19 ส.ค. เวลา 01:52 • ปรัชญา

จากก้นบึ้งของหยดน้ำ สู่จุดจบของจักรวาล: ปรัชญาความไม่เที่ยงและวิถีแห่ง "ผู้เฝ้ามอง"

เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นง่ายๆ จากการไถฟีดแล้วไปเจอคลิปวิดีโอทดลองวิทยาศาสตร์คลิปหนึ่ง เป็นการหยดสารเคมีลงในน้ำแล้วเกิดปฏิกิริยาตกตะกอนสีน้ำเงินที่ดูสวยงาม ลึกลับ และขยายตัวออกราวกับมีกาแล็กซีเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหยดน้ำนั้น
จากความสวยงามในหลอดทดลอง มันจุดประกายคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก... จะเป็นไปได้ไหมที่จักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เราอาศัยอยู่ อาจจะเป็นเพียง "หยดน้ำหยดหนึ่ง" ในห้องทดลองของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูงกว่า?
เมื่อความเล็กสุดและใหญ่สุดมาบรรจบกัน
ความขี้สงสัยพาผมดำดิ่งลงไปในข้อมูล จนพบกับความจริงที่น่าสนใจ นักวิทยาศาสตร์พบว่า โครงสร้างของ "เซลล์ประสาทในสมองมนุษย์" มีความคล้ายคลึงกับ "โครงข่ายของจักรวาล" (Cosmic Web) อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งรูปแบบการจัดเรียงตัว สัดส่วนของสสารที่มองไม่เห็น ซึ่งในสมองของเราก็คือ น้ำในสมอง และ ในโครงข่ายของจักรวาลสสารมืดในอวกาศ ไปจนถึงความจุในการเก็บข้อมูล
แม้ขนาดของมันจะต่างกันแบบเทียบไม่ติด แต่ราวกับว่าธรรมชาติกำลังใช้ "พิมพ์เขียว" เดียวกันในการสร้างสรรค์ทุกสิ่ง ตั้งแต่สิ่งเล็กจิ๋วไปจนถึงความกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขต
1
จุดจบอันเยือกเย็นของสรรพสิ่ง
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิด ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปถึง "จุดจบ" ทฤษฎีทางฟิสิกส์บอกเราว่า จักรวาลนี้ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน ซึ่งจากการค้นข้อมูลพบว่าฉากจบที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า The Big Freeze หรือความตายอันหนาวเหน็บ
เมื่อถึงวันนั้น จักรวาลจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ดาวฤกษ์ดวงสุดท้ายจะดับมอดลง แม้แต่ "หลุมดำ" ที่กลืนกินทุกสิ่ง ท้ายที่สุดก็จะค่อยๆ ระเหยและระเบิดหายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงอวกาศที่เย็นเยียบและว่างเปล่าตลอดกาล
"เมื่อรับรู้ถึงจุดจบนี้ ความรู้สึกสองอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจ... หนึ่งคือ 'เสียดาย' ที่จะไม่ได้อยู่รอดเพื่อดูบทสรุปของสรรพสิ่ง และสองคือ 'โล่งใจ' ที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายและความน่าเศร้าของจุดจบนั้น"
1
ถอยกลับมาเป็น "ผู้เฝ้ามอง"
ความยิ่งใหญ่และจุดจบของจักรวาล ทำให้ผมตกผลึกความคิดบางอย่าง มันไม่ใช่ความหดหู่หรือความรู้สึกไร้ค่า แต่มันคือความรู้สึกของการได้เป็น "ผู้ชม" ที่เฝ้าดูสิ่งต่างๆ ไหลเวียนและแปรเปลี่ยนไป
สเกลเวลาของจักรวาลตอกย้ำให้เห็นถึง "ความไม่เที่ยง" ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป มันทำให้ผมนึกถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแส เรื่องการทวงคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทโดยทายาทของเจ้าของเดิมที่ล่วงลับไปแล้ว
หากเราลองสวมแว่นตาของความไม่เที่ยงมองดูเรื่องนี้ เราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่:
• มายาคติของคำว่าเจ้าของ: ที่ดินผืนนั้นอยู่บนโลกมาหลายพันล้านปี มนุษย์เราเป็นแค่ผู้สัญจรที่แวะมาสวมบทบาท "เจ้าของ" เพียงชั่วพริบตาเดียวของอายุจักรวาล
• ความสุขที่เจือด้วยความทุกข์: ต่อให้ชนะคดี ได้เงินทองมาครอบครอง แต่ธรรมชาติของตัณหาก็ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ ชัยชนะอาจแลกมาด้วยการสูญเสีย "ความสงบในปัจจุบันขณะ" ไปตลอดกาล
• ทุกสิ่งล้วนมีวันหมดอายุ: ไม่ว่าจะส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานไปกี่รุ่น ท้ายที่สุดวงจรของการสูญเสียก็ต้องวนมาบรรจบ มันคุ้มค่าจริงหรือที่เราจะยอมปล่อยให้จิตใจในปัจจุบันเต็มไปด้วยความทุกข์ เพื่อยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีวันเป็นของเราอย่างแท้จริง?
การปล่อยวางในฉบับของ "ปุถุชน"
แน่นอนว่า ในชีวิตจริง เมื่อมีเหตุการณ์เข้ามากระทบ ผมก็ยังคงเป็นแค่ปุถุชนคนหนึ่งที่ยังมีความรู้สึกขุ่นมัว โกรธ หรือหวั่นไหวเหมือนกับทุกๆ คน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เมื่อใจเริ่มสงบลง ผมพบว่าตัวเองสามารถ "ปล่อยวาง" สิ่งเหล่านั้นได้ไวขึ้น วางมันลงได้ง่ายขึ้น และก้าวเดินต่อไปได้เบาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อาจจะมีบางเรื่องที่หนักหนาจนยังค้างคาใจอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของการเป็นมนุษย์
ท้ายที่สุดแล้ว ท่ามกลางจักรวาลที่กว้างใหญ่ ไร้จุดหมาย และกำลังมุ่งหน้าสู่ความว่างเปล่า... การได้เป็นเพียง "ผู้เฝ้ามอง" ที่เข้าใจความไม่เที่ยง และอนุญาตให้ตัวเองก้าวเดินต่อไปด้วยใจที่เบาสบาย อาจจะเป็นความหมายที่งดงามของการมีชีวิตอยู่แล้วก็ได้
โฆษณา