Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DR. PIPAT
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 03:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เข้าใจเศรษฐกิจยังไง เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจชี้กันไปคนละทาง
ช่วงนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาหลายตัว และดูเผินๆ เหมือนเล่าคนละเรื่อง
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือ MPI เดือนมิถุนายนหดตัวราว 3% อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่แถว 60%
แต่ PMI ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมกลับขึ้นไปที่ 54.2 สะท้อนว่ากิจกรรมภาคการผลิตกำลังขยายตัว และอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน GDP ไตรมาสสองโตเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ต่ำสุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย แม้การส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรงที่สุดในรอบหลายปี
📍แล้วเราควรเชื่อตัวเลขไหนดี?
คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขตัวไหนผิด ไม่มีตัวเลขตัวไหนบอกภาพทั้งหมดได้ และดัชนีเศรษฐกิจหลายตัวก็มีข้อจำกัดในตัวของมัน
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเร็ว ตัวเลขแต่ละตัวอาจกำลังจับคนละมุมของภาพเดียวกัน
เรื่องที่น่ายินดีคือ รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับข้อจำกัดของตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมากขึ้น และกำลังทบทวนทั้งดัชนีเดิมและตัวชี้วัดใหม่ให้ทันกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เพราะยิ่งเราเห็นภาพเศรษฐกิจได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากเท่าไร เราก็ยิ่งวินิจฉัยปัญหา ออกแบบนโยบาย และบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้นเท่านั้น
ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจอยู่สี่ประเด็น ที่อาจช่วยให้เราเห็นภาพนี้ชัดขึ้น
📍หนึ่ง แต่ละดัชนีตอบคนละคำถาม
PMI ถามผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อว่า กิจกรรมเดือนนี้ดีขึ้น เท่าเดิม หรือแย่ลงจากเดือนก่อน แล้วนำคำตอบมาสร้างเป็นดัชนี
1
จึงเป็นตัวชี้ว่า “ทิศทาง” กำลังดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าผลิตเพิ่มขึ้นกี่หน่วย
MPI ต่างออกไป เพราะวัดปริมาณการผลิตจริงของภาคอุตสาหกรรม โดยถ่วงน้ำหนักตามโครงสร้างการผลิต
ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการที่ผลิตในเศรษฐกิจทั้งระบบ
ดังนั้น หากโรงงานจำนวนมากเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำ PMI ก็อาจสูงขึ้นได้ ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางกลุ่มยังผลิตต่ำกว่าปีก่อน ทำให้ MPI รวมยังติดลบ
ตัวเลขจึงไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่กำลังตอบคนละคำถาม
📍สอง ข้างใต้ตัวเลขรวม เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแรงมาก
ด้านหนึ่ง ไทยกำลังเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่จริง
ทั้งฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ อุปกรณ์เครือข่าย และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI กำลังโตไปพร้อมกับคลื่นลงทุนด้าน AI ทั่วโลก
อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมเดิมหลายกลุ่มกำลังเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง
รถยนต์หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีเผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกได้ยากขึ้น
ปัญหาคือ อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังโตยังมีขนาดไม่ใหญ่พอ ขณะที่อุตสาหกรรมเก่าที่กำลังหดตัวยังมีน้ำหนักสูงในเศรษฐกิจ
พูดง่ายๆ คือ
ผู้ชนะกำลังโตเร็ว แต่ยังตัวเล็ก ส่วนผู้แพ้กำลังหดตัวและยังตัวใหญ่
ผลรวมจึงดูไม่ดีมาก ทั้งที่ข้างในกำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่
นี่คือเศรษฐกิจแบบ K-shape ที่มองจากตัวเลขรวมตัวเดียวไม่ได้
📍สาม เมื่อโครงสร้างเปลี่ยนเร็ว ตัวเลขบางตัวก็เริ่มตามไม่ทัน
ดัชนีเศรษฐกิจทุกตัวต้องอาศัย “น้ำหนัก” และ “ปีฐาน”
แต่ปัญหาคือ น้ำหนักเหล่านั้นสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจในอดีต
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์
วันนี้จำนวนรถที่ผลิตอาจลดลงไม่มากนัก แต่ไส้ในเปลี่ยนไปมาก การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่รถกระบะและรถเพื่อการส่งออกบางประเภทลดลงแรง
เรื่องนี้สำคัญ เพราะอุตสาหกรรมรถกระบะมี supply chain ในประเทศลึกมาก ขณะที่ BEV ยังพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงกว่า
ดังนั้น จำนวนรถที่ผลิตอาจลดลงเพียงเล็กน้อย แต่มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในเศรษฐกิจไทยอาจลดลงมากกว่านั้น
ในอีกด้านหนึ่ง ดัชนีที่นับเป็น “จำนวนหน่วย” ก็อาจประเมินการเติบโตต่ำเกินไป
ฮาร์ดดิสก์เป็นตัวอย่างที่ดี
เมื่อก่อนฮาร์ดดิสก์หนึ่งลูกอาจเก็บข้อมูลได้ไม่กี่ TB วันนี้อาจเก็บได้หลายสิบ TB
ถ้าผลิตจำนวนลูกเท่าเดิม ดัชนีปริมาณอาจบอกว่า “ไม่โต” ทั้งที่ความสามารถต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมาก
สองตัวอย่างนี้จึงชี้เรื่องเดียวกัน
ไม่ใช่ว่าตัวเลขต่ำไปหรือสูงไปเสมอ แต่โครงสร้างสินค้าเปลี่ยนเร็วจนการวัดด้วยกรอบเดิมอาจไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เราอยากรู้ทั้งหมด
📍สี่ ตัวเลขที่โตแรง ไม่ได้แปลว่าประโยชน์สุทธิในประเทศโตแรงเท่ากัน
นี่เป็นอีกจุดที่สำคัญมาก
ไตรมาสสอง การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นมานาน
แต่กิจกรรมใหม่หลายประเภทมี import content สูง
ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องนำเข้าชิปและชิ้นส่วนก่อน
ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ เครื่องจักร และอุปกรณ์จำนวนมาก
จึงเกิดภาพที่ดูแปลกคือ ส่งออกโต ลงทุนโต แต่การนำเข้าก็โตแรงมากตามไปด้วย
เงินจำนวนมากจึงไหลออกไปซื้อของจากต่างประเทศ และไม่ได้หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ GDP โตเพียง 1.9% แม้ตัวเลขส่งออกและการลงทุนจะดูแข็งแรงมาก
ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนเหล่านี้ไม่ดี
ตรงกันข้าม ไทยต้องการการลงทุนเหล่านี้มาก
แต่สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคือ
จากมูลค่าการลงทุนหรือส่งออกทั้งหมด มีมูลค่าเพิ่มเหลืออยู่ในประเทศไทยเท่าไร
เพราะการเติบโตแบบ gross กับประโยชน์แบบ net ต่อเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง และเรามีโจทย์อย่างน้อยสามข้อ
✅ หนึ่ง ต้องเกาะคลื่นอุตสาหกรรมใหม่ให้ลึกกว่าเดิม
ไม่ใช่เพียงรับจ้างประกอบ แต่ต้องเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศ ทั้งทักษะแรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ระบบไฟฟ้าที่แข่งขันได้ และการวิจัยพัฒนา
✅ สอง ต้องยกระดับอุตสาหกรรมเก่าที่ยังแข่งขันได้ให้กลับมาแข็งแรง ไม่ใช่เพียงประคองให้อยู่รอด
✅ สาม ต้องยอมให้ทรัพยากร ทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า พร้อมดูแลคนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านให้ดี
ข้อนี้อาจยากที่สุด แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้
📍สรุป
บทเรียนแรกคือ ไม่มีตัวเลขตัวเดียวที่บอกสภาวะเศรษฐกิจได้ทั้งหมด
การหยิบตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งมาชู แล้วสรุปว่าเศรษฐกิจ “ดี” หรือ “แย่” จึงเสี่ยงมาก โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน
บทเรียนที่สองคือ ต่อให้ดูหลายตัว เราก็ยังต้องมีเครื่องมือวัดที่ปรับตามโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทัน
เพราะสิ่งที่เราต้องการรู้ไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจโตเท่าไร แต่ต้องรู้ด้วยว่า อุตสาหกรรมไหนกำลังขึ้น อุตสาหกรรมไหนกำลังลง และมูลค่าเพิ่มกำลังเกิดขึ้นที่ไหน
และถ้ามองจากมุมนี้ ผมคิดว่ามีข่าวดีอยู่เหมือนกัน
เศรษฐกิจไทยได้เข้าไปอยู่ใน supply chain ของอุตสาหกรรมใหม่แล้วจริงๆ
ทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โฟโตนิกส์ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กำลังเชื่อมไทยเข้ากับคลื่นการลงทุนรอบใหม่ของโลก
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่ว่าเราจะเข้าไปได้หรือไม่
แต่คือ เราจะขยับจากการเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ไปสู่การเก็บมูลค่าเพิ่มจากมันได้มากแค่ไหน
เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่าน การมองเห็นให้ชัดว่าอะไรเก่ากำลังหายไป และอะไรใหม่กำลังเกิดขึ้น คือจุดเริ่มต้นของการวางนโยบายเศรษฐกิจให้ถูกทาง
26 บันทึก
20
2
24
26
20
2
24
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย