17 ส.ค. เวลา 02:55 • หุ้น & เศรษฐกิจ

10 ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในเอเชีย และบทเรียนสำหรับประเทศไทย

หนี้สาธารณะเป็นเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อใช้พัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การมีหนี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ระดับหนี้เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ แหล่งที่มาของเงินกู้ และความสามารถของประเทศในการนำเงินไปสร้างรายได้ในอนาคต
อันดับ 10 ปากีสถาน
ปากีสถานเผชิญปัญหาการคลังสะสมมาอย่างยาวนาน รัฐบาลเก็บรายได้จากภาษีได้ไม่เพียงพอ ขณะที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับการนำเข้าพลังงาน การป้องกันประเทศ และการชำระหนี้เดิม
เมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงและค่าเงินอ่อนตัว ปากีสถานจึงต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หลายครั้ง สถานการณ์ของปากีสถานแสดงให้เห็นว่า หากประเทศมีรายได้ไม่เพียงพอและต้องพึ่งเงินกู้ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยสามารถทำให้ภาระหนี้รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อันดับ 9 อินเดีย
อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากและอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างกว้างขวาง รัฐบาลใช้เงินลงทุนกับถนน รถไฟ ระบบคมนาคม เมืองอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต
แม้การลงทุนเหล่านี้ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่อินเดียยังมีข้อได้เปรียบจากเศรษฐกิจที่เติบโตค่อนข้างเร็ว หากโครงการต่าง ๆ ช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ภาษี หนี้ที่เกิดขึ้นก็อาจอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องระวังการขาดดุลงบประมาณและภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
อันดับ 8 จีน
จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก หนี้ของรัฐบาลกลางอาจไม่สะท้อนปัญหาทั้งหมด เพราะจีนยังมีหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นและหนี้ผ่านหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการต่าง ๆ
ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโต รัฐบาลท้องถิ่นมีรายได้สูงจากการขายสิทธิการใช้ที่ดิน แต่เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว รายได้ดังกล่าวลดลง ขณะที่หนี้จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ “หนี้แฝง” เหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อระบบการเงินและการเติบโตของจีนในอนาคต
อันดับ 7 จอร์แดน
จอร์แดนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดและต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงภาระในการรองรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน
รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับบริการสาธารณะ การรักษาความมั่นคง และการช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ฐานรายได้ของประเทศมีข้อจำกัด จอร์แดนจึงต้องพึ่งพาเงินกู้และความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ภาระหนี้ของจอร์แดนสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลโดยตรงต่อฐานะการคลังของประเทศได้
อันดับ 6 ศรีลังกา
ศรีลังกาเป็นตัวอย่างชัดเจนของวิกฤตหนี้สาธารณะ ประเทศกู้เงินไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ แต่บางโครงการไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอ ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างหนักในช่วงการระบาดของโควิด-19
เมื่อค่าเงินอ่อนตัวและเงินสำรองระหว่างประเทศลดลง ศรีลังกาไม่มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอสำหรับชำระหนี้และนำเข้าสินค้าจำเป็น สุดท้ายจึงต้องประกาศผิดนัดชำระหนี้ในปี 2022 วิกฤตดังกล่าวทำให้ประชาชนขาดแคลนเชื้อเพลิง อาหาร ยา และไฟฟ้า
บทเรียนจากศรีลังกาคือ การกู้เงินต่างประเทศไปใช้ในโครงการที่ไม่สร้างผลตอบแทนอาจทำให้ประเทศประสบปัญหาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อรายได้หลักลดลงและค่าเงินอ่อนตัว
อันดับ 5 ภูฏาน
ภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีภาระหนี้สูงเมื่อเทียบกับ GDP สาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก
โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในประเทศและส่งออกไปยังอินเดีย จึงถือเป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์และรายได้ในอนาคตรองรับ อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่มีความเสี่ยงจากความล่าช้า งบประมาณบานปลาย และรายได้ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
กรณีของภูฏานแสดงให้เห็นว่า แม้การกู้เงินเพื่อการลงทุนจะมีเหตุผล แต่ประเทศขนาดเล็กก็อาจเผชิญความเสี่ยงสูงหากพึ่งพาโครงการหรือแหล่งรายได้เพียงไม่กี่ประเภท
อันดับ 4 บาห์เรน
บาห์เรนพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นสำคัญ เมื่อราคาพลังงานลดลง รายได้ของรัฐบาลก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่รายจ่ายภาครัฐและสวัสดิการต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลจึงต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น บาห์เรนได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับ แต่ยังจำเป็นต้องลดการพึ่งพาน้ำมันและสร้างรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทอื่น
บทเรียนสำคัญคือ ประเทศที่พึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงชนิดเดียวจะมีความเสี่ยงทางการคลังสูง เมื่อราคาสินค้านั้นผันผวน
อันดับ 3 สิงคโปร์
สิงคโปร์มีสัดส่วนหนี้สาธารณะขั้นต้นสูง แต่มีโครงสร้างแตกต่างจากประเทศที่เผชิญวิกฤตหนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้กู้เงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณทั่วไปเป็นหลัก แต่ระดมเงินเพื่อนำไปลงทุนและบริหารสินทรัพย์ระยะยาว
ประเทศยังมีเงินสำรองและสินทรัพย์ของรัฐจำนวนมาก เมื่อพิจารณาสินทรัพย์ควบคู่กับหนี้ ฐานะทางการเงินของสิงคโปร์จึงยังแข็งแกร่ง และได้รับความเชื่อมั่นสูงจากนักลงทุน
กรณีของสิงคโปร์ยืนยันว่า ตัวเลขหนี้ขั้นต้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าประเทศกำลังมีปัญหาหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาสินทรัพย์ วัตถุประสงค์ของการกู้ และประสิทธิภาพในการบริหารเงินด้วย
อันดับ 2 เลบานอน
เลบานอนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินอย่างรุนแรง จากการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และระบบการเงินที่พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ
เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เงินทุนไหลออก ธนาคารจำกัดการถอนเงิน และค่าเงินเลบานอนสูญเสียมูลค่าอย่างหนัก ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเงินฝากของตนเอง ขณะที่ราคาสินค้า อาหาร เชื้อเพลิง และไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น
เลบานอนจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ภาระหนี้เชื่อมโยงกับวิกฤตการเมือง ระบบธนาคาร และความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อทุกปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกัน รัฐบาลก็แทบไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ
อันดับ 1 ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงที่สุดในเอเชีย และอยู่ในระดับสูงที่สุดของโลก หนี้เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังฟองสบู่สินทรัพย์แตกในช่วงทศวรรษ 1990 รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของสังคมผู้สูงอายุ การฟื้นฟูจากภัยธรรมชาติ และมาตรการรับมือวิกฤตต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังไม่ประสบวิกฤตแบบศรีลังกาหรือเลบานอน เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินเยนและถือครองโดยธนาคารกลาง สถาบันการเงิน และนักลงทุนภายในประเทศ ญี่ปุ่นยังมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ระบบการเงินเข้มแข็ง และได้รับความเชื่อมั่นจากตลาด
ถึงกระนั้น หนี้ระดับสูงก็ยังเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อประชากรลดลง รายจ่ายด้านผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการควบคุมภาระทางการคลัง
ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงไม่ได้หมายความว่าจะต้องล้มละลายเสมอไป ญี่ปุ่นและสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีเงินสำรอง สินทรัพย์ ความน่าเชื่อถือ และระบบบริหารจัดการที่ดี สามารถรองรับภาระหนี้สูงได้
ในทางตรงกันข้าม ศรีลังกาและเลบานอนแสดงให้เห็นถึงอันตรายของการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศ การใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และการสูญเสียความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น การพิจารณาสถานการณ์หนี้ของแต่ละประเทศต้องดูมากกว่าตัวเลขหนี้ต่อ GDP โดยต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นหนี้สกุลเงินใด ใครเป็นเจ้าหนี้ เงินกู้ถูกนำไปใช้อย่างไร ประเทศมีสินทรัพย์รองรับหรือไม่ และเศรษฐกิจสามารถเติบโตเพียงพอที่จะชำระหนี้ในอนาคตหรือไม่
โฆษณา