20 ส.ค. เวลา 02:37 • ธุรกิจ

⚡️ 5 ความท้าทายด้านพลังงานที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ

ไฟฟ้าที่เพียงพอ ราคาที่แข่งขันได้ และแหล่งพลังงานที่มั่นคง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลับมาเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการเติบโตของ EV, AI และ Data Center ที่กำลังเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
รายงาน Southeast Asia Energy Outlook 2026 ของ International Energy Agency (IEA) ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเมื่อนำมามองในบริบทของประเทศไทย สามารถสรุปเป็น 5 โจทย์สำคัญที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
🌏 1. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น
วิกฤตในตะวันออกกลางกำลังย้ำให้เห็นว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากเพียงใด
ก่อนเกิดวิกฤตล่าสุด ประมาณ 60% ของน้ำมันดิบที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำเข้า และประมาณ 1 ใน 3 ของก๊าซธรรมชาตินำเข้า มาจากตะวันออกกลาง
สำหรับประเทศไทย แม้จะสามารถผลิตพลังงานได้เองบางส่วน แต่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกสูงขึ้น ผลกระทบสามารถส่งต่อจากค่าพลังงานไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การกระจายแหล่งนำเข้า เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้
⛽ 2. ปฏิรูปการอุดหนุนพลังงาน จากการช่วยทุกคนสู่การช่วยให้ตรงกลุ่ม
เมื่อราคาน้ำมันหรือค่าไฟเพิ่มขึ้น การตรึงราคาพลังงานมักเป็นหนึ่งในมาตรการแรกที่ถูกนำมาใช้ เพราะสามารถบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจได้ทันที
แต่หากดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
IEA ประเมินว่า ก่อนวิกฤตล่าสุด การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น
ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการให้ช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างตรงจุด และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แทนการอุดหนุนราคาทั้งระบบเป็นเวลานาน
เพราะทุกบาทที่ใช้ตรึงราคาพลังงาน ย่อมมี Trade-off กับงบประมาณที่สามารถนำไปลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนของประเทศได้มากกว่าในระยะยาว
🔌 3. รับมือความต้องการไฟฟ้ายุค AI, Data Center และ Electrification
อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เศรษฐกิจกำลังใช้ “ไฟฟ้า” มากขึ้น
ทั้ง EV ระบบปรับอากาศ โรงงานอัตโนมัติ Data Center และ AI ล้วนเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้า โดย IEA ประเมินว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อไทยต้องการดึงดูดการลงทุนใน Data Center อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัล
นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มองเพียงว่า “มีไฟฟ้าหรือไม่” แต่ยังมองถึงความเสถียรของระบบ ราคาไฟฟ้า และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วย
ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคตส่วนหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถสร้างระบบไฟฟ้าที่ เพียงพอ เสถียร ราคาแข่งขันได้ และสะอาดขึ้น ได้เร็วเพียงใด
🚗 4. เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากฐาน ICE สู่ EV Supply Chain
ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาคมานานหลายทศวรรษ แต่การเติบโตของ EV กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้อย่างรวดเร็ว
IEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2025 เป็นประมาณ 500,000 คัน หรือเกือบ 20% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด โดยไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิต EV สำคัญของภูมิภาค
แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวน EV บนถนนเพียงอย่างเดียว
โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ ไทยจะสามารถยกระดับจากฐานประกอบรถยนต์ ไปสู่การผลิตแบตเตอรี่ Power Electronics ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้มากเพียงใด
เพราะหากตลาด EV เติบโต แต่ชิ้นส่วนสำคัญยังต้องนำเข้าจำนวนมาก ไทยอาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เต็มศักยภาพ
🔌 5. ใช้ ASEAN Power Grid เปลี่ยนไทยจาก “ทางผ่าน” สู่ศูนย์กลางไฟฟ้าภูมิภาค
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยอยู่ที่ “ตำแหน่งที่ตั้ง”
ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบไฟฟ้าเชื่อมโยงกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญใน ASEAN Power Grid หรือการเชื่อมโยงและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
IEA ประเมินว่า การพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดนตามแผนของอาเซียนต้องการเงินลงทุนประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจนถึงปี 2040
หากทำได้สำเร็จ ประเทศต่าง ๆ จะสามารถแบ่งปันไฟฟ้าระหว่างกันได้มากขึ้น รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงไม่กี่แห่ง
สำหรับไทย นี่จึงเป็นมากกว่าโครงการด้านไฟฟ้า แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเป็น “Energy Hub” ไม่ได้เกิดขึ้นจากทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว ไทยยังต้องลงทุนในระบบสายส่ง ปรับกฎเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และสร้างตลาดไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้จริง
เมื่อมองทั้ง 5 เรื่องพร้อมกัน จะเห็นว่าโจทย์พลังงานของไทยกำลังเปลี่ยนไป
เมื่อก่อนเราอาจถามว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าพอใช้หรือไม่ หรือน้ำมันจะแพงขึ้นอีกแค่ไหน
แต่วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ไฟฟ้าของไทยมีราคาที่แข่งขันได้หรือไม่ สะอาดพอสำหรับอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ ระบบรองรับ Data Center และ EV ได้หรือไม่ และไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้มากแค่ไหน
เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พลังงานอาจไม่ได้เป็นเพียง “ต้นทุน” ของเศรษฐกิจ
แต่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินว่า โรงงานแห่งใหม่จะมาตั้งที่ไทยหรือไม่ Data Center จะเลือกไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน และอุตสาหกรรมไทยจะยังแข่งขันในตลาดโลกได้ดีเพียงใด
ที่มา: International Energy Agency (IEA), Southeast Asia Energy Outlook 2026
เรื่องและภาพ: คุโณดม ภัทรกิจนิธิกุล, ภีม คติวานิช, ภูมิรพี ฉัตรกานต์ และวชิรพงศ์ บุญญมัติ
BBL Internship Program 2026, Bnomics
════════════════
Making Economics Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#IEA #Energy #เศรษฐกิจไทย #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา