระอาจารย์กล่าวไว้ว่าต้องเป็นไม้แก่น ที่ว่านี้ก็ดีดอกที่จะไม่ให้สมมติเอาต้นกระเพราเป็นสีมา แต่ว่าต้นตาลก็เข้าในบัญญัตินี้ไม่ได้ด้วยเป็นไม้ไม่มีแก่น ซ้ำร้ายไปยิ่งกว่านั้น ยังมีคำอธิบายต่อไปว่าถ้าเป็นต้นไม้มีแก่นแล้ว ถึงต้นจะเท่าเข็มก็ใช้ได้ ออกจะกลืนไม่ลง
ในข้อที่ว่าเอาบ่อสระเป็นนิมิตนั้น มีอธิบายว่า แม้จะคุ้ยดินพอเป็นแอ่งเอาน้ำเทลงไป แม้น้ำขังอยู่ได้จนสวดผูกโบสถ์จบก็ใช้ได้ ชื่อว่าเอาบ่อสระเป็นนิมิตเหมือนกัน ข้อนี้ก็กลืนไม่ลงเหมือนกัน
ยังเรื่องถอนสีมา นั่นเดิมหมายถึงลบล้างสีมาเก่าสมมติสีมาใหม่ ทีหลังกลายเป็นว่าใครผูกสีมาไว้แต่ครั้งไหนจนไม่มีใครรู้ และไม่เห็นซากอะไรแล้วหรือไม่มีใครผูกไว้ก่อนเลยก็ต้องถอน ถ้าไม่ถอนก็ผูกสีมาใหม่ไม่ขึ้น ข้อนี้ก็กลายเป็นทำตามเคยเป็นพิธีไปเท่านั้นเอง
มีพระเจ้าแผ่นดินในเมืองลังกาองค์หนึ่งท่านทรง “อิน” ขึ้นมาตรัสยกเอาอนุราธปุระถวายเป็นสังฆสีมาทั้งเมือง นั่นเองเป็นตัวอย่างให้พระภิกษุผู้ทรงสมณศักดิ์ ถวายพระพรแด่สมเด็จพระนารายณ์ ให้ทรงอุทิศพระที่นั่งถวายเป็นสังฆสีมา ในเวลาบวชมหาดเล็กเมื่อใกล้สวรรคต
นี่กราบทูลแต่ข้อที่สะดุดใจมาก ที่สะดุดใจน้อยนี้อีกมาก หากแต่ไม่ได้นำมากราบทูล
๒. เรื่องสิบสองนักษัตร เท่าที่สืบได้ความมาก็ “คุมไม่ติด” ให้เป็นรูปขึ้นได้ รู้แน่ว่าไม่ได้มาทางอินเดีย เพราะในอินเดียไม่ได้ใช้ มีใช้กันแต่ทางใกล้บ้านของเรานี้ ทีจะเป็นคิดกันขึ้นแถวบ้านเรา ทางจีนที่พบแล้วก็แย่งกันมาถึง ๓ ชั้น เป็นว่าพวกตนคิด
เพราะเหตุด้วยเป็นสิ่งที่ดี ชั้นต่ำว่าคิดขึ้นในแผ่นดินถัง ชั้นกลางว่าคิดขึ้นในแผ่นดินฮั่น ชั้นสูงว่าคิดขึ้นในแผ่นดินไคเภก แต่ฝรั่ง เขาว่าจีนจำมาแต่ตุรกีเก่า และว่าตุรกีเก่าจำมาจากบาบิโลนอีกต่อหนึ่ง ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ทราบไม่ได้ จะฟังเอาคำพูดในหนังสือก็ฟังยาก ต่างก็พูดไม่ลงรอยกันไปทั้งนั้น
พิจารณาถึงเรื่องเรียกชื่อปีกันก็ไม่ได้เรื่อง ลางพวกก็เรียกต่างกันไปไกล ลางพวกก็เรียกเหมือนกัน เช่นไทยเรียกเหมือนกับเขมร แต่ก็ไม่ใกล้กับจีน พวกพายัพและอีสานควรจะเรียกเหมือนเราเพราะอยู่ติดต่อกัน แต่แพ่นไปเหมือนเข้ากับอาหม เห็น
ได้ว่าเขาสืบมาทางนั้น ส่วนเราเอาอย่างเขมร แต่เขมรก็ไม่ได้เอาอย่างญวน ซึ่งเป็นเมืองใกล้เคียงกันมา ประหลาดหนักหนาอยู่ อันชื่อปีนั้นจะเป็นภาษาอะไรก็คิดไม่ตก แปลเอาความก็ไม่ได้ ลางทีก็จะหมายถึงรูปสัตว์นั้นเอง ลางชื่อก็ปรากฏเช่นชาวพายัพเรียกลิงว่าวอก แต่อาจมีใครสัปดนเอาชื่อปีไปเรียกสัตว์หมายปีก็ได้ เช่นเจ้า
พระยาภาสฯ จดบาญชีกับข้าวว่า “แกงระกา” ฉะนั้น ลางพวกก็ไม่มีชื่อปีต่างหาก เรียกตรงตามชื่อสัตว์หมายปีไปทีเดียว ลางพวกก็เรียกทั้งสองอย่าง ตามชื่อปีก็เรียกตามชื่อสัตว์ก็เรียก เช่นพวกจีนเป็นต้น ปัญหาซึ่งเคยกราบทูลมาถึงเรื่องปีมะโรงมีผู้ว่ามาแต่ “หลง” แห่งภาษาจีนหลวง สืบภาษาจีนหลวง (ไม่ใช่ทางพระเจน) ได้ความว่าชื่อปีมะโรงเขาเรียกว่า “อิน” ไกลกันไปไหนๆ แม้เรียกตามชื่อสัตว์จึงเป็น “หลง” หรือ “ล่ง” ซึ่งแปลว่ามังกร (แต้จิ๋วเป็น “เล่ง” หรือ “เล้ง)
รูปสัตว์ประจำปีมีผิดกันอยู่ ๓ อย่าง ปีฉลู ลางพวกก็ว่าเป็นวัว ลางพวกก็ว่าเป็นควาย พวกที่ว่าเป็นควายเห็นจะเป็นด้วยในประเทศแห่งตนไม่มีวัว เช่นจีนก็ไม่เห็นทำรูปวัวไว้ที่ไหน มีลายครามก็แต่ “จูงควายข้ามสะพาน” ข้างจีนเขาเรียกควายในคำหนึ่ง แปลได้ความว่าวัวน้ำ ปีมะโรง ลางพวกก็เป็นมังกร ลางพวกก็เป็นนาคเห็นจะแล้วแต่ใครถนัดอย่างไหนตามแต่พวกตนจะเข้าใจได้ เพราะเหตุที่เหยียดเอามังกรเป็นนาค.
เป็นงูไปด้วยกัน ผิดกันแต่มีตีนกับไม่มีตีนเท่านั้น ที่แปลกมากก็คือปีกุน พวกพายัพลางทีก็ทำเป็นช้าง คิดตามก็ติดจะเห็นเหตุห่างเต็มที คราวหนึ่งเกล้ากระหม่อมต้องเขียนหมูวิ่งหาหมูดูเสียแย่ ที่สุดก็เห็นปรากฏว่าเส้นเหมือนช้างซึ่งรู้อยู่แล้ว ผิดกันแต่ปลายอวัยวะลางอย่างเท่านั้น คำโบราณมีอยู่ว่า “เห็นช้างเท่าหมู” หมายความว่าไกลจนเห็นช้างราวกับหมู เป็นการแสดงว่าช้างกับหมูเป็นสัตว์พวกเดียวกัน จึงทึกเอาหมูเป็นช้าง แต่นี่เปนเดาอย่างมีหลักฐานน้อยนัก
เดือนก็ชอบกล ทางอินเดียเรียกชื่อตามดาวฤกษ์ ทางไทยเรียกชื่อเป็นทางนำเบอเหมือนกับจีน เห็นได้ว่าเอาอย่างจีน ทางฝรั่งเป็นไปอย่างอื่น ๔ เดือนเป็นนำเบอ อีก ๘ เดือนเป็นอื่นไป ยังไม่ได้สอบตำราดูว่ามาแต่อะไรเป็นแต่ได้ยินเขาพูด จำก็ไม่ได้ ว่าพระเจ้าแผ่นดินในเมืองโรมทรงบัญญัติขึ้น สังเกตได้ว่าเป็นชื่อคนก็มี เช่น “ออกุสต” เป็นต้น แต่เดิมทีจะแบ่ง ๑๐ เพราะชื่อเดือนสุดท้ายเป็น ๑๐
วันทั้ง ๗ คือวันอาทิตย์วันจันทร์ นั้นชอบกล เท่าที่รู้แม้ทางใกล้บ้านเราก็มีใช้กันน้อย จีนก็ไม่มี อินเดียก็ไม่มี เราจะได้มาแต่ไหน สังเกตเห็นเป็นชื่อเทวดาร่วงๆ ทั้งนั้น ทีจะมาพร้อมกับโหร เห็นได้ว่าโหรเก่ากว่าพราหมณ์ ซึ่งนับถือพระอิศวรพระนารายณ์
มาก นอกจากทางเราก็ไม่รู้ทางฝรั่งว่าเขามีเหมือนกัน แต่สอบตำรามีผิดกันไปบ้าง วันอาทิตย์วันจันทร์วันอังคารและวันเสาร์ตรงกัน ส่วนวันพุทธกลายเป็นเทวดารักษา พวกเยอรมัน วันพฤหัสบดีเป็นพระอินทร์ (วชิรปาณี) วันศุกร์เป็นเทวธิดาชายาพระโอดิน (ไมใช่ “วีนุส”) ทีเขาจะได้มาจากกรีกซึ่งนับถือเทวดาร่วงๆ อย่างโหรเรา
ลายพระหัตถ์
๓. เมื่อวันที่ ๓๑ .สิงหาคม (วันเสาร์) ได้รับลายพระหัตถ์เวร ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม โดยเรียบร้อย จะกราบทูลสนองเป็นลางข้อต่อไปนี้
๔. เรื่องลืมที่ตรัสจำแนกไปนั้น ล้วนเรื่องเก่าแก่และฟั่นเฝือ แม้ถึงลืมก็อภัยได้ ที่ลืมสดๆ ร้อนๆ นั้นเลวเต็มที จะอภัยไม่ได้เลย
๕. เรื่องเที่ยวร้านนั้นผู้หญิงเขาชอบ แต่เราเบื่อ ดังได้เคยเล่าถวายมาทีหนึ่งแล้ว พระดำรัสในเรื่องกินนั้นถูกที่สุด คนที่ตายเสียในเรื่องกินมีอยู่บ่อยๆ ไม่จำต้องเป็นคนแก่
๖. เรื่องขอลูก ตรัสเล่าถึงองค์พุทธประดิษฐานนั้นดีเต็มที ไม่เคยทราบเลย
๗. ตามที่ตรัสเล่าถึงเพดานปราสาทหินนั้นก็ดีเต็มที ทำให้ได้สติขึ้นอีกหลักหนึ่ง อันปราสาทหินนั้นจะต้องมีเพดานไม่ว่าที่ไหน เพราะด้านในแห่งหลังคาทำไว้อย่างหยาบๆ ทั้งนั้น บัวรับเพดานก็มีปรากฏอยู่ให้เห็นได้ เพดานนั้นจะต้องทำด้วยไม้ ถ้า
ทำด้วยหินจะต้องเป็นหินแท่งใหญ่ ซึ่งไม่เคยเห็นเลยว่าเขมรทำหินแท่งใหญ่ได้เท่าเพดาน เพดานนั้นจะทำด้วยไม้ จะจำลักกรุไว้ให้คงเป็นไม้อยู่โดยธรรมชาติกระนั้นหรือ เห็นเป็นขัดข้องว่าจะต้องเปิดทองทาสี ตามที่ได้ทอดพระเนตรเห็นเมื่อเพดานเป็นสี แล้วผนังจะเป็นฉลักหินอยู่โดยธรรมดาก็เห็นจะดูขัดกันมาก น่าจะต้องลงสีไป
ด้วยกัน เมื่อผนังเป็นสีแล้วก็ลุกลามไปถึงเสาด้วย และถ้าเสาเป็นสีแล้วก็คุกคามไปถึงภายนอกด้วย ฐานจะเป็นหินเปล่ารองรับเสาซึ่งเป็นสีจะใช้ได้หรือ อันนี้ก็ไปเข้ารูปตามที่กราบทูลว่าเคยเห็นพระระเบียงซึ่งทำด้วยศิลาทรายเขียวกับศิลาทรายแดงไปต่อกันกลางคัน นึกถึงแบบอย่างในชั้นหลังมีปรากฏในพงศาวดารตอนปลาย ว่าช่อฟ้าใบระกาแต่ก่อนหุ้มดีบุกไม่ปิดทอง ครั้งนี้โปรดให้ปิดทองด้วย นั่นแสดงว่าสิ่งที่ตากแดดตากฝนเขาไม่ปิดทองทาสี เป็นแต่หุ้มดีบุกไว้เพื่อกันไม้ผุ แม้พระปรางค์ที่วัด
ระฆังเปนปูนผุไม่ได้ก็หุ้มดีบุก นึกถึงซุ้มจระนำซึ่งเป็นปูนเหมือนกัน ที่ปิดทองทาสีก็มีที่ทาแดงเปล่าๆ ก็มี ที่ทาปูนขาวให้คงเป็นปูนอยู่โดยธรรมชาติก็มี จะถือเอานิยมนิยายเป็นตัวอย่างแบบแผนอะไรก็ไม่ได้ แต่ที่หุ้มดีบุกนั้นไม่เคยเห็น การจำหลักหินเข้าใจว่าเอาอย่างปั้นนั่นเอง เพื่อให้อยู่ยงคงทนกว่าปั้นเท่านั้น ถ้าปั้นลงสีได้ ทำไมฉลักหินจะลงสีไม่ได้ เป็นแต่มีความเห็นอยู่อย่างนี้ ที่จะเอาเป็นแน่นอนลงไปว่าอย่างไรนั้นยากเต็มที
๘. รูปสหัสเดชะ ซึ่งทำมือแก้ พัน เป็น พันธุ์ ไปชมภิกษุหนุ่มผู้เขียนนั้นผิดไปถนัดใจ ที่แท้เป็นพระดำริของสมเด็จพระราชปิตุลา เกล้ากระหม่อมหาทราบไม่ ตามพระราชดำรัสว่ารูปทศกัณฐ์เขาเขียนหลายแขนกันแต่เมื่อแสดงปาฏิหาริย์ นึกดูเห็นเขาเขียนกันเช่นนั้นแต่เพียงหกแขน คือซีกละสามแขน ไม่ใช่ซีกละสิบแขน ที่มีซีกละสิบแขนนั้นจะดีในทางงมกุ้งอย่างที่พระอาจารย์แดงว่า
๙. เรื่องพระยาราชโกษา (จันทน์ วัชโรทัย) ได้ให้พระยาอนุรักษ์ไปถามพ่อเขา เพราะเห็นว่าพระยาอนุรักษ์เป็นนักเรียน แม้จะเขียนหนังสือมาให้ก็ไม่ลำบาก คิดว่าดีกว่าที่จะให้พระยาอุทัยธรรมแต่งหนังสือเอง จะถามด้วยปากให้บอกด้วยปากหูก็ชำรุดเสียแล้ว จะฟังผิดไป ได้ความประการใดจะกราบทูลมาให้ทรงทราบทีหลัง
ข้อพระวินิจฉัยในเรื่องช้าลูกหลวงที่ประทานไปนั้น ได้เอาเข้าเปลี่ยนฉบับเดิมตามรับสั่งแล้ว
จะกราบทูล ให้ทรงทราบว่า คำสังสกฤตซึ่งพราหมณ์กล่อมพระเจ้าลูกเธอนั้น เอาคำกล่อมหงส์ที่เทวสถาน ในการพิธีโล้ชิงช้านั่นเองไปใช้
มีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ได้กราบทูลถามมา ได้ยินว่าถ้าเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าแล้ว พราหมณ์เขากล่าวมนต์เปิดประตูไกรลาศ ด้วยฝ่าพระบาททรงทราบหรือไม่ว่าเขากล่าวมนต์นั้นก่อนกล่อมหรือทีหลังกล่อม เข้าไปในการสมโภชเดือนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าก็ไปนั่งอยู่ไกล ไม่ได้ยินเสียงพราหมณ์.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๓ กันยายน มาถึงหม่อมฉันแล้ว คราวนี้เขาเอามาส่งต่อวันเสาร์เวลาบ่าย เห็นจะเป็นเพราะประจวบคราวเมล์ยุโรปมาถึงมีหนังสือมาก
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑. เรื่องสีมาหม่อมฉันได้ทูลวินิจฉัย รวมความไปในจดหมายเวรฉบับที่ผ่านกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้แล้ว ยังแต่ข้อถอนสีมาก็คิดดูเห็นมูลเดิมได้ง่ายๆ คือเมื่อพระสงฆ์ย้ายถิ่นที่ไปตั้งสอนพระศาสนาต้องบอกพระสงฆ์ในคณะเดียวกัน และคณะอื่นที่เขตสีมาติดต่อกันให้รู้เท่านั้นเอง กล่าวกันว่า พระบาลีมีทั้ง “อัตถ” คือความและพยัญชนะ คือ
คำการที่ทำวินัยกรรมมักถือเอาพยัญชนะเป็นหลัก จึงแปลความไปได้ต่างๆ เช่นตรัสยกเป็นอุทาหรณ์มาว่าเขตสีมาอันหมายด้วย “ก้อนหิน” ตามอัตถหมายว่าก้อนหินที่ติดตรึงอยู่กับแผ่นดินโดยธรรมชาติ กลายเป็นก้อนหินกลม อันคนอาจจะย้ายเอาไปฝังหรือตั้งไว้ที่ไหนได้ตามใจ ล้วนเป็นด้วยเอาพยัญชนะแก้อัตถทั้งนั้น
๒. เรื่องชื่อ ๑๒ ปีที่มนุษย์ต่างชาติเรียกต่างกันนั้น หม่อมฉันนึกขึ้นถึงมูลของชื่อตัวหวย ซึ่งพระเจนจีนอักษรแกเคยค้นอธิบายมาให้ ว่าเมื่อแรกจีนคิดออกหวยนั้นเขาเอาชื่อขุนนางโบราณครั้งราชวงศ์ซ้อง ซึ่งปรากฏเกียรติคุณมาจนถึงคนชั้นหลังชอบ
ขึ้นชื่อมาตั้งเป็นตัวหวย เรียกตามชื่อขุนนางเหล่านั้นว่า สามหวย ห้วยโป๊ เจียมควย เป็นต้น ข้อนี้ชี้ให้เห็นเหตุว่าเมื่อจีนมาออกหวยให้ไทยเล่น เห็นว่าไทยไม่รู้จักชื่อขุนนางจีนคนสำคัญเหล่านั้น จึงเอาตัวพยัญชนะอักษรไทยตั้งเป็นตัวหวย ที่เมืองเขมรเมื่อจีนไปออกหวยเอาชื่อสัตว์ต่างๆ ในภาษาเขมรตั้งเป็นตัวหวย ให้เขมรเรียก
แต่ส่วนพวกจีนทั้งที่อยู่ในเมืองไทย และเมืองเขมรคงเรียกชื่อเดิมว่าสายหวย ห้วยโป๊ เจียมควย เพราะฉะนั้นไทยเราจึงมักเรียกชื่อตัวหวยควบกันว่า ก สามหวย ข้ ห้วยโป๊ และ ข เจียม ดังนี้ ประดิทินที่กำหนดรอบ ๑๒ ปี จะเป็นชาวอินเดียหรือชาวประเทศไหนคิดตั้งขึ้นก็ตาม เดิมอาจจะเอาชื่อสิ่งสำคัญอันใดอันหนึ่งเรียกเป็นชื่อปีตามภาษาของประเทศที่คิดนั้น เมื่อประดิทินแบบ ๑๒ ปีใช้แพร่หลายไปถึงประเทศอื่น เกิดลำบากแก่ชาวประเทศอื่นด้วยได้แต่เสียงไปเรียก ไม่รู้จักสิ่งสำคัญอันเปนมูล
ของชื่อไป เปรียบเหมือนอย่างว่าไทยและเขมรได้แต่ชื่อสามหวย ห้วยโป๊ และเจียมควยมาเรียกตัวหวยไม่เข้าอกเข้าใจจำก็ยาก จึงคิดแก้ไขให้เข้าใจและจำได้ง่ายขึ้น เช่นจีนคิดเอารูปสัตว์ต่างๆ ที่คนรู้จักมาเป็นเครื่องหมายและเรียกชื่อปีด้วยชื่อ ๑๒ นักษัตรนั้น ชนชาติอื่นบางพวกก็เป็นแต่เปลี่ยนคำเรียกชื่อปี หรือเรียกตามชื่อที่ได้มาจากประเทศอื่น นานเข้าเสียงก็เพี้ยนไป หม่อมฉันคิดเห็นว่าน่าจะเป็นมาทำนองนี้ ชื่อวันทั้ง ๗ นั้นพอเห็นได้ว่ามูลมาแต่ตะวันเดือนดาว แต่ก็ประหลาดอยู่ที่คำนวณตรงกัน
หมดทุกชาติ วันนี้เป็นวันอะไรในเมืองไทยก็เป็นวันอันนั้นเหมือนกันทุกประเทศ เป็นเช่นนั้นมาแต่ก่อนเก่าโดยมิได้นัดหมายกัน ข้อนี้ส่อว่าลักษณะและวันทั้ง ๗ น่าจะได้ไปจากครูเดิมครูเดียวกันทั้งนั้น ส่วนชื่อเดือนนั้นที่เอาตัวเลขตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๒ เรียกเป็นชื่อเดือนก็มี ให้ชื่อเดือนด้วยหมายความอย่างอื่นก็มี แต่หม่อมฉันไม่มีเครื่องมือจะสอบสวน จะไปหาตำราเดือนฝรั่งดูที่หอสมุดเมืองปีนัง ก็เผอิญวันร่างจดหมายนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงทูลสนองเพียงเท่านี้
๓. มนต์สังสกฤตที่พราหมณ์กล่อมลูกหลวงนั้น หม่อมฉันก็เคยได้ยินว่า ถ้าพระราชกุมารเป็นเจ้าฟ้าว่ามนต์เปิดประตูไกรลาศด้วย แต่ก็ไม่เคยเข้าไปฟังใกล้และมิได้เคยถามพระครูพราหมณ์ ได้แต่สันนิษฐานว่าเห็นจะเพิ่มเข้าข้างหน้า
ปกิรณกะ
๔. เมื่อสัก ๒ สัปดาหะมาแล้ว ชายประสบสุข ลูกเขยหม่อมฉันมีจดหมายมา ว่าเธอคิดจะแต่งหนังสือว่าด้วยเงินตราของไทย ถามมาว่าหม่อมฉันจะให้ความช่วยเธออย่างไรได้บ้าง เผอิญหม่อมฉันได้เขียนตำนานไว้ตอน ๑ เป็นเรื่องแต่รัชกาลที่ ๔ จนต้นรัชกาลที่ ๕ หม่อมฉันจึงเขียนเรื่องตอนก่อนขึ้นไปเพิ่มเข้ากับที่เขียนไว้แล้วส่งไปให้ชายประสบสุข เห็นว่าพอจะเป็นเรื่องบรรเลงถวายได้ในสัปดาหะนี้ จึงส่งสำเนาถวายมาฉบับ ๑ ด้วยกันกับจดหมายนี้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๘๓
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ดึกดำบรรพ์
๑) จะกราบทูลเรื่องเทวดาประจำวันทั้ง ๗ ต่อ แต่หนังสือเวรซึ่งกราบทูลมาก่อนสืบไป เพื่อนเขาบอกว่าเทวดาประจำวันทั้ง ๗ นั้นมาแต่ดาวพระเคราะห์ จึงได้สติขึ้นว่าจริงของเขาดังนั้น โหรของเรานับถือดวงดาวว่าเป็นใหญ่ อาจให้ดีให้ร้ายแก่โลกได้ ที่สุด “โหราศาสตร์” ก็กลายเป็นวิชาหมอดูไป จึงเกิดคำ “ดาราศาสตร์” ที่จริงก็เป็นวิชาอันเดียวกันแต่ลงปลายแยกไปเสียคนละทาง เพราะโหรเราหลับตา ลางคนก็ไม่รู้จักดวงดาวเสียด้วยซ้ำ ทำอะไรก็ทำไปตามแต่ตำราซึ่งตนมีเท่านั้น
คิดดูโหรเรานับถือเป็นสามชั้น คือ สัตตเคราะห์ อัฐเคราะห์ กับนพเคราะห์ สัตตเคราะห์ เป็นเก่าก่อน เทวดาประจำวันของเรา ก็คือดาวพระเคราะห์ ฝรั่งเขาว่าเป็นของบาบิโลนก่อน แล้วใครๆ ต่างก็จำเอาไป ที่ทางอังกฤษผิดกับไทยไปสามชื่อ ตามที่กราบทูลมาก่อนนั้น เขาว่าเยอรมันจำเอาไปแล้วเอาไปเปลี่ยนองค์เทวดาเสีย
เป็นการเข้าแก่ตัวอย่างที่ว่า “ไม่เข้าใครออกใคร” อังกฤษเก่าก็เป็นเทือกเถาเยอรมัน จึงใช้เทวดาประจำวันไปอย่างเยอรมัน พระโอดินนั้นเคยได้ยินชื่อแต่จะได้ยินมาแต่ไหนก็ลืมที่มาเสียแล้ว จึงเอาใจใส่ต่อมา บัดนี้ได้ทราบขึ้นแล้วว่า พระโอดินก็คือเทวดาซึ่งรักษาพวกเยอรมันนั้นเอง เอาเสียทั้งผัวทั้งเมีย อัฐเคราะห์นั้นเติมราหูเข้า
เราจะใช้อะไรบ้างมาแต่ก่อนก็ไม่ทราบ เห็นแต่ทีหลังเขาใช้ผูกดวงชาตาก็เป็นเรื่องหมอดูอีก เห็นดวงเก่ามีแต่พระเคราะห์ ๘ เท่านั้น ที่มีมฤตยูขึ้นนั้น ได้ยินเขาว่าเป็นของใหม่ ทูลกระหม่อมของเราทรงบัญญัติขึ้น จะมาแต่อะไรก็ไม่เข้าใจพอที่จะกราบทูล ราหูก็มีนักปราชญ์วินิจฉัยว่าคือโลกเรานี่เอง เมื่อเช่นนั้นก็ไม่แตกต่างทางออกไปจากพวกดาวพระเคราะห์ นพเคราะห์นั้นคาดหน้าว่าจะมาแต่สถานพระอาทิตย์ซึ่งมีอยู่ในอินเดีย เขาตั้งรูปพระอาทิตย์องค์ใหญ่ไว้กลาง แล้วมีเทวดาอื่น
องค์เล็กๆ ตั้งล้อมไว้ ๘ ทิศ แต่พระเกตุเข้าจึงเป็น ๙ องค์ด้วยกัน ถ้าไม่เติมก็มีแต่ ๗ ทิศ เหินเห่อ เกจิอาจารย์อินเดียเขาผูกนิทานไว้ว่า ราหู กับ เกต นั้น เป็นเทวดาองค์เดียวกัน เพราะถูกจักรนารายณ์เมื่อปางกวนน้ำอมฤต เพราะปลอมตัวเข้าไปเพื่อจะมีส่วนได้กินน้ำอมฤต ตัวจึงขาดออกเป็นสองท่อน ท่อนบนเป็นราหู ท่อนล่างเป็นเกตุ ด้วยราหูนั้นว่าตัวท่อนบนเป็นยักษ์ ท่อนล่างเป็นมังกร ว่าเพราะพระอาทิตย์พระจันทร์บอกพระนารายณ์ พระราหูจึงได้พยาบาทพระอาทิตย์พระจันทร์ ตั้งใจอยู่เสมอที่จะ
กินเสีย นิทานอันนี้เราก็รู้กัน คนแก่เล่าอยู่บ่อยๆ แต่เรื่องพระเกตุไม่มีใครรู้ ว่าจะเป็นกายท่อนล่างของราหู มีชื่ออยู่เหมือนกันเรียกว่า “ธุมเกตุ” แต่หมายเอาดาวหาง ก็มีลักษณะยาวอย่างมังกรเหมือนกัน โหรเราทีจะได้มาทีหลัง จึงตั้งบัตรพระเกตุไว้กลางด้วย นึกว่าเป็นเทวดาที่สำคัญ ที่เขาเอาพระอาทิตย์ไว้กลางนั้นชอบอย่างยิ่ง เพราะถ้าจะว่าตามทางอย่างเก่าก็มีหลายพวกที่นับถือพระอาทิตย์ เช่น อิหร่าน เป็นต้น ถ้าจะว่าตามทางอย่างใหม่ พระเคราะห์ทั้งหลายก็ย่อมเดินเวียนพระอาทิตย์อยู่ทั้งนั้น
ตามที่ว่าราหูกับเกตุเป็นเทวดาองค์เดียวกันนั้น ก็เป็นอันว่าในการที่โหรเราถือเทวดานพเคราะห์นั้น ก็ไม่ผิดทางไปเลย ที่เราเรียงลำดับพุธแล้วกระโดดข้ามไปเป็นเสาร์นั้น คิดว่ามาแต่เขาจัดตั้งพระเคราะห์ล้อมพระอาทิตย์ไว้ที่สถานอินเดียนั้นเอง คือตั้งพระจันทร์ไว้หน้าทางทิศตะวันออก ตั้งพระอังคารไว้อาคเณย์ ตั้งพระพุธไว้ทักษิณ ตั้งพระราหูไว้หรดี ตั้งพระเสาร์ไว้ประจิม เช่นนี้เป็นต้น เราย้ายเอาพระอาทิตย์ไปตั้งไว้อีสาน เห็นได้ว่า “โคมลอย” ไปถนัดใจ ที่คลาดเคลื่อนไปบ้างเพราะมาไกล
๒) เมื่อพูดถึงเรื่องเก่าๆ ก็ทำให้นึกขึ้นมาถึงเรื่องธง ธงสีเดียว เช่น ธงม้าแดงล้วนนั้นเป็นเก่าที่สุด ถัดลงมาก็เอาสีนั้นต่อกับสีนี้ เพื่อให้รู้ว่าอะไรผสมกับอะไรนั่นเป็นชั้นกลาง ที่ทำเป็นรูปอะไร เช่น รูปช้างเผือก เป็นต้นนั้น เป็นชั้นหลัง แม้ของเก่าเช่น ธงกระบี่ครุฑพ่าห์ก็หาได้ทำรูปไว้ในธงไม่ ทำเป็นรูปติดไว้กับคันธงเท่านั้น เข้าใจว่าที่กล่าวมาชั้นก่อน ว่าธงมีรูปอะไรนั้น คงทำรูปติดกับคันธงเช่นเดียวกัน
เบ็ดเตล็ด
๓) ราชทูตไทยซึ่งไปเจริญทางพระราชไมตรีที่เมืองอังกฤษครั้งแผ่นดินกวีนวิคตอเรีย ซึ่งหลวงสิทธิสยามการเข้าไป “ถลก” ที่โรตารีคลับนั้น หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์เขาเก็บความมาลงก่อน แต่เกล้ากระหม่อมไม่ได้อ่าน ทีหลังเขาจึงลงรูปตามมา ดูรูปราชทูตก็ไม่รู้จัก ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นว่าราชทูตนั้นคือใคร ครั้งไหน ครั้ง “นิราศลอนดอน อาวรณ์ถวิล” หรือมิใช่
๔) เห็นหนังสือพิมพ์ เขาลงเรื่องราชวงศ์โรมานอฟ กล่าวถึงพระโอรสพระเจ้าซาร์นิโคลัสประชวร ตรัสเพ้อว่า “ผีดิบ” เกิดสงสัยขึ้นว่า คำนั้นเขาแปลมาแต่คำใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งไม่มีผีสุก เพราะเขาไม่เผากัน เพิ่งจะมาเผากันเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่ก็จัดว่าเป็นทางนอกศาสนา
ข่าว
๕) สำนักพระราชวังออกหมายบอกว่า พระองค์เจ้าภควดีสิ้นพระชนม์แล้ว เมื่อวันที่ ๓ เดือนนี้ เวลา ๑๙.๑๕ นาฬิกา ประชวรพระโรคชรา พระชันษา ๘๕ กำหนดจะสรงพระศพวันที่ ๔ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แล้วเชิญพระศพออกตั้งที่อัตวิจารณ์ศาลา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสด็จ จะมาทอดผ้าไตรหลวงที่ศาลานั้น เกล้ากระหม่อมตั้งใจจะเข้าไปสรงศพที่ตำหนัก แต่ถูกนาฬิกาช้าไปเสีย ๑๕ นาที ไม่ได้เตรียมเวลาเผื่อเหลือไป เห็นไม่ทันจึงตัดแก้เป็นไปเสียที่อัตวิจารณ์ศาลาทีเดียว
ในการนี้ได้เห็นอะไรแปลกๆ เป็นต้นว่า เสลี่ยงหิ้วในหมายเรียกว่า เสลี่ยงแว่นฟ้า ที่เคยเห็นหามสองคนก็เป็นหามสี่คนขึ้น ใช้สอดลูกคลักกับเชือกสาแหรกซึ่งผูกกับคาน ก็มาตรงกับเสลี่ยงที่เจ้านายทรง เว้นแต่ไม่มีพนักเท่านั้นเห็นว่าดีขึ้น พระศพตั้งบนชั้นแว่นฟ้าสองชั้น ประกอบลองราชวงศ์ ปักฉัตรสามชั้นตามมุม ๔ คัน ดูฉัตรสามชั้นเห็นทรงพิลึก ตัวฉัตรเตี้ยตะม่อต้อ แต่คันยาวมาก ดูจำต้องเป็นเช่นนั้นอยู่เอง ไม่ฉะนั้นก็เชิญเข้ากระบวนแห่ไม่ได้ ที่เห็นแปลกไปคงเป็นด้วยนานๆ จึงจะเห็นทีหนึ่ง
เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงเสด็จมา ทรงจุดเครื่องนมัสการแล้วทรงทอดผ้าของหลวง ๑๐ ไตร พระราชาคณะชักผ้าถวายอนุโมทนาแล้ว ทรงจุดเทียนที่เตียงพระสวดแล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จการเพียงเท่านั้น
อัตวิจารณ์ศาลาได้ซ่อมใหม่ เรียบร้อยหมดทุกอย่าง
๖) ได้รับหมายบอกการเฉลิมพระชนม์พรรษา มีหมายกำหนดการใบพิมพ์ส่งมาให้ด้วย ๒ ฉบับ จึงได้แบ่งส่งมาถวายฉบับ ๑ แต่ไม่เป็นการประหลาดอะไร เป็นการตามเคยเท่านั้น
ลายพระหัตถ์
๗) เมื่อวันที่ ๗ กันยายน (วันเสาร์) ได้รับลายพระหัตถ์เวร ซึ่งลงวันที่ ๓ กันยายน ตามกำหนด เรียบร้อยหมดทุกอย่าง จะกราบทูลสนองความลางข้อต่อไปนี้
๘) พระดำรัสพรรณนาถึงลำน้ำต่างๆ นั้นดีเต็มที สิ่งที่ไม่ทราบก็ทำให้ทราบขึ้นได้
ก) คลองพิงเป็นคลองที่คนขุดจริงๆ แล้วก็ประหลาดใจที่ไม่ได้ไปต่อกับแม่น้ำพิง มีไปเพียงถึงแม่น้ำยมเท่านั้น เหตุใดจึงเรียกว่าคลองพิงก็ไม่เข้าใจ
ข) ได้ทราบขึ้นว่าเมืองวิเชียรคือเมืองศรีเทพ ซึ่งแต่ก่อนมาไม่ได้ทราบเลย ลำน้ำที่พระแก้วก็ทราบได้ว่าเป็นแม่น้ำเก่า แต่จะไปทางไหนหาทราบไม่ ตามพระดำรัสบอกทางที่ไปให้ทราบนั้นสว่างใจขึ้นดีเต็มที
ค) เมืองพิษณุโลกนั้นได้ยินเขาว่ามีแม่น้ำสองแคว แต่ไม่ทราบว่าแควไหน อยู่ทางไหน ปากน้ำเกยชัยนั้นรู้จัก จำได้เพราะเรื่อง “อ้ายด่างเกยชัย” การที่เอาเรืออัครราชขึ้นไปพิษณุโลกนั้น เดี๋ยวนี้ขยับจะทำให้เชื่อไม่ได้
ฆ) ลำน้ำแม่ยม เป็นอันได้ความว่า ที่ชื่อเป็นเช่นนั้นเพราะผ่านเมืองบางยม จึงอยากทราบต่อไปว่าลำน้ำแม่วังได้ชื่อมาแต่อะไร ลำน้ำท่าแพนั้นรู้จัก
ง) ลำน้ำเชียงไกรหรือเชิงไกรนั้น ได้ยินมาไถลไปเสียอีกอย่างหนึ่งเป็นแม่น้ำพังไกร อันชื่ออะไรต่างๆ นั้นเคลื่อนไปเสมอ สุดแต่คนจะเรียกกันชั่วคราวเหมือนหนึ่งแม่น้ำบางปะกงก็ไปได้ความจากนิราศสุนทรภู่ ว่าชื่อเดิมเป็นแม่น้ำบางปลามังกง
จ) แม่น้ำบางประมุงนั้นไม่เคยได้ยินทีเดียว รู้จักแต่คลองสวนหมาก อันแม่น้ำที่ตาย ที่ตื้นหาย ที่ลึกกลายเป็นบึงหนอง เห็นจะมีมากนัก บรรดาหนอง ถ้ามีแล้วมีต่อต่อกันไป เห็นได้ว่าคือแม่น้ำเก่า ทางฝั่งตะวันตกใกล้ปากน้ำโพ เห็นในแผนที่มีหนองติดต่อกันอยู่มากนัก รู้ได้ว่าเป็นแม่น้ำเก่า เกล้ากระหม่อมถนัดเที่ยวอย่างที่เรียกว่า “อีหลุยฉุยแฉก” คือจับเด็กๆ ที่บ้านลงแจวเรือ เกล้ากระหม่อมเป็นคนนำ แต่เกล้ากระหม่อม
ตลอดจนเด็กที่แจวเรือก็ไม่มีใครรู้ตำบลหนแห่งอะไรทั้งนั้น ได้อาศัยแต่แผนที่เป็นมัคคุเทศก์ ลางแห่งก็อดหัวเราะไม่ได้ ปากคลองที่มีในแผนที่ซึ่งเราตั้งใจจะไปอยู่สูงกว่าหัวเราขึ้นไปเป็นไหน ในการเที่ยวอย่างอีหลุยฉุยแฉกนั้นได้พบแม่น้ำเก่าเข้าเป็นหลายแห่ง อย่างเช่นคลองสายที่อ่างทองซึ่งเคยเล่าถวายมาแล้วนั้น คลองน้ำยาซึ่งเข้าไปวัดตูมต้องไปด้วยเรือพายลำเล็ก แม้กระนั้นก็ยังต้องเข็น ไปถึงวัดตูมเข้าก็รู้สึกว่าเป็นแม่น้ำเก่า แต่จะไปต่ออะไรที่ไหนนั้นหาทราบไม่
ฉ) แม่น้ำน้อยตอนเมืองสรรค์นั้นเต็มที เมื่อเกล้ากระหม่อมไปเที่ยวเมืองสรรค์นั้นน้ำไม่มีติดแม่น้ำเลย แห้งเป็นแผ่นดินจนชาวบ้านเขาขุดบ่อลงกลางแม่น้ำเอาน้ำมาใช้ ใต้นั้นลงมาก็ได้เคยไปเห็นแต่เป็นลางแห่งหลายแห่ง แม่น้ำนั้นดูทีก็จะได้เปลี่ยนมาหลายทอดแล้วเหมือนกัน เช่น ลำที่เข้าไปวัดพระนอนจักรศรี (เขียนอย่างไรก็ไม่
ทราบ) เดิมทีก็เห็นจะไม่ใช่เข้าไปตัน วัดคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ การขุดคลองลัดนั้นทำให้ลำน้ำเปลี่ยนไปมาก คลองที่เรียกว่ากระทุ่มราย เคยเอาถ่อหยั่งลงไปก็ไม่ถึงดิน น้ำกัดลึกมาก ทางแม่น้ำใหญ่ตรงวัดไชโยนั้นทรายไปตั้งเป็นคันโขด เดินข้ามแม่น้ำท่องไปได้ เขาว่าเรือใหญ่จะขึ้นลงต้องขุดทราย เป็นแน่ว่านานเข้าจะต้องตัน ต้องใช้แม่น้ำน้อยทางกระทุ่มราย
ช) แม่น้ำบางลี่บางขาบ เกล้ากระหม่อมเคยไปแต่เพียงวัดไลต่อขึ้นไปอีกไม่เคยไปเห็น เท่าที่เห็นก็เห็นกว้างใหญ่อยู่มาก
ซ) ตามพระดำรัสที่ตรัสว่า “เอาไว้ให้คนข้างหลังเขาคิด” นั้นทำให้นึกถึงพระสารสาสน์พลขันธ์ (เยรินี่) ด้วยเกล้ากระหม่อมได้ปรารภกับแก ถึงเรื่องที่เกี่ยวด้วยพงศาวดารอันรู้มาแต่เล็กน้อย ไม่พอที่จะแต่งอะไรขึ้นได้ แกแนะนำว่าให้จดทิ้งไว้สำหรับคนภายหลังเขารู้อะไรมาอีกเขาจะได้เก็บเอาไปแต่งต่อ
๙) จริงอย่างพระดำรัส นุ่งหางหงส์ก็เป็นนุ่งจีบโจง ต้องถือว่านุ่งจีบโจงคือนุ่งหางหงส์ เพราะนุ่งอย่างจีบห้อยชายหนึ่ง โจงชายหนึ่งเราไม่ได้นุ่ง
จะเลยทูลปรึกษาถึงสิ่งหนึ่งเสียด้วย เกล้ากระหม่อมเคยเห็นเขาทำเครื่องปิดนมด้วยทอง ก็เป็นรูปนม อยู่นั่นเอง เรียกกันว่า “ก่องนม” ก่องเห็นจะได้แก่กล่องดูเป็นคำชาวพายัพ แต่อย่างไรก็ดี ทำให้นึกถึง “วงถัน” ของเรา ที่ทำสวมนมไว้เฉยๆ ดูไม่มีมูลเลย
ถ้าภายในวงถันนั้นจะปิดทองเสียหมด อธิษฐานเอาว่าเป็นก่องนม เขาจำหลักริมให้ดูหรูหราจะควรหรือไม่ เชื่อว่าก่องนมนั้นเองนำมาให้เป็นผ้าคาดนมขึ้น เข้าใจว่าทางอินเดียก่องนมเขาจะมี ดูเหมือนไม่ทำด้วยทอง ทำเป็นปักเลื่อมเป็นเสื้อกั๊กหรือคาดอกอะไรก็มี เข้าใจว่าฝ่าพระบาทจะตรัสบอกได้ ด้วยเคยเสด็จไปอินเดีย และได้เคยทอดพระเนตรระบำฮินดูในห้องท้องช้าง ซึ่งเขาทำไว้ที่สวนอะไรในยุโรป นั้นเขาจะแต่งตัวอย่างไรก็ไม่ทราบ
๑๐) ตรัสถึงเจ้ากรมเทศ เกล้ากระหม่อมเห็นแกแต่เวลาออกแขก ตรงกับเวลาเข้าเจ้าเข้านาย แกแต่งตัวเรียบร้อย ไม่เคยเห็นเวลาปกติของแก ตามที่ตรัสเล่าว่าแกไม่ใส่เสื้อชอบใช้ผ้าเปียกคาดอกนั้น ทำให้คิดถึงปลัดกรมชุมของเกล้ากระหม่อมชอบทำอย่างนั้นเหมือนกัน แกเป็นคนบุราณบวชอยู่สำนักวัดหงส์ เป็นสมุห์ของพระธรรม
ปหังสนาจารย์แต่ครั้งกระโน้น ได้เคยถามถึงเจ้าพระยายมราชแกออกจะดูหมิ่นว่า “เด็กเมื่อวานซืนนี้” ขอได้ทรงสังเกต ที่ว่าเจ้าพระยายมราชเป็นเด็กเมื่อวานซืนนี้นั้น ท่านก็แก่กว่าเกล้ากระหม่อมเสียแล้ว ถึงแม้ปลัดกรมชุมจะมีอายุอ่อนกว่าเจ้ากรมเทศก็ดี แต่จัดว่าเป็นคนปูนเดียวกัน จึงชอบทำอะไรอย่างเดียวกัน และเข้ากับเจ้าพระยายมราชไม่ได้ด้วยเป็นชั้นเด็กกับผู้ใหญ่ไกลกันมาก
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑/๒๔๘๓ หมายกำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
ที่ ๑/๒๔๘๓
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โปรดให้กำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาปีนี้ ดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นมุขหน้าพระอุโบสถ หัวหน้าบรรพชิต ญวน และจีน ถวายคำถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แด่ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นพระอุโบสถ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงประเคนผ้าไตรกับย่าม แก่พระสงฆ์ราชาคณะและเปรียญ ๕
รูป ทรงจุดเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธรูปฉลองพระองค์ แล้วจุดเทียนเครื่องนมัสการและเทียนบูชาเทพดานพเคราะห์ โหรบูชาเทพดานพเคราะห์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ออกจากพระอุโบสถไปขึ้นปราสาทพระเทพบิดร ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมสมเด็จ
พระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า แล้วคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงประเคนผ้าไตรกับย่ามแด่พระสงฆ์/*๖๐ รูป พระสงฆ์ออกไปครองผ้า ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงจุดเทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคลและเทียนบูชาพระพุทธรูปเทวรูปพระเคราะห์ พระสงฆ์ครองผ้าเสร็จกลับเข้านั่งอาสน์ทรงจุดเทียนนมัสการทรงศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
วันที่ ๒๐ กันยายน ตั้งแต่เวลา ๙ นาฬิกา จนเวลา ๑๖ นาฬิกา เจ้าหน้าที่จัดสำหรับผู้ที่จะมาลงพระนามและนามถวายพระพรในวันพระบรมราชสมภพได้ดังนี้
๑) พระมหามนเทียร ในพระบรมมหาราชวัง
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน
๒) ห้องรับแขกศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พระบรมวงศานุวงศ์
๓) ห้องรับแขกศาลาที่ทำการสำนักงานเลขานุการในพระองค์
รัฐมนตรี คณะผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กับข้าราชการเทียบชั้นพิเศษขึ้นไป
๔) ห้องแดงศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ
ข้าราชการกระทรวงการคลัง
๕) ห้องโถงศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พ่อค้า
คฤหบดี
ข้าราชการสำนักพระราชวัง
๖) ห้องเขียวศาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ข้าราชการกระทรวงธรรมการ
ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
ข้าราชการกระทรวงเศรษฐการ
ข้าราชการสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
๗) พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
ข้าราชการกระทรวงกลาโหม
มนตรีและสมาชิกเทศบาล
หญิง ลงนามแห่งเดียวกับชายที่มาด้วย ถ้ามาตามลำพังปฏิบัติตามฝ่ายชาย
เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ถวายพระพรจบแล้ว ทรงประเคนอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์ในงานนี้ แล้วทรงจุดเทียนเครื่องสังเวย โหรอ่านประกาศเทวดา พระสงฆ์รับ
พระราชทานฉัน ครั้นเสร็จแล้วทรงจุดเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกัณฑ์ ๑ จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา แล้วประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระราชทานราชสังคหวัตถุ มีเงินตรากับผ้านุ่งห่มแก่ข้าราชการที่สูงอายุ
เวลาเที่ยงวัน ทหารบก ทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระขัตติยราชอิสริยยศ
เวลา ๑๗ นาฬิกา คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ท้องพระโรงกลาง คณะทูตต่างประเทศเฝ้านำคำถวายพระพรวันพระบรมราชสมภพถวาย
วันที่ ๒๑ กันยายน เวลา ๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มายังสวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง ในงานพระราชอุทยานสโมสร ที่ทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสุภาพสตรีมาสโมสรสันนิบาตรับพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเครื่องว่าง ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
การแต่งกาย
วันที่ ๑๙ กันยายน เย็น เจริญพระพุทธมนต์ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
วันที่ ๒๐ กันยายน เช้า เลี้ยงพระ แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า เย็น ทูตเฝ้า มีเฉพาะเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี
วันที่ ๒๑ กันยายน เย็น ราชอุทยานสโมสร แต่งเครื่องแบบครึ่งยศ ประดับราชอิสริยาภรณ์
สำนักพระราชวัง
หมายมา ณ วันที่ ๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ดร
บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับลงวันที่ ๑๐ กันยายน แล้วโดยเรียบร้อย
ทูลสนองความในลายพระหัตถ์
๑) เรื่องเทวดาประจำวันทั้ง ๗ ที่ประทานอธิบายมาในลายพระหัตถ์ดียิ่งนัก เข้าใจแจ่มแจ้งและเห็นจริงดังพระดำริ แต่หม่อมฉันไม่สามารถจะทูลขยายความออกไปอย่างใดได้ เพราะไม่สันทัดในความรู้เรื่องเทวดานพเคราะห์ จะทูลได้แต่ความคิดบุคคลภายนอก เห็นว่ามนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เห็นจะเริ่มมีประดิทินด้วย
กำหนด “วัน” ก่อน โดยสังเกตพระอาทิตย์ขึ้นและตก และต่อมาถึงชั้นที่ ๒ รู้กำหนดปี ๑๒ เดือน โดยสังเกตดวงพระจันทร์ขึ้นแรม ต่อมาถึงชั้นที่ ๓ กำหนดปี ๑๒ เดือน โดยสังเกตฤดูร้อน ร้อนหนาวเปลี่ยนกันในเดือนใดก็ดี หรือได้ผลไม้ดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งออก ๑๒ เดือนครั้งหนึ่งก็ดี ประดิทินชั้นต้นรู้ได้เพียง วัน เดือน ปี ก่อน น่าจะเป็นเช่นนั้นอยู่นาน ครั้นรู้จักดาวฤกษ์จึงเกิดนับ ๗ วันเป็นสัปดาหะเห็นจะรู้เพียงเท่านั้นอยู่นานอีก จึงมีผู้สังเกตทางโคจรของตะวันเดือนดาว ก็เริ่มเกิดวิชา
โหราศาสตร์ ตำราโหราศาสตร์ เดิมก็คงเพียงรู้กำหนดโคจรจนสามารถจะพยากรณ์สุริย และจันทรอุปราคา แต่น้อยคนที่จะรู้ คนโดยมากจึงเชื่อว่าโหรเป็นผู้วิเศษเสมือนมีทิพจักษุ อาจจะเห็นเหตุการณ์ได้ไปจนนอกมนุษย์โลก คงมีโหรบางคนเอาใจใส่สังเกตต่อไป ว่าถ้าดวงตะวันเดือนดาวนพเคราะห์เรียงกันในจักราศีเปนเช่นนั้นๆ มักมีเหตุเช่นนั้นๆ ในมนุษย์โลก เช่น ฝนแล้ง หรือฝนชุก เป็นต้น จึงเริ่มเกิดพยากรณ์ขึ้น โหราศาสตร์ทีหลังมาจึงเลยสมมุติเป็นเทวดา และแต่งเรื่องราวอะไรต่ออะไรไปต่างๆ
๒) ลักษณะธงนั้น เดิมคงเอาสีเป็นหลักและสีเดียวกันทั้งผืนเปรียบว่า เมื่อเทวาสุรสงคราม กองพลของพระวรุณใช้ธงสีแดงกองพลของพระอิสาณใช้ธงสีดำเป็นต้น เมื่อแลเห็นก็รู้ได้ง่ายว่าเป็นกองพลของใคร ที่ทำธงเป็น ๒ สีหรือหลายสี น่าจะเกิดแต่มีกองพลมากกว่าสีเบญจรงค์ หรือมิฉะนั้นในกองพล ๑ แบ่งออกเป็นหลาย
กองพัน ธงของกองพันเอาสีของกองพลเป็นพื้น เอาสีอื่นเพลาะเพิ่มเข้าเป็นเครื่องหมายของกองพัน หรืออีกอย่างหนึ่งธงของชาติเผอิญใช้สีพ้องกัน จึงต้องทำเครื่องหมายเพิ่มเข้าไปในธงให้ผิดกัน อย่างนี้มีเรื่องจริงปรากฏในพงศาวดารว่าเมื่อรัชกาลที่ ๒ มีเรือกำปั่นของหลวงไปค้าขายที่เมืองสิงคโปร์ ๒ ลำ ชักธงสีแดงเป็น
เครื่องหมาย อังกฤษเจ้าเมืองสิงคโปร์บอกมาว่า เรือหลวงชักธงแดงไปเหมือนกับเรือของพวกชวามลายู ขอให้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นจะได้รับรองเรือหลวงให้สมพระเกียรติยศ ก็สมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระยาช้างเผือกถึง ๒ ตัว ทรงพระเกียรติเป็นพระเจ้าช้างเผือก จึงโปรดให้ทำรูปช้างเผือกอยู่ในวงจักรอันเป็นเครื่องหมายว่า สมเด็จพระรามาธิบดีเพิ่มเข้าในพื้นธงแดง เป็นมูลของธงช้างที่มีมาแต่ครั้งนั้น
๓) เรื่องทูตไทยในประเทศอังกฤษ ที่หลวงสิทธิสยามการแสดงปาฐกถาในสโมสรโรตารีนั้น คือ คราวพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตนั้นเอง หลวงสิทธิฯ เก็บเอาความที่กล่าวไปจากหนังสือเรื่อง “จดหมายเหตุเรื่องทูตไทยไปประเทศอังกฤษ” ซึ่งกรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย พิมพ์แจกในงานศพ นายพิณเทพเฉลิม
(บุนนาค) บิดาของหม่อมเพี้ยน หนังสือเล่มนั้นมีเป็น ๔ ตอน ตอนที่ ๑ หม่อมฉันแต่งให้ ว่าด้วยประเพณีทูตโบราณ ตอนที่ ๒ รายงานของหม่อมราโชทัย ตอนที่ ๒ นิราศลอนดอน ตอนที่ ๔ เป็นภาษาอังกฤษและมีรูปภาพ เป็นจดหมายเหตุอังกฤษ พรรณนาถึงทูตไทยที่ไปครั้งนั้น หอพระสมุดฯ ได้สำเนามาจากหอสมุดกระทรวงอินเดียที่ลอนดอน จึงเป็นเรื่องครบบริบูรณ์อยู่ในสมุดเล่มนั้น
๔) เรื่องซารวิตชเพ้อถึงผิดิบนั้นหม่อมฉันไม่เคยรู้เลยทีเดียว เพิ่งได้ยินเมื่อตรัสมาในลายพระหัตถ์ หนังสือเรื่องราชวงศ์โรมานอฟนั้นหม่อมฉันก็ไม่เคยเห็น จึงเป็นอ้นอั้นตันปัญญาไม่สามารถจะทูลสนองได้
๕) ที่เขาคิดแปลงเสลี่ยงหิ้วเป็นเสลี่ยง (ถ้าประดับกระจกก็ควรเรียกว่า) แว่นฟ้าดูก็ดีอยู่ จะทูลเรื่องเสลี่ยงหิ้วต่อไปอีกสักหน่อย ตั้งแต่หม่อมฉันเห็นเชิญพระโกศด้วยเสลี่ยงหิ้วก็รำคาญตา อาจจะว่าได้ว่าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะเห็นรูปร่างเสลี่ยงนั้นเอ้อเร้อ และเอารับของหนักซึ่งพ้นวิสัยคน ๒ คนจะหิ้วไปได้ด้วยกันกับเสลี่ยง เคยนึกสงสัยว่าเหตุไฉนจึงทำเช่นนั้น เมื่ออ่านพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ประชวรหนักโปรดให้เชิญพระองค์ทรงพระเสลี่ยงหามไปทอดพระเนตรพระราช
มนเทียร ก็นึกว่าเป็นเสลี่ยงหามอย่าง ๔ คนอย่างเช่นเจ้านายทรง ต่อมาเห็นในหนังสือเรื่อง “สมเด็จพระบรมศพ” ได้ความชัดขึ้นว่าพระเจ้าบรมโกศทรงพระเสลี่ยงหิ้วไปทางท้องฉนวนในพระราชวัง ก็ยิ่งฉงนว่าเหตุไฉนจึงโปรดทรงเสลี่ยงหิ้วอย่างเช่นเชิญพระโกศ มาจนในรัชกาลที่ ๗ เมื่อจัดพิพิธภัณฑสถาน หม่อมฉันไปพบพระเสลี่ยงหิ้วของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเห็นประจักษ์ความจริง ว่าพระเสลี่ยงหิ้วตัวจริงที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงนั้นขนาดเล็ก กะทัดรัด สำหรับคนหิ้ว ๒
คน (ซึ่งน่าจะเป็นโขลนผู้หญิงหิ้ว) สำหรับทรงเสด็จไปแต่ในพระราชวัง เสลี่ยงหิ้วที่ใช้เชิญพระโกศเป็นแต่เอาแบบเสลี่ยงหิ้วตัวจริงมาขยายส่วยใหญ่ขึ้นและลดพนักหลังเสียให้ตั้งพระโกศได้แต่คงให้คนหิ้ว ๒ คนตามแบบเดิมจึงดูฝืนวิสัย คิดต่อไปว่าผู้ที่จะใช้เสลี่ยงหิ้วตัวจริงนั้นได้มีแต่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว เพราะฉะนั้นเสลี่ยงหิ้วที่ขยายเป็นขนาดใหญ่เดิมเห็นจะสำหรับแต่เชิญพระลองเงินซึ่งทรงพระบรมศพเท่านั้น มาใช้ต่อออกไปถึงพระศพอื่นต่อเมื่อภายหลัง
๖) ฉัตร ๓ ชั้น ที่ตั้งรอบพระศพพระองค์หญิงภควดีนั้นเป็นแบบเครื่องสูงวังหน้า หม่อมฉันเคยได้เห็นตัวจริงที่พระพุทธบาท ว่าเป็นของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ (ปล่อย) ถวายพระพุทธบาทเมื่อเสด็จกลับจากไปตีเมืองเวียงจันทน์เดิมหุบฉัตรใส่ปลอกเหล็กไว้ที่ฝาผนังในพระมณฑปทั้ง ๒ ข้าง แล้วเอาออกเสีย เห็นจะเป็นเมื่อพระมงคลทิพ (มุ้ย) ทำการปฏิสังขรณ์ หม่อมฉันเคยบอกพระโพธิวงศ์ (นวม) ท่าน
ไปขอเครื่องสูงใหม่ที่กรมอภิรมย์ เขาทำให้เป็นอย่างเครื่องสูงวังหลวง ต้องเอาไปตั้งไว้ที่ในคลังทั้งสำรับ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็เคยตรัสเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงรังเกียจเครื่องสูงวังหน้า เมื่อใกล้จะสวรรคตกราบทูลทูลกระหม่อมว่าขอให้ตั้งเครื่องสูงวังหลวงที่พระศพ เพราะพระองค์เป็นเจ้านายวังหลวง ทูลกระหม่อมจึงโปรดให้ตั้งเครื่องสูง ๒ สำรับทั้งเครื่องสูงวังหลวงและเครื่องสูงวังหน้า
๗) เมืองสีเทพมีเรื่องที่ควรจะทูลบรรเลงได้ เดิมหม่อมฉันเห็นชื่อในทำเนียบเก่าไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถามที่ในกระทรวงมหาดไทยก็ไม่มีใครรู้ ต่อมาหม่อมฉันพบสมุดไทยพวกที่อยู่่บนเพดานศาลาลูกขุนในมีจดหมายเหตุสั่งให้คนเชิญตราไปบอกข่าวพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตยังหัวเมืองต่างๆ มีว่าให้คนนั้นๆ เชิญตราไปยังเมืองนั้นๆ ให้คน ๑ เชิญตราไปยังเมืองสระบุรี เมืองชัยบาดาล เมืองสีเทพ เมืองเพชรบูรณ์ หม่อมฉันก็ได้เค้าว่าเมืองสีเทพเห็นจะอยู่ทางลำน้ำสัก
เมื่อหม่อมฉันไปเมืองเพชรบูรณ์ขาไปๆ ขึ้นเดินบกในแขวงเมืองพิจิตรข้ามเทือกเขาปันน้ำไป ขากลับๆ ลงมาทางเรือ สืบหาเมืองเก่าลงมา เขาบอกว่ามีเมืองโบราณเมือง ๑ อยู่ใกล้ๆ กับเมืองวิเชียร ชื่อว่าเมืองอภัยสาลี หม่อมฉันลงมาถึงเมืองวิเชียร เวลานั้น พระยาประเสริฐสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองวิเชียรแก่ชราออกจากราชการนานแล้ว ปลกเปลี้ยมาหาหม่อมฉันไม่ได้ หม่อมฉันจึงไปเยี่ยมถึงบ้าน ถามพระยาประเสริฐสงครามว่าเมืองสีเทพอยู่ที่ไหน แกบอกว่าคือเมืองวิเชียรนั้นเอง เดิมชื่อว่าเมืองสี
เทพ เมื่อครั้งปราบขบถเวียงจันทน์ในรัชกาลที่ ๓ พวกเมืองสีเทพมีความชอบในการสงครามครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เปลี่ยนศักดิ์เมืองสีเทพขึ้นเป็นเมืองตรี เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองวิเชียรบุรี เพราะมีเขาแก้วแห่ง ๑ อยู่ในเขตเมืองนั้น ทรงตั้งเจ้าเมืองเป็นพระยาประเสริฐสงครามแต่นั้นมา สืบถามต่อไปถึงชื่อเมืองอภัยสาลี แกว่าเป็นแต่พระธุดงค์บอกชื่อให้ หม่อมฉันจึงยุติว่าเมืองสีเทพ หรือศรีเทพหรือสีห์เทพ คงเป็นชื่อเมืองโบราณนั้น
๘) ตรัสปรึกษาถึงวัตถุที่เรียก “ก่องนม” นั้น หม่อมฉันไม่เคยค้นคำอธิบายมาแต่ก่อน จะทูลได้แต่โดยเดา แต่นึกว่าไม่ผิด คือเสื้อชั้นในอย่างที่ผู้หญิงชาวอินเดียยังใช้อยู่ เป็นเสื้อช่องคอกว้างมีแขนปกลงมาเพียงพ้นรักแร้ และชายเสื้อลงมาหมดเพียงชายโครงข้างเหนือสะดือ ลักษณะเสื้ออย่างนี้มีประโยชน์ที่จะยกนมอันย้อยยานให้ตั้งเป็นทรวดทรงเป็นสำคัญจึงเรียกว่า ก่อง (กล่อง) นม ตรงกับประโยชน์ที่ใช้ ฝรั่งก็ยังชอบใช้ในปัจจุบันนี้ดังรูปภาพที่ส่งมาถวาย
อันเป็นเครื่องประดับตัวสตรี ที่ทำด้วยทองและเพชรนิลจินดา ถ้าประดับหัวก็ใช้สวมหรือเสียบกับเรือนผม ถ้าประดับคอและแขนหรือข้อมือข้อตีนและนิ้วย่อมใช้สวม ถ้าประดับบั้นเอวย่อมใช้คาด ถ้าประดับหูจมูกต้องเจาะเนื้อให้เป็นรู ไว้สำหรับห้อยเครื่องประตับ แต่ประดับนมจะทำอย่างไรเสียบก็ไม่ได้สวมก็ไม่ได้ เจาะรูห้อยก็ไม่ได้ ได้แต่
แขวนคอต่อลงมาก็จะต้องมีสายโยงไปผูกไว้ข้างหลัง และยังลำบากด้วยเต้านมไม่คงรูปเหมือนอวัยวะอื่นๆ ที่รูปภาพเขียนเครื่องประดับเป็นวงแหวนไว้ที่ขั้วนมจะอยู่ได้อย่างไรคิดไม่เห็น น่าจะเป็นแต่ความคิดของช่างเขียน เพราะนมไม่เป็นสิ่งซึ่งจะแต่งด้วยเครื่องประดับได้เขาจึงทำก่องสวม แล้วประดับก่องนั้นด้วยปักทองเป็นต้น หม่อมฉันคิดเห็นดังนี้
ปกิรณกะ
๙) หญิงพูน เธอชวนหม่อมฉันให้แต่งนิทานโบราณคดี หม่อมฉันลองแต่งดูสักสองสามเรื่อง คัดสำเนาส่งมาถวายทรงอ่านเล่นเรื่อง ๑ พร้อมกับจดหมายฉบับนี้
๑๐) หลานแมวกลับมาถึงปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กันยายน บอกว่าได้ไปเฝ้าเห็นสบายดีอยู่ด้วยกันหมด หม่อมฉันก็ยินดี
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย