Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
20 ส.ค. เวลา 02:52 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
#ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ : อุลตร้าแมน กำเนิดฮีโร่ยักษ์แห่งยุคเศรษฐกิจใหม่ของญี่ปุ่น วีรบุรุษสร้างชาติ
วันที่ 17 กรกฎาคม 1966 ผู้ชมในญี่ปุ่นได้พบกับยอดมนุษย์ขนาดยักษ์สูง 40 เมตร จากเนบิวล่า M78 เป็นครั้งแรก ไม่มีใครคาดคิดว่า "มนุษย์ต่างดาวยักษ์สีเงิน" ที่ปรากฏตัวบนจอโทรทัศน์ในวันนั้น จะกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับญี่ปุ่นยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ เขาเกิดขึ้นจากเงาของ Ultra Q จากบาดแผลของสงครามโลกครั้งที่สอง จากความฝันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และจากยุคเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่น
แต่อุลตร้าแมนก็ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความสมบูรณ์แบบ แต่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความคิดสร้างสรรค์ และความพยายามของทีมงานที่มีทั้งเวลาและงบประมาณอย่างจำกัด แต่ข้อจำกัดทั้งหมดกลับหลอมรวมกันจนกลายเป็นหนึ่งในผลงานทางโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
หาก Godzilla คือภาพแทนของความหวาดกลัวในยุคหลังสงคราม Ultra Q คือความสงสัยที่มาในรูปลักษณ์ของสัตว์ประหลาด Ultraman ก็คือภาพแทนของความหวังในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและใฝ่ฝันถึงจักรวาล ก่อนหน้าปี 1966 สัตว์ประหลาดยักษ์หรือไคจูอย่าง Godzilla หรือ Rodan เป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องเดินทางเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อพบเจอ
แต่ Ultra Q นำสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านั้นเข้ามาในห้องนั่งเล่นของครอบครัวญี่ปุ่นทุกสัปดาห์ ความสำเร็จของรายการทำให้สถานี TBS ต้องการให้ สึบุรายะ โปรดักชั่นส์ สร้างผลงานต่อยอดที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของมนุษย์ที่เผชิญกับเหตุการณ์ลึกลับ แต่ต้องมีผู้พิทักษ์ที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้โดยตรง
แนวคิดของ Ultraman จึงไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการรวมตัวของหลายแนวคิดที่เอจิ สึบุรายะ และทีมงานเคยทดลองมาก่อน ทั้งแนวคิดจาก Ultra Q, โครงการที่ไม่เคยสร้างอย่าง WoO, และแนวคิดเดิมเกี่ยวกับองค์กรวิทยาศาสตร์ที่คอยตรวจสอบสิ่งเหนือธรรมชาติ
ในช่วงแรกไม่ได้มีชื่อว่า Ultraman ด้วยซ้ำ แนวคิดดั้งเดิมเริ่มจากตัวละครชื่อ Bemular ซึ่งเดิมถูกวางให้เป็นสิ่งมีชีวิตจากอวกาศลักษณะคล้ายสัตว์ประหลาด เขาจะเป็นตัวละครที่ช่วยเหลือมนุษย์ในการต่อสู้กับไคจูตัวอื่น แต่เมื่อทีมงานพัฒนาความคิดต่อไป พวกเขารู้สึกว่าตัวเอกควรแตกต่างจากสัตว์ประหลาดทั่วไป จึงเปลี่ยนแนวคิดจากสัตว์ประหลาดผู้ช่วยมนุษย์มาเป็นนักรบจากจักรวาลที่มีรูปร่างคล้ายเทพหรือผู้พิทักษ์
ชื่อของโครงการเปลี่ยนผ่านหลายครั้ง ตั้งแต่ Bemular ไปสู่ Redman เนื่องจากต้องการสื่อถึงสีแดงของตัวละคร ก่อนจะกลายเป็นชื่อ Ultraman ในที่สุด คำว่า Ultra สอดคล้องกับกระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่นในยุคนั้น(อ่านคำอธิบายได้ในบทความตอน Ultra Q) ช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านไปเพียงสองทศวรรษ ประเทศกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับสึบุรายะ นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการสร้างภาพอนาคตผ่านโทรทัศน์ เพราะเด็กญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่ได้มองอวกาศและวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ยุคการแข่งขันอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตทำให้มนุษย์เริ่มจินตนาการถึงโลกนอกระบบสุริยะ และ Ultraman จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะตัวแทนของความหวังแบบใหม่ ฮีโร่ที่ไม่ได้มาจากโลก แต่เดินทางมาจากจักรวาลเพื่อปกป้องโลกมนุษย์
อีกหนึ่งอิทธิพลสำคัญต่อแนวคิดของ Ultraman คือรายการโทรทัศน์หุ่นเชิดจากอังกฤษเรื่อง Thunderbirds ซึ่งได้รับความนิยมในญี่ปุ่นช่วงกลางทศวรรษ 1960 Thunderbirds แสดงให้เห็นว่ารายการโทรทัศน์สามารถสร้างโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรล้ำสมัย องค์กรช่วยเหลือมนุษย์ และภารกิจระดับโลกได้ แม้รูปแบบการสร้างแตกต่างกัน เพราะ Thunderbirds ใช้หุ่นจำลองและ Supermarionation ขณะที่ Ultraman ใช้นักแสดงในชุดสัตว์ประหลาดและฉากจำลอง แต่แนวคิดเรื่อง "องค์กรพิเศษกับภัยคุกคามเหนือมนุษย์" มีความใกล้เคียงกัน
แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างหน่วยวิทยะ หรือ Science Patrol ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง ต่างจากฮีโร่ยุคก่อนอย่างหน้ากากแสงจันทร์ที่ทำงานเพียงลำพัง แต่ Ultraman มีทีมมนุษย์ธรรมดาที่ทำหน้าที่สืบสวน วิเคราะห์ และรับมือกับภัยประหลาดก่อนที่ฮีโร่ยักษ์จะปรากฏตัว หน่วยวิทยะสะท้อนความเชื่อของญี่ปุ่นยุคใหม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญในการปกป้องโลก
การออกแบบรูปลักษณ์ของ Ultraman เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้รับผิดชอบหลักคือโทรุ นาริตะ (Tohl Narita) ผู้เคยออกแบบสัตว์ประหลาดใน Ultra Q มาก่อน แต่นาริตะไม่ต้องการสร้างเพียงสัตว์ประหลาดฝ่ายดีอีกตัว เขาต้องการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีความงดงาม เป็นสากล เหมือนรูปปั้นยุคคลาสสิก ศิลปะอียิปต์ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยายุโรป รวมถึง ศิลปแนวพุทธ พระพุทธรูปต่างๆ
ดังนั้น Ultraman จึงไม่ได้มีเขี้ยว เล็บ หรือรูปร่างดุร้ายเหมือนสัตว์ประหลาด แต่มีใบหน้าที่เรียบง่าย คล้ายรูปปั้นของเทพเจ้าในอนาคต ผิวสีเงินสื่อถึงโลหะของยานอวกาศ ส่วนสีแดงบนร่างกายถูกตีความว่าเชื่อมโยงกับพลังจากจักรวาล
อย่างไรก็ตาม การออกแบบช่วงแรกๆ มีความแตกต่างจาก Ultraman ที่เรารู้จักมาก ภาพร่างแรกๆมีลักษณะใกล้เคียงกับครุฑ หรือ Garuda คอยช่วยเหลือมนุษย์ จากนั้นได้พัฒนามาเป็น เรดแมน (Redman) ซึ่งปรับโครงร่างให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น แต่ยังมีหน้าตาดุดันคล้ายยักษ์หรือเท็นกุ
เอจิ สึบุรายะมองว่ามันดูเป็นสัตว์ประหลาดเกินไป ก่อนที่โทรุ นาริตะ จะเกลาและตัดส่วนเกินออกจนกลายเป็นนักรบอวกาศผิวสีเงิน-แดงที่มีความงดงาม สมกับมุมมองเชิงไซไฟร่วมสมัยในที่สุด จึงให้ทีมออกแบบพัฒนาใหม่จนกลายเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ต่างดาวที่สง่างามในที่สุด
ส่วนการสร้างสัตว์ประหลาดก็ยังสืบทอดแนวทางจาก Godzilla และ Ultra Q เอจิ สึบุรายะนำประสบการณ์จากภาพยนตร์ไคจูของ Toho มาใช้ ทั้งการสร้างชุดยาง (suitmation) ฉากเมืองจำลอง การถ่ายภาพ เทคนิคควัน ระเบิด และมุมกล้องหลอกสายตา
สิ่งสำคัญคือเขาไม่ได้ต้องการให้สัตว์ประหลาดเคลื่อนไหวเหมือนสัตว์จริง แต่ต้องทำให้ผู้ชมเชื่อว่ามันมีตัวตนอยู่ในโลกเดียวกับมนุษย์ ทางสึบุรายะเน้นการสร้างบุคลิกและมิติให้กับตัวสัตว์ประหลาด (Presence) ผ่านน้ำหนักการเดิน เสียงร้อง และการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกถึงพลังอำนาจและความสมจริงในเชิงอารมณ์มากกว่าความถูกต้องตามหลักชีววิทยา
ชุดสัตว์ประหลาดหลายตัวใน Ultraman ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดสัตว์ประหลาดไม่ใช่เพียงผู้ร้าย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สะท้อนความกลัวและปัญหาของมนุษย์ เช่น Baltan Seijin ที่กลายเป็นภาพแทนของภัยจากอวกาศและความหวาดกลัวต่อสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ ขณะที่บางตอนได้นำเสนอว่าบางครั้งมนุษย์เองอาจเป็นฝ่ายสร้างปัญหา
ความลึกซึ้งอีกประการหนึ่งของ Ultraman คือ ในตอนแรกกำเนิดอุลตร้าแมน เมื่อชิน ฮายาตะ ประสบอุบัติเหตุ โดยยานของเขาชนเข้ากับยานของอุลตร้าแมน แทนที่จะปล่อยให้เขาตาย อุลตร้าแมนกลับรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฮายาตะ ในแง่นี้ทั้ง Ultraman และฮายาตะจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์กับจักรวาล เขาทำให้มนุษย์เข้าใจว่าสัตว์ประหลาดไม่ได้เป็นศัตรูเสมอไป บางครั้งพวกมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ บางครั้งเป็นเหยื่อ และบางครั้งมนุษย์เราเองนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือตอนจบของซีรีส์ ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่กลับพ่ายแพ้ต่อ เซ็ตตัน (Zetton) หากเป็นซีรีส์ทั่วไป พระเอกคงฟื้นขึ้นมาปราบศัตรู แต่สึบุรายะเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป ผู้ที่กำจัดเซ็ตตันกลับเป็นมนุษย์ในหน่วยวิทยะ มีความหมายว่า Ultraman ไม่ได้มาเพื่อปกป้องมนุษย์ไปตลอดกาล แต่เขามาเพื่อสอนให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง พลังที่แท้จริงของอุลตร้าแมนจึงไม่ใช่ลำแสงสเปเซียม ไม่ใช่ความแข็งแกร่งหรือชัยชนะในการต่อสู้ แต่คือ ความเสียสละ ความเมตตา และความหวัง
นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ เอจิ สึบุรายะ ต้องการบอกเล่ามาตั้งแต่ปี 1966มันไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์ต่างดาว แต่คือเรื่องราวของมนุษย์ และการแสวงหาวิธีดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
การที่อุลตร้าแมนได้รับการขนานนามว่าวีรบุรุษแห่งแสง หรือ ยักษ์แห่งแสง ไม่ใช่เพียงฉายาที่ตั้งขึ้นให้ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่มีรากฐานลึกซึ้งที่ถักทออยู่ทั้งใน ตำนานจักรวาล , การออกแบบทางศิลปะ (Design Philosophy) และสัญลักษณ์เชิงปรัชญา (Symbolism)ที่ปรากฏในเรื่อง
ในเรื่องเล่าของจักรวาลอุลตร้า อุลตร้าแมนและชาวดาว M78 (หรือดินแดนแห่งแสง - Land of Light) เดิมทีก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่เมื่อดวงอาทิตย์ของดาวพวกเขาสิ้นอายุขัย นักวิทยาศาสตร์จึงได้สร้างดวงอาทิตย์เทียมที่มีชื่อว่าพลาสม่าสปาร์กขึ้นมา
รังสีดิฟเฟรเตอร์ (Differator Ray) จากพลาสม่าสปาร์กได้เข้ามากระตุ้นเซลล์ในร่างกายจนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชีวภาพ ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตพลังงานสูงที่มีร่างเป็นแสงบริสุทธิ์และมีขนาดใหญ่ยักษ์ ร่างสีเงินและสีแดงของอุลตร้าแมนจึงไม่ใช่เพียงชุดเกราะ แต่คือ ร่างควบแน่นของพลังงานแสง ที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ
โทรุ นาริตะ ผู้ออกแบบอุลตร้าแมน ตั้งใจสร้างตัวละครนี้ให้เป็นตัวแทนของระเบียบและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ซึ่งตรงข้ามกับสัตว์ประหลาดที่เป็นตัวแทนของ ความไม่สมดุลและความวุ่นวาย สัตว์ประหลาดมักมีผิวขรุขระ มีเขา มีหนาม และสีมืดโทนหม่น เพื่อสื่อถึงความน่าหวาดกลัวและความสับสน แต่เมื่ออุลตร้าแมนปรากฏตัวด้วยเรือนร่างเรียบเนียน เปล่งประกายสีเงิน-แดง จึงเกิดสภาวะเปรียบเทียบทันทีว่า นี่คือ "แสงสว่าง" ที่ขับไล่ "ความมืด"
และตอกย้ำด้วยใบหน้าสงบนิ่งราวพระพุทธรูป และท่วงท่าที่สูงสง่า จนมีสถานะเหมือนเทพเป็นวีรบุรุษแห่งแสง แทนคนญี่ปุ่นที่ภูมิใจในคำว่าอาทิตย์อุทัย
แก่นแท้ที่สำคัญที่สุดของคำว่า "วีรบุรุษแห่งแสง" ปรากฏชัดในตอนจบของซีรีส์หลายๆ ภาค รวมถึงฉากจบของ Ultraman (1966) และ Ultraman Tiga (1996) เมื่ออุลตร้าแมนพ่ายแพ้หรือต้องจากโลกไป มนุษย์จะได้เรียนรู้ว่า "แสงสว่าง" ที่แท้จริงไม่ได้มาจากมนุษย์ต่างดาวยักษ์เพียงอย่างเดียว แต่คือแสงแห่งความหวัง ความเสียสละ และความดีงามที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน
อุลตร้าแมนจึงเป็น "วีรบุรุษแห่งแสง" เพราะเขาไม่ได้เพียงแค่ฉายแสงใส่ความมืด แต่เขาทำหน้าที่ "จุดประกายแสงสว่างในตัวมนุษย์" ให้ลุกขึ้นมาปกป้องโลกและอนาคตด้วยมือของตนเอง
...................
#กองถ่ายแห่งความอัตคัต
การถ่ายทำ Ultraman ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่สึบุรายะต้องสร้างซีรีส์โทรทัศน์สีที่มีสัตว์ประหลาดยักษ์ต่อสู้กันทุกสัปดาห์ งบประมาณสูงมากเมื่อเทียบกับละครโทรทัศน์ทั่วไป ทีมงานต้องสร้างเมืองจำลองขนาดใหญ่ ใช้ชุดสัตว์ประหลาดหลายสิบชุด และถ่ายทำด้วยเทคนิคภาพยนตร์ เรียกว่าใช้งบประมาณสูงมากสำหรับหนังทางโทรทัศน์ และเป็นส่วนสำคัญในเหตุผลที่อุลตร้าแมนต้องมีปุ่ม 3 นาทีที่หน้าอก
ถ้าจะเล่าเรื่องเบื้องหลังความลำบากในการถ่ายทำ Ultraman (1966) ผมว่าสิ่งที่เราเห็นบนจอโทรทัศน์ในปี 1966 แทบจะเป็น "ปาฏิหาริย์" เลยก็ว่าได้ เรามาดูกันว่าทีมงานต้องเจออะไรกันบ้าง
เงินไม่พอจนต้องขอความช่วยเหลือจากโตโฮ แม้จะเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยเอจิ สึบุรายะ แต่ในปี 1966 บริษัทสึบุรายะโปรดักชันยังถือว่าเป็นสตูดิโอขนาดเล็กมาก ในขณะที่โตโฮมีบุคลากรและอุปกรณ์พร้อมสำหรับการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ สึบุรายะโปรดักชันกลับมีทีมงานจำนวนจำกัดมาก จนต้องขอความร่วมมือจากทีมงานและบุคลากรของโตโฮอยู่หลายครั้งระหว่างการสร้างซีรีส์เรื่องนี้
เอจิ สึบุรายะพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด โมเดลเมืองจำลอง ฉากย่อส่วน และอุปกรณ์ประกอบฉากจำนวนมากที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่สมัยภาพยนตร์ Godzilla จึงถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ฉากในหนังของโตโฮที่ไม่ใช้แล้วเตรียมทำลาย เอจิ สึบุรายะก็ขอมาใช้งาน
ชุดสัตว์ประหลาดหลายตัวคือการรียูสผสมรีไซเคิล ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า สัตว์ประหลาดหลายตัวใน Ultraman ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดก็คือ จิราส (Jirass) ความจริงแล้ว จิราสก็คือชุดของ Godzilla ที่นำมาตกแต่งใหม่ ทีมงานนำหัวของก็อดซิลลาจากภาพยนตร์เรื่อง Ebirah, Horror of the Deep มาประกอบเข้ากับลำตัวจาก Mothra vs. Godzilla จากนั้นจึงเพิ่มแผงคอสีเหลืองเข้าไปเพื่อปกปิดรอยต่อของชุด ส่วนเนรองกา (Neronga) และกาโบรา (Gabora) ก็พัฒนามาจากชุดของบารากอนในภาพยนตร์ของโตโฮเช่นกัน
เรียกได้ว่า ถ้าไม่มีชุดสัตว์ประหลาดเก่าของโตโฮ เราอาจไม่ได้เห็นสัตว์ประหลาดจำนวนมากในอุลตร้าแมนเลยก็ได้
ก่อกำเนิดปุ่ม 3 นาที
ปุ่มสัญญาณไฟ (Color Timer) ถูกเพิ่มเข้ามาทีหลัง โดยไม่ได้มีอยู่ในแนวคิดและการออกแบบดั้งเดิมของโทรุ นาริตะตั้งแต่แรก เพราะตั้งใจออกแบบอุลตร้าแมนให้เป็นมนุษย์ต่างดาวสีเงิน-แดงที่สมบูรณ์แบบ เรียบเนียน ไร้รอยต่อ และไม่มีเกราะหรืออุปกรณ์ใดๆ บนร่างกาย
แต่ปุ่ม 3 นาทีและไฟเตือนถูกบีบให้เพิ่มเข้ามาจากปัญหาจริงในการถ่ายทำ เพื่อแก้ไขเรื่องความปลอดภัยของนักแสดงในชุด ซาโตชิ ฟุรุยะนักแสดงผู้ใส่ชุดอุลตร้าแมน โดยที่เขาต้องแสดงภายใต้ชุดยางที่อึดอัด ไร้ช่องระบายอากาศ และต้องเผชิญกับความร้อนสูงจากไฟสปอตไลต์ในสตูดิโอ เขาหายใจลำบากและเสี่ยงต่อการหมดสติหากต้องถ่ายทำฉากต่อสู้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ 3 นาทียังได้ผลดีในเชิงจิตวิทยา เสียงสัญญาณเตือน "ตึ๊ด-ตึ๊ด-ตึ๊ด" พร้อมไฟสีแดงที่กะพริบบนหน้าอก กลายเป็นกุศโลบายสำคัญที่ช่วยสร้างความกดดันให้ผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ ให้ลุ้นระทึกว่าฮีโร่จะสามารถพลิกสถานการณ์เอาชนะสัตว์ประหลาดได้ทันก่อนพลังงานหมดหรือไม่
การปรับเปลี่ยนให้อุลตร้าแมนมีปุ่มจำกัดเวลา ดันกลายมาเป็นตัวช่วยสึบุรายะโดยไม่ตั้งใจ เมื่อฉากต่อสู้ท่ามกลางเมืองจำลองเป็นงานที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลาสูงมาก ทั้งการสร้างฉากย่อส่วน ระเบิด และควัน หากให้ตัดฉากต่อสู้นานเกินไปในทุกสัปดาห์งบสร้างจะบานปลายทันที พอมีปุ่มบอกเวลา 3 นาที อุลตร้าแมนจึงไม่ต้องสู้นานเกินไป สามารถตั้งเงื่อนไขให้สู้ได้สั้นๆ จึงเป็นทางออกทางเทคนิคในการควบคุมงบประมาณ และเวลาถ่ายทำ
ส่วนเอฟเฟกต์ลำแสงไม่ได้สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ใช้การวาดทีละเฟรมด้วยมือที่จับพู่กัน ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับ CGI แต่ในปี 1966 ลำแสงสเปเซียมต้องอาศัยการวาดลงบนฟิล์มทีละเฟรมด้วยมือ ฉากบินของอุลตร้าแมนก็ต้องใช้ลวด แขวนโมเดล และทดลองถ่ายซ้ำหลายครั้งกว่าจะได้ภาพที่สมจริงมองไม่เห็นลวด ส่วนเมืองจำลองก็ต้องสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะถูกทำลายจนพังทุกสัปดาห์
ต่อมาทีมงานได้สร้างเหตุผลมารองรับในภายหลังว่า ชั้นบรรยากาศและมลภาวะของโลกกรองแสงอาทิตย์และรังสีจากอวกาศออกไป ทำให้ชาวดาว M78 ไม่สามารถสังเคราะห์พลังงานแสงมาประจุในร่างกายได้อย่างเต็มที่เหมือนในอวกาศ จึงคงร่างยักษ์ไว้บนโลกได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น
แม้โทรุ นาริตะจะเคยรู้สึกเสียดายที่ปุ่ม Color Timer เข้ามาลดทอนความเรียบง่ายสง่างามทางศิลปะที่เขาออกแบบไว้ แต่ข้อจำกัดจากการถ่ายทำในวันนั้น กลับกลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์จำที่ทรงพลังที่สุดของอุลตร้าแมนจนถึงปัจจุบัน กระทั่ง Shin Ultramanก็ทำให้ความตั้งใจเดิมของโทรุ นาริตะเป็นจริงเมื่อตัดปุ่ม 3 นาทีออกไป
พอถึงเวลาที่จะต้องออกอากาศจริง ปรากฏว่าทางทีมงานสึบุรายะยังถ่ายทำตอนแรกไม่เสร็จ จนต้องหาทางออกด้วยการจัดรายการพิเศษ The Birth of Ultraman รายการแนะนำตัวละคร มาถ่วงเวลา เดิมที TBS ต้องการให้อุลตร้าแมนออกอากาศในต้นเดือนกรกฎาคม 1966 แต่การถ่ายทำล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งสามารถช่วยซื้อเวลาให้ทีมงานสามารถถ่ายทำตอนแรกให้เสร็จทันกำหนดออกอากาศ
และปัญหาถ่ายงานแทบไม่ทันกำหนดยังตามหลอกหลอนทีมงานจนจบฤดูกาล เพื่อให้ทันกำหนดออกอากาศ สึบุรายะต้องแบ่งทีมงานต้องแบ่งออกเป็น 3 หน่วย ทำงานขนานกัน ได้แก่ ทีมถ่ายทำนักแสดง ทีมถ่ายทำเทคนิคพิเศษ และทีมสร้างฉากและโมเดล แต่ถึงอย่างนั้นตารางการผลิตก็ยังล่าช้าอยู่เสมอ บางตอน เช่น ตอนของบูลตัน (Bullton) และ เพสตาร์ (Pestar) ใช้เวลาสร้างนานกว่าปกติ เพราะสัตว์ประหลาดเหล่านี้ต้องใช้อุปกรณ์และเทคนิคพิเศษมากกว่าปกติ
ความล่าช้าเรื้อรังและงบประมาณที่ตึงมือจนแทบติดลบ ทำให้ทุกคนขนานนามกองถ่ายนี้ว่าเป็นหนึ่งใน "กองถ่ายที่อัตคัดและทรหดที่สุด" ในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ญี่ปุ่น แต่ในความขาดแคลนนั้นเองที่เคี่ยวกรำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และจิตวิญญาณการทำงานที่ไม่ยอมแพ้ เบื้องหลังอันชุลมุนและข้อจำกัดมากมายในวันนั้น กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้ Ultraman (1966) ไม่เพียงแต่เอาชีวิตรอดบนหน้าจอทีวีได้สำเร็จ แต่ยังกลายเป็นปาฏิหาริย์ทางเทคนิคพิเศษที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการโทคุซัตสึ
เมื่อมองย้อนกลับไป นี่คือวิวัฒนาการของจินตนาการแบบญี่ปุ่นในเวลาเพียง 12 ปี (1954–1966) จากจุดเริ่มต้นของ Godzilla สู่ Ultraman เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังลุกขึ้นมาจากแผลเป็นของสงครามโลก ยุคสมัยที่ผู้คนเริ่มกลับมารับรู้ถึงความหวัง เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศรัทธาในศักยภาพของมนุษย์ ความยากลำบากและคราบเหงื่อไคลของทีมงานในกองถ่ายวันนั้น
จึงไม่ได้สร้างไว้แค่ความบันเทิงสำหรับเด็ก แต่เป็นการร่วมกันเจียระไนให้เกิดสัญลักษณ์แห่งความหวังที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งของญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม และยังคงส่องสว่างมาจนถึงปัจจุบัน สมกับที่สามารถเรียก Ultraman อย่างเต็มคำได้ว่า
วีรบุรุษสร้างชาติ
#ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ ตอนที่ 9
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย