17 ส.ค. เวลา 12:22 • ท่องเที่ยว

Egypt (40): Cairo: Mosque-Madrassa of Sultan Hassan

มหาวิหารแห่งศรัทธา ศิลปะ และอำนาจแห่งยุคมัมลุก
หากพูดถึงสถาปัตยกรรมอิสลามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงไคโร Mosque-Madrassa of Sultan Hassan คือสถานที่ที่ไม่ควรพลาด
อาคารขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามกับ Mosque of al-Rifa’i และใกล้กับ Citadel of Cairo ไม่ได้เป็นเพียง “มัสยิด” สำหรับประกอบศาสนกิจ
… แต่เป็นทั้ง มัสยิด วิทยาลัยศาสนา ที่พักนักศึกษา และสุสานหลวง รวมอยู่ในสถาปัตยกรรมชุดเดียวกัน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมมัมลุกแห่งอียิปต์ (Egyptian Monuments⁠)
จากพระราชดำริของสุลต่าน สู่สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่
Sultan Hasan ibn al-Nasir Muhammad ibn Qalawun แห่งราชวงศ์มัมลุกทรงมีพระบัญชาให้สร้างอาคารแห่งนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1356 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 ปี จนแล้วเสร็จราว ค.ศ. 1363
ยุคนั้นตรงกับช่วงรุ่งเรืองของ Bahri Mamluk Sultanate ซึ่งไคโรกำลังเป็นศูนย์กลางสำคัญของโลกอิสลามทั้งด้านการเมือง การค้า และวิชาการ
Sultan Hasan ต้องการสร้างสถาบันทางศาสนาที่มีความยิ่งใหญ่สมฐานะ โดยจัดให้มีโรงเรียนสอนนิติศาสตร์อิสลามสุหนี่ทั้ง 4 สำนัก ได้แก่ Hanafi, Shafi‘i, Maliki และ Hanbali ภายในกลุ่มอาคารเดียวกัน นักศึกษามีทั้งห้องเรียน ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามระบบของ madrasa ในยุคนั้น (Egyptian Monuments⁠)
นอกจากการศึกษา ยังมีการจัดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางศาสนาและสาธารณประโยชน์ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ตามเอกสาร waqf ของสุลต่านด้วย (Awkaf Online⁠)
ความยิ่งใหญ่ที่มองเห็นได้ตั้งแต่ภายนอก
ตัวอาคารมีขนาดประมาณ 8,000 ตารางเมตร และด้านหนึ่งของอาคารทอดยาวราว 150 เมตร ความสูงและมวลของกำแพงหินทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงอำนาจของอาคารตั้งแต่ยังไม่ก้าวผ่านประตู
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ ประตูทางเข้าขนาดมหึมา สูงประมาณ 38 เมตร และออกแบบให้ยื่นออกจากแนวกำแพงเล็กน้อย เพื่อให้สามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัดจาก Citadel ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม (Wikipedia⁠)
เหนือช่องประตูเต็มไปด้วยงานแกะสลักหินอันละเอียดประณีต โดยเฉพาะ muqarnas หรือการประดับรูปทรงคล้ายรังผึ้ง/หินย้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของศิลปะสถาปัตยกรรมอิสลาม
เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นว่ากำแพงหินที่ดูเรียบจากระยะไกลนั้น แท้จริงเต็มไปด้วยรายละเอียด ทั้งลวดลายเรขาคณิต พรรณพฤกษา อักษรอาหรับ และองค์ประกอบประดับที่ซ้อนทับกันอย่างวิจิตร
หัวใจของอาคาร — ลานกลางกับ Four Iwans
เมื่อเดินผ่านทางเข้าเข้าสู่ภายใน ความรู้สึกเปลี่ยนจากความยิ่งใหญ่ของมวลอาคารภายนอก เป็นความสงบและสมมาตรของ ลานกลาง หรือ sahn
ตรงกลางเป็นพื้นที่เปิดโล่ง และรอบด้านล้อมด้วย 4 iwans ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ เปิดออกสู่ลานกลาง โดยแต่ละด้านทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่ประกอบศาสนกิจและพื้นที่สำหรับการเรียนการสอน
รูปแบบ Four-Iwan Plan นี้เป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรม madrasa แห่ง Sultan Hassan และสะท้อนแนวคิดที่นำศาสนา การศึกษา และสถาปัตยกรรมมาเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว (Egyptian Monuments⁠)
แต่ละ madrasa มีพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งลาน ห้องเรียน และห้องพักนักศึกษา ทำให้สถานที่แห่งนี้มีลักษณะคล้ายมหาวิทยาลัยศาสนาขนาดใหญ่ในโลกยุคกลาง
ภายใน…คือโลกอีกใบหนึ่ง
จากภาพที่ได้เห็นภายใน สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดมองไม่ใช่เพียงขนาดของอาคาร แต่คือ รายละเอียดของงานศิลปกรรม
เสาหินสูงตระหง่านรับน้ำหนักโค้งและเพดาน ขณะที่ผนังเต็มไปด้วยงานแกะสลักปูนและหิน ลายเรขาคณิต ลายพรรณพฤกษา และแถบอักษรอาหรับ
บริเวณ mihrab ซึ่งเป็นช่องแสดงทิศทางไปยังนครเมกกะ มีการประดับด้วยหินอ่อนและลวดลายอย่างวิจิตร
ขณะที่ minbar หรือธรรมาสน์สำหรับการเทศนาก็เป็นงานศิลป์ชั้นสูง ทั้งลายเรขาคณิต งานแกะสลัก และการประดับวัสดุหลากชนิด
ยิ่งแหงนหน้ามองขึ้นไป ก็ยิ่งเห็นความละเอียดของงานที่ช่างในยุคมัมลุกสร้างขึ้น ทั้งโดม เพดานโค้ง และลวดลายที่ดูราวกับลูกไม้ที่แกะสลักลงบนหิน
ที่น่าสนใจคือความงามไม่ได้เกิดจากการใช้สีสดจำนวนมาก แต่เกิดจากการนำ หินอ่อน หินสี งานแกะสลัก ปูนปั้น ไม้ และแสง มาทำงานร่วมกัน
แสงจากช่องหน้าต่างจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมโดยธรรมชาติ
Minaret กับเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจ
เดิมที Sultan Hassan ต้องการให้กลุ่มอาคารมี 4 minarets ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ทะเยอทะยานอย่างมากในบริบทของสถาปัตยกรรมมัสยิดในอียิปต์เวลานั้น
แต่ในปี ค.ศ. 1361 ขณะที่การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ minaret หนึ่งได้พังถล่มลงมา เหตุการณ์ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนประมาณ 300 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อยู่ในโรงเรียนใกล้บริเวณนั้น (Smart History⁠)
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แผนการสร้าง minarets เพิ่มเติมก็ถูกยกเลิก
เหตุการณ์นี้ยังถูกมองว่าเป็นลางร้าย และเรื่องราวยิ่งน่าขนลุกเมื่อ Sultan Hasan ถูกลอบสังหารในเวลาต่อมา ก่อนที่อาคารของพระองค์จะเสร็จสมบูรณ์ไม่นาน (Smart History⁠)
ปัจจุบันจึงเหลือ minarets ที่โดดเด่นอยู่สององค์บริเวณด้านสุสาน โดยองค์ที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเป็นหนึ่งใน minarets ที่สูงที่สุดของสถาปัตยกรรมมัมลุก สูงประมาณ 84 เมตรจากระดับถนนในยุคนั้น (Wikipedia⁠)
สุสานที่สุลต่านไม่ได้มีโอกาสใช้
ส่วนหนึ่งของอาคารถูกออกแบบเป็น mausoleum หรือสุสานหลวง ตั้งใจให้เป็นที่ฝังพระศพของ Sultan Hasan และราชวงศ์
แต่ประวัติศาสตร์กลับเล่นตลกอย่างน่าเศร้า
Sultan Hasan ถูกสังหารก่อนที่การก่อสร้างจะเสร็จ และพระศพของพระองค์ไม่เคยถูกค้นพบหรือฝังอยู่ในสุสานที่ทรงสร้างไว้ให้พระองค์เอง
อย่างไรก็ตาม สุสานแห่งนี้ยังคงถูกใช้เป็นที่ฝังพระศพของพระราชวงศ์ในเวลาต่อมา (Egyptian Monuments⁠)
เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณนี้ ความรู้สึกจึงแตกต่างจากส่วนอื่นของมัสยิดอย่างชัดเจน
พื้นที่มีความสงบและขรึมกว่า ผนังประดับด้วยแผ่นหินอ่อนหลากสี กรอบลวดลายเรขาคณิต และอักษรอาหรับ ขณะที่หลุมฝังพระศพและอนุสรณ์ต่าง ๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางแสงสลัว
ภาพดอกไม้ที่นำมาประดับสุสานในวันนี้ กลับเติมความอ่อนโยนให้กับพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของอำนาจ ความตาย และกาลเวลานับหลายร้อยปี
จากสถานศึกษา สู่ป้อมปราการ
ตำแหน่งที่ตั้งของ Sultan Hassan มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ในด้านหนึ่ง การอยู่ใกล้ Citadel of Cairo ทำให้อาคารมีความโดดเด่นอย่างยิ่ง และสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา การศึกษา และอำนาจของรัฐ
แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาคารแห่งนี้กลับถูกนำมาใช้เป็น ป้อมปราการ
เนื่องจากอาคารสูงและตั้งอยู่ใกล้ Citadel ฝ่ายที่ยึดมัสยิดสามารถใช้พื้นที่ด้านบนเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการโจมตี Citadel ได้ ถึงกับมีการใช้เครื่องยิงก้อนหินในช่วงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมัมลุก (Egyptian Monuments⁠)
จึงไม่น่าแปลกที่ในบางช่วงเวลา ผู้ปกครองบางพระองค์ถึงกับเคยพิจารณาทำลายอาคารแห่งนี้เพื่อไม่ให้ฝ่ายศัตรูใช้ประโยชน์ทางทหาร (Cairo Governorate⁠)
นี่คืออีกด้านหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่งดงาม เพราะอาคารซึ่งสร้างขึ้นเพื่อศาสนาและการศึกษา กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการเมืองและสงครามอยู่หลายครั้ง
ศิลปะที่ยังคงพูดกับคนในปัจจุบัน
เมื่อมองภาพภายในจากสิ่งที่ได้เห็น สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ ความประณีตของช่างมัมลุก
ไม่มีพื้นที่ใดดูเหมือนถูกปล่อยให้ว่างเปล่าโดยไม่มีเหตุผล
ผนังมีอักษรอาหรับ
เสามีลวดลาย
ซุ้มประตูมีงานแกะสลัก
เพดานมีรูปทรงเรขาคณิต
โดมมีลวดลายละเอียด
แสงถูกออกแบบให้ลอดผ่านช่องเปิดอย่างมีจังหวะ
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 700 ปี แต่รายละเอียดเหล่านี้ยังคงทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงความทะเยอทะยานของผู้สร้างได้อย่างชัดเจน
นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างสถานที่สำหรับละหมาด แต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ไคโรในยุคมัมลุกคือศูนย์กลางแห่งอำนาจ ความรู้ และศิลปะ
Sultan Hassan กับความสำคัญต่อ Cairo
Mosque-Madrassa of Sultan Hassan จึงมีความสำคัญในหลายมิติพร้อมกัน
ในด้านศาสนา — เป็นมัสยิดสำหรับการละหมาดและศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนา
ในด้านการศึกษา — เป็น madrasa ที่รวมการศึกษานิติศาสตร์อิสลามสุหนี่ทั้ง 4 สำนักไว้ในสถาบันเดียว
ในด้านสถาปัตยกรรม — เป็นหนึ่งในผลงานชั้นสูงของ Bahri Mamluk architecture และเป็นต้นแบบสำคัญของรูปแบบมัสยิดในไคโรยุคต่อมา (Smart History⁠)
ในด้านประวัติศาสตร์ — อาคารสะท้อนทั้งความรุ่งเรือง ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของอียิปต์ยุคกลาง
และ ในด้านความรู้สึกของผู้มาเยือน — มันคือสถานที่ที่ทำให้เราเห็นว่า “กาลเวลา” ไม่ได้ทำลายความงามเสมอไป แต่บางครั้งกลับทำให้ความงามนั้นมีความหมายมากขึ้น
บทส่งท้าย
ฉันเดินออกจาก Mosque-Madrassa of Sultan Hassan พร้อมกับความรู้สึกว่า อาคารแห่งนี้มี “เสียง” ของตัวเอง
เสียงนั้นไม่ได้มาจากผู้คนหรือเสียงเรียกละหมาดเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากกำแพงหินที่ผ่านแดดและลมมาหลายศตวรรษ
จากลวดลายที่ช่างโบราณใช้เวลานับไม่ถ้วนในการแกะสลัก
จากแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างลงบนพื้น
จาก minaret ที่ยังคงยืนอยู่
และจากสุสานที่เตือนเราว่า แม้แต่ผู้สร้างอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่ ก็ไม่อาจกำหนดชะตาของตัวเองได้
Sultan Hassan สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อให้ชื่อของพระองค์คงอยู่
แต่สิ่งที่ยังคงอยู่จนถึงวันนี้ ไม่ได้มีเพียงพระนามของสุลต่าน
หากคือ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ความรู้ ศรัทธา และเรื่องราวของมนุษย์ ที่ถูกฝากเอาไว้ในก้อนหินทุกก้อน
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่า…
เกือบ 700 ปีผ่านไป
เรายังคงเดินเข้ามาหยุดยืน
แหงนหน้ามอง
และรู้สึกทึ่งอยู่ตรงนี้
Mosque-Madrassa of Sultan Hassan — หนึ่งในมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของ Cairo ในยุคมัมลุก
ข้อมูลอ้างอิง: กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุอียิปต์, Cairo Governorate และแหล่งศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมอิสลาม (Egyptian Monuments⁠)
โฆษณา