Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
5 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 33
คำถามที่ 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : คุณวินทร์คงอ่านหนังสือมามาก พอประเมินได้ไหมว่าอ่านไปแล้วกี่เล่ม ระหว่างนิยายหรือสารคดี อ่านอย่างไหนมากกว่า
วินทร์ เลียววาริณ : ตอบยากแฮะ!
ผมเข้าห้องสมุดครั้งแรกตอน ป. 5 เป็นห้องสมุดโรงเรียน ยืมนิทานมาอ่านแล้วชอบมาก ต่อมารู้จักห้องสมุดประชาชน ก็ไปสถิตอยู่ที่นั่นนานหลายปี
ห้องสมุดประชาชนให้ยืมหนังสือวันละสองเล่ม หยุดวันอาทิตย์ ผมก็ใช้สิทธิ์เต็มอัตรา คืออ่านหนังสือวันละสองเล่ม นานเป็นปีๆ จนเรียนจบชั้น ม.ศ. 3
ช่วงเรียนมัธยมต้นผมอ่านหนังสืออาทิตย์ละ 12 เล่ม คูณ 52 สัปดาห์เข้าไป ก็ประมาณปีละ 624 เล่ม
ไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดประชาชนทุกวัน จนบรรณารักษ์ถามตรงๆ ว่า “นี่น้องไม่ต้องเรียนหนังสือหรือ?”
2
นิสัยรักอ่านติดตัวมาตลอดชีวิต แต่เมื่อถึงวัยทำงาน อ่านปริมาณลดลง แต่คุณภาพเพิ่มขึ้น เพราะเรื่องที่อ่านเริ่มเบี่ยงออกจากนิยายเริงรมย์ไปสู่ตระกูลวรรณกรรมและวิชาการ ซึ่งต้องใช้เวลาย่อย มันเป็นช่วงเวลาที่เน้นคุณภาพของหนังสือที่อ่าน
นั่นเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย อ่านแนววิชาการ ปรัชญา และเรื่องยากๆ ที่ตอนเด็กไม่แตะ
นี่ก็คือเหตุผลที่ผมสนับสนุนให้เด็กอ่านหนังสืออะไรก็ได้ในตอนเริ่มต้นแม้แต่การ์ตูน เป้าหมายก็เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้ได้ก่อน เมื่อโตขึ้นหากนิสัยรักการอ่านฝังแน่น ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะหันไปอ่านหนังสือที่มีคุณภาพมากขึ้น
2
แต่ถ้าบังคับให้เด็กอ่านงานยากๆ ตั้งแต่วันแรกๆ เด็กอาจเกลียดประสบการณ์การอ่านไปตลอดชีวิต
ตกลงอ่านหนังสือมาแล้วกี่เล่ม?
คำนวณหยาบๆ ผมเริ่มอ่านหนังสือตอน ป. 5 (12 ขวบ) ก็อ่านมาเกือบ 60 ปี น่าจะเกินหมื่นเล่มมั้ง
คำถามที่ 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : มีคนบอกว่าเขาไม่เสียเวลาอ่านนิยาย เพราะมันเป็นแค่ความเพ้อฝัน ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงไม่ได้
ถามคุณวินทร์ว่า เราจำเป็นต้องอ่านนิยายด้วยหรือ?
วินทร์ เลียววาริณ : ลองเปลี่ยนคำว่า ‘นิยาย’ ในคำถามนี้เป็นอย่างอื่น เช่น ดนตรี เกม หนัง กีฬา กอล์ฟ เบอร์เกอร์
จะพบว่าไม่ฟังดนตรีก็ไม่ตาย ไม่เล่นเกมก็ไม่ตาย ไม่ดูหนังหรือกีฬาก็ไม่ตาย ไม่ตีกอล์ฟก็ไม่ตาย ไม่กินเบอร์เกอร์ก็ไม่ตาย
แล้วทำไมเรายังทำ?
ก็เพราะสมองคนเราต้องการวิตามินหลากหลาย เพื่อให้สมองเราทำงานได้ดีขึ้น กว้างขึ้น ทำให้เกิดแตกหน่อความคิดที่ปกติเราอาจไม่ทันคิด หรือคิดไม่ได้ การอ่านเปิดสวิตช์นิวรอนส่วนนั้น
1
เป็นความจริงนิยายไร้สาระและนิยายขยะมีเยอะ แต่นิยายดีๆ ซึ่งกระตุ้นสมองเราก็มีไม่น้อย นิยายพวกนี้ทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตดีขึ้น กว้างขึ้น
1
โลกเรามีอาหารขยะ แต่ก็มีอาหารดี ถ้าเลือกเป็นก็อ่านหนังสือดีเพื่อประโยชน์ แต่นานๆ ทีก็อ่านเรื่องไร้สาระเพื่อความบันเทิงก็ได้
1
ไม่มีอะไรไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ถ้าอ่านเป็น เราก็พัฒนาตัวเองได้
1
คำถามที่ 3
ไม่ประสงค์ออกนาม : คนไทยเสียเปรียบคนตะวันตกหรือไม่ในเรื่องการอ่านหนังสือ
วินทร์ เลียววาริณ : การอ่านในเมืองไทยไม่ได้แย่กว่าเมืองนอก ตรงกันข้าม คนไทยมีโอกาสได้เสพงานวรรณกรรมมากกว่าคนตะวันตกด้วยซ้ำ
สมัยผมยังเป็นเด็ก เมืองไทยมีหนังสือแทบทุกตระกูลให้อ่าน นิยายกำลังภายในออกใหม่ทุกอาทิตย์ นิยายบู๊ นิยายผจญภัย นิยายแปลจากต่างประเทศทั้งนิยายรัก นิยายนักสืบก็มีครบ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ปัวโรต์ ฯลฯ นิยายไซไฟที่ชุมนุมวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แปลมานับร้อยเล่ม เรื่องสั้นหักมุมจบก็มีมากมาย
2
นอกจากนี้ก็มีงานวรรณกรรมแปลจากรัสเซีย จีน งานแนว Magical Realism งานของนักเขียนรางวัลโนเบลก็มีให้อ่าน
เมืองไทยมีงานร้อยกรองดี ๆ จำนวนมาก ฝรั่งไม่มีโอกาสและไม่สามารถเข้าใจงานที่มีสัมผัสนอกสัมผัสในอันไพเราะของเรา
1
นอกจากนี้เราก็มีหนังสือวิชาการตะวันตกมาขายในประเทสไทยไม่น้อย
ลองคิดดู หากเราเกิดในอเมริกา คงไม่มีทางได้อ่านงานของกิมย้ง โก้วเล้ง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และอีกหลายท่าน
1
หลายปีก่อน สตีเวน สปิลเบิร์ก ทำหนังเรื่อง The Adventures of Tintin เขาบอกว่าเขาเพิ่งรู้ว่ามีการ์ตูนชุดนี้ในโลก แต่เด็กไทยอ่านการ์ตูนชุด Tintin มาหลายสิบปีก่อนเขา เพราะนิตยสารวีรธรรมของคณะภราดาเซนต์คาเบรียลตีพิมพ์งานนี้เป็นภาษาไทยมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2500
1
ดังนั้นถามว่าเรามีโอกาสในการอ่านน้อยกว่าฝรั่งหรือเปล่า คำตอบคือไม่ เราไม่ได้ขาดโอกาส หนังสือบ้านเราหลากหลายมาก อย่างน้อยก็ในสมัยนั้น
เราไม่ได้ขาดหนังสือ เราขาดวิสัยทัศน์ต่างหาก
1
เราขาดวิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่า การอ่านกับการเสพข่าวไม่เหมือนกัน และมองไม่เห็นความสำคัญของการอ่านยาว อ่านลึก
3
ในโลกโซเชียลทุกวันนี้ เราเน้นการเสพปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ เราชอบเสพตื้น เสพสั้น ไม่ชอบอ่านลึก
1
ราวยี่สิบปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อาจารย์คนหนึ่งบอกผมว่า มหาวิทยาลัยนั้นมีหนังสือแทบทุกเล่มที่มีจำหน่าย เต็มห้องสมุดขนาดใหญ่ แต่ห้องสมุดว่างเสมอ ไม่มีใครสนใจเข้าไปอ่าน
ห้องสมุดจะแน่นต่อเมื่อถึงเวลานักศึกษาทำรายงานเท่านั้น
นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาที่รัฐและสังคม รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีลูกต้องช่วยกันแก้ไข
จะมีประโยชน์อะไรที่เรามีหนังสือเต็มห้องสมุด แต่ไม่มีคนอ่าน
และย้ำอีกครั้ง การอ่านหนังสือกับการเสพข่าวเร็วๆ ไม่เหมือนกัน
1 บันทึก
14
1
3
1
14
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย