21 ส.ค. เวลา 04:46 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

AI กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งสำคัญกว่าเทคโนโลยี คือการรู้เท่าทัน

"คุณใช้ AI หรือยัง?"
คำถามนี้อาจไม่ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่หลายคนถามกันว่า "ใช้อินเทอร์เน็ตหรือยัง"
จากเทคโนโลยีที่เคยเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ วันนี้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กำลังกลายเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล สรุปรายงาน วิเคราะห์เอกสาร สร้างคอนเทนต์ หรือตอบคำถามลูกค้า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่อีกต่อไปว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลกหรือไม่
แต่คือ เราพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้อย่างปลอดภัย
จากผู้ช่วยดิจิทัล สู่ AI ที่เริ่ม "คิดและลงมือทำ"
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้คนคุ้นเคยกับ Generative AI ในฐานะผู้ช่วยที่ตอบคำถาม เขียนบทความ หรือสร้างภาพจากคำสั่ง
แต่เทคโนโลยีกำลังก้าวไปอีกขั้นสู่ยุคของ Agentic AI
AI รูปแบบใหม่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบสนองต่อคำสั่ง แต่สามารถวางแผน เชื่อมโยงข้อมูล และดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย
หากในอดีตเราต้องสั่งงานทีละขั้นตอน ตั้งแต่ค้นข้อมูล วิเคราะห์ สรุป และจัดทำรายงาน ปัจจุบัน AI สามารถเชื่อมทุกกระบวนการและทำงานต่อเนื่องได้ในระบบเดียว
นั่นทำให้ AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "เครื่องมือ" ไปสู่ "ผู้ช่วยดิจิทัล" ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้ใกล้ชิดมากขึ้นกว่าที่เคย
AI อาจเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่
หลายสำนักวิจัยระดับโลกมองตรงกันว่า AI จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า
ไม่ใช่เฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมแทบทุกภาคธุรกิจ ตั้งแต่การเงิน การตลาด การศึกษา การแพทย์ กฎหมาย ไปจนถึงงานบริการ
องค์กรที่สามารถนำ AI มาช่วยลดงานซ้ำซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และเข้าใจลูกค้าได้แม่นยำกว่าเดิม ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันมากขึ้น
AI จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการทำงานและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โอกาสที่มาพร้อมความเสี่ยง
แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบทุกอย่างจาก AI จะถูกต้องเสมอไป
หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือ "Hallucination" หรือการที่ AI สร้างข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการสร้างข้อความ เสียง ภาพ หรือวิดีโอที่สมจริง ยังเพิ่มความเสี่ยงเรื่องข่าวปลอม การปลอมแปลงตัวตน และภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่
ยิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้น ความรับผิดชอบของผู้ใช้งานก็ยิ่งมากขึ้นเช่นกัน
เมื่อ AI Literacy กลายเป็นทักษะจำเป็น
หากในอดีต "การอ่านออกเขียนได้" คือทักษะพื้นฐาน
ต่อมาคือยุคของ Digital Literacy หรือการรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล
วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ AI Literacy
AI Literacy ไม่ได้หมายถึงแค่การใช้ AI เป็น แต่รวมถึงการเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร รู้จักตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และตระหนักถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยี
เพราะในอนาคต ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ใครเข้าถึง AI ได้ก่อน
แต่อยู่ที่ใครใช้ AI ได้อย่างมีวิจารณญาณมากกว่า
ใช้ AI เป็น ต้องใช้ข้อมูลเป็นด้วย
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ "ข้อมูล"
ปัจจุบันหลายคนเริ่มใช้ AI ช่วยสรุปประชุม จัดทำรายงาน หรือวิเคราะห์เอกสาร แต่ข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลพนักงาน หรือข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ ไม่ควรถูกนำเข้าสู่ระบบ AI สาธารณะโดยขาดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
ในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน
การปกป้องข้อมูลจึงมีความสำคัญไม่แพ้การใช้เทคโนโลยีให้เป็น
เมื่อเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ
ในมุมของเคทีซี การเตรียมพร้อมสู่ยุค AI ไม่ได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และความไว้วางใจของสมาชิก
การพัฒนาความรู้ด้าน AI ของบุคลากร การกำกับดูแลข้อมูล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
เพราะในวันที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ
ทักษะที่มีค่ามากที่สุดอาจไม่ใช่ความสามารถในการเข้าถึง AI
แต่คือความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ AI อย่างชาญฉลาด มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบ
ท้ายที่สุด คนที่จะได้เปรียบในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักใช้ AI ได้อย่างถูกต้องที่สุด
โฆษณา