21 ส.ค. เวลา 23:03 • ประวัติศาสตร์

ตามการสืบสันตติวงศ์เจ้าผู้ครองนครลำปาง มีราชประเพณีให้ 2 สายจากเจ้าเจ็ดตนขึ้นครองสมบัติคือ สายของพระยาคำโสม กับ สายของพระเจ้าดวงทิพย์

หนานทิพย์ช้าง เป็นเจ้าครองนครลำปางองค์ที่ 1 , เจ้าฟ้าชายแก้ว (ลูก) องค์ที่ 2 , พระยากาวิละ (หลาน) องค์ที่ 3 ,พระยาคำโสม องค์ที่ 4 และพระเจ้าดวงทิพย์ องค์ที่ 5
โดยรุ่นเหลน “พระยาไชยวงศ์” พระบุตรของพระยาคำโสม เป็นเจ้าครองนครลำปางองค์ที่ 6
“พระยาขัติยะ” อนุชาพระยาไชยวงศ์ เป็นองค์ที่ 7 , “พระยาน้อยอินทร์” อนุชาพระยาขัติยะ เป็นองค์ที่ 8 ,เจ้าวรญาณรังษี อนุชา พระยาน้อยอินทร์ เป็นองค์ที่ 9
และแม้จะมีอนุชาต่อจากเจ้าญาณรังสีอีก 5 องค์ แต่ส่วนใหญ่นั้นไปเป็นเจ้าเมืองพะเยากับเจ้าเมืองงาว มีเพียงเจ้าคำเครื่อง พระบุตรองค์สุดท้องของพระยาคำโสมที่เป็นเจ้าราชบุตรนครลำปาง
โดยหลังจากเจ้าญาณรังษีถึงแก่พิราลัยแล้ว เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 10 ได้เปลี่ยนสายไปยังพระบุตรของพระเจ้าดวงทิพย์ คือ “เจ้าพรหมวงศ์” ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราช ขึ้นเป็นเจ้าพรหมาภิพงษธาดา
การขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครของเจ้าพรหมาฯ พ.ศ.2416 ในวัย 61 ปี และพระยาฤทธิภิญโญยศ พระอนุชาที่ไปเป็นเจ้าครองเมืองงาวถึงแก่พิราลัยไปเมื่อ ปี 2413 ทำให้สายทายาทพระเจ้าดวงทิพย์หากจะครองนครลำปางต่อต้องมีทางเดียวคือให้เจ้าบุรีรัตน์ (โละ) พระบุตรของเจ้าพรหมาฯ เป็นเจ้าอุปราช มิเช่นนั้นต้องย้อนกลับไปสายพระยาคำโสมอีกครั้ง
นี่คือต้นเหตุของความโกลาหลที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดเกือบ 193 ปีของราชวงศ์ทิพยจักร ซึ่งเป็นผลมาจากราชสำนักสยามพยายามเข้ามาหาผู้ที่จะขึ้นเป็นเจ้าครองนครลำปางให้อยู่ภายใต้การคอนโทรล
LampangTimes จะพาทุกท่านไปร่วมวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองการปกครองในนครลำปางเมื่อ 140 ปีที่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์นี้ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอธิบายให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
#การสละราชสมบัติย้อนเกล็ดสยาม
เจ้าพรหมาภิพงษธาดาเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 5 ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “พระเจ้าลำปาง” พระองค์เดียวแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร
ชายาของพระเจ้าดวงทิพย์คือแม่เจ้าบัวแก้ว ราชธิดาในพระยามงคลวรยศ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 56 และองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ กับแม่เจ้าเมืองเทิงอัครเทวี
เจ้าพรหมาฯ จึงได้ชื่อว่ามีเชื้อเป็นลูกเสี้ยว 3 เจ้า ได้แก่ เจ้าเมืองเทิง เจ้าผู้ครองนครน่าน และพระเจ้าลำปาง
เจ้าพรหมวงศ์ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งพระยาไชยสงครามนครลำปาง เจ้าราชวงศ์นครลำปาง ในสมัยเจ้าอุปราชญาณรังษี ปี พ.ศ. 2399
ปี 2412 สมัยเจ้าวรญาณรังษี เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนฐานันดรศักดิ์ เจ้าราชวงศ์ (พรหมวงศ์) จากเจ้าราชวงศ์นครลำปาง ขึ้นเป็น เจ้าอุปราชนครลำปาง
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น เจ้าผู้ครองนครลำปาง เป็นปีและเดือนเดียวกับที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก็ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่เช่นกัน
ด้วยราชสำนักสยามไล่สายพระยาคำโสมให้สืบสันตติวงศ์นครลำปางมาอย่างยาวนาน กว่าเจ้าพรหมาฯ จะได้ครองเมืองก็อายุ 61 ปีแล้ว ภารกิจแรกของท่านคือสร้างเสาหลักเมืองเสาที่ 2 โดยทำการฝังเสาตรงคุ้มราชวงศ์เก่าข้างคุ้มหลวง
ในช่วง พ.ศ. 2426–2436 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนาค่อนข้างทุลักทุเล เนื่องจากมหาอำนาจชาติตะวันตกกำลังล่าอาณานิคม ราชสำนักสยามจึงได้มีการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ 2 กับอังกฤษ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจศาลต่างประเทศและควบคุมกิจการป่าไม้ในเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน
ระหว่าง พ.ศ. 2426–2430 การกระชับอำนาจของราชสำนักสยามทำให้เกิดความขัดแย้งและกระทบกระทั่งกันเนืองๆ ระหว่างเจ้านายล้านนากับข้าหลวงรวมถึงทหารที่ถูกส่งขึ้นมาประจำการจากอำนาจที่ทับซ้อน
นอกจากนี้ยังเกิดกระแสข่าวลือทางการเมืองว่าอังกฤษต้องการขอรับเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ไปอุปถัมภ์ ซึ่งกรุงเทพฯ เกรงว่าจะเป็นแผนการสร้างความระแวงเพื่อยึดครองดินแดนล้านนา ทำให้รัชกาลที่ 5 ผูกสัมพันธ์ผ่านทาง “พระราชชายา” ในเวลาต่อมา
พ.ศ.2429 หลังเจ้าพรหมาฯ ครองนครลำปางมา 15 ปี เห็นแล้วว่าสยามบีบล้านนาทุกทางจนบรรดาเจ้านายกำลังจะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น อยู่ๆท่านก็มอบตราลัญจกรประจำตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครให้กับเจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) พี่น้องร่วมสายเลือดซึ่งเป็นพระบุตรอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าหอคำดวงทิพย์
ครูบาอาโนธรรมชัย เจ้าอาวาสวัดปงสนุก จดบันทึกในปั๊บสาว่า "ในปี พ.ศ. 2430 ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดปงสนุกเหนือครั้งใหญ่ มีโยมอุปัฏฐากคือ พระองค์ตนเป็นเจ้าหลวงสุริยะจางวาง และ พระองค์ตนเป็นเจ้านรนันท์ชัยชวลิต”
จากการที่นโยบายของสยามมองว่าการดำรงอยู่แบบรัฐจารีตของล้านนาคือความล้าหลังป่าเถื่อน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เรือรบฝรั่งเศสบุกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ บังคับให้สยามต้องสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เหตุการณ์นี้ทำให้รัชกาลที่ 5 ต้องเร่งปฏิรูปสร้างระบบเทศาภิบาลเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินที่เหลือ รวมถึงดินแดนล้านนาด้วย ซึ่งนำไปสู่การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเหนืออย่างเบ็ดเสร็จ
ปี 2436 รัฐสยามภายใต้การนำของ พระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ได้จัดตั้ง กองมณฑลลาวเฉียง ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าควบคุมการคลัง การจัดเก็บภาษี และการปกครองในเชียงใหม่ แพร่ และน่าน ลดทอนอำนาจการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอิสระของเจ้าผู้ครองนคร
ในขณะที่เอกสารทางประวัติศาสตร์ของสยาม กล่าวถึงเจ้าพรหมาภิพงษธาดาว่าเมื่อถึงปี พ.ศ. 2435 เจ้าพรหมาภิพงศ์ธาดาชราภาพลง จึงมอบตราตำแหน่งเจ้านครให้เจ้าราชวงษ์ (แก้วเมืองมา) รักษาและว่าราชการแทนโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำริจะตั้งเจ้านครลำปางองค์ใหม่
เมื่อเจ้าพรหมาฯ ไม่ได้ประกาศว่าจะยกราชสมบัติให้ใคร อีกทั้งเอาตราผู้ครองนครให้เจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) เก็บรักษา วันที่ 25 มกราคม 2436 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนยศ เจ้าพรหมาภิพงษธาดา เจ้านครลำปาง ขึ้นเป็นจางวางเมืองนครลำปางและโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ เจ้าอุปราช (น้อยธนัญไชย) เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง ขึ้นเป็น เจ้านรนันทไชยชวลิต เจ้าเมืองนครลำปางสืบแทน ทำให้การสืบสันตติวงศ์ย้อนกลับไปยังสายพระยาคำโสมอีกครั้ง
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 (นับแบบปัจจุบันเป็นปี พ.ศ. 2437) เจ้าพรหมาภิพงษธาดาประชวรด้วยพระอาการไข้ และถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม รวมอายุ 81 ปี
ราชกิจจานุเบกษา 28 กรกฎาคม 2437 เล่มที่ 11 ประกาศข่าวเจ้าประเทศราชถึงแก่พิราลัย สั้นๆความว่า
“เจ้าพรหมาภิพงษธาดา จางวางเมืองนครลำปาง ป่วยเป็นไข้จับมาตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ศก112 ชัก ซึมแลมีหอบเป็นกำลัง ครั้นถึงวันที่ 11 มีนาคม ศก 112 เจ้าพรหมาภิพงษธาดาถึงแก่พิลาไลย”
#รัฐประหารเงียบในลำปาง
หลังเจ้าพรหมาฯ ถึงแก่พิราลัย ปรากฏว่า เจ้าสุริยะจางวางพระบุตรของเจ้าวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 ซึ่งหากกลับมายังสายพระยาคำโสมเจ้าสุริยะจางวางถือว่าเป็นพระบุตรอาวุโสสุดของเจ้าวรญาณรังษี เนื่องจากพี่ชายทั้ง 2 คนก่อนหน้านี้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ทำการยึดเอาตราประจำเจ้าประเทศราชจากเจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) ไปเก็บไว้เอง
ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงเทพฯสนับสนุนเจ้าน้อยธนัญไชยด้วยการสถาปนาให้เป็นเจ้านรนันทไชยชวลิต เจ้าผู้ครองนครลำปางคนที่ 11และพยายามที่จะปลดเจ้าสุริยะจางวาง ออกจากการเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่ทว่าเจ้าสุริยะไม่ยอมรับอำนาจการจัดการของรัฐบาลกรุงเทพ ทำให้ช่วงนี้กลายเป็นรัฐประหารเงียบที่มีผู้ครองนครลำปางที่ได้รับการโปรดเกล้าองค์หนึ่ง ส่วนอีกองค์มีตราประจำอยู่กับตัว
ประวัติศาสตร์ฉบับสยามบันทึกว่า ครั้นพ.ศ. 2436 รัฐบาลได้ส่งพระยาทรงสุรเดชขึ้นมาเป็นข้าหลวงมณฑลลาวเฉียง เจรจากับเจ้าสุริยะจางวางจนสำเร็จและยอมสละอำนาจคืนตราลัญจรแลกกับการได้รับเงินปี 3,000-4,000 รูปี ก่อนย้ายไปอาศัยยังเมืองพะเยาตลอดชีวิต
เจ้านรนันทไชยชวลิต ครองเมืองได้เพียง 4 ปีก็ถึงแก่พิราลัย รัฐบาลสยามจึงตั้งเจ้าบุญทวงศ์ พระบุตรของเจ้านันทไชยฯ ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครคนที่ 12 นามว่าเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต
ความพยายามของรัฐสยามในการครอบงำแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในล้านนาด้วยเหตุผลว่าล้าหลังป่าเถื่อน และเพื่อไม่ให้เสียดินแดนเพิ่มเติมนั้น เมื่อพิจารณาบริบทการปกครองของเจ้าประเทศราชแล้วเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
การเปิดบ่อนเล่นพนันอย่างเสรีจนทำให้คุ้มบางแห่ง เช่นคุ้มบุรีรัตน์ที่ จ.เชียงใหม่ ถูกขายเปลี่ยนมือให้กับคหบดีน่าจะเป็นเหตุผลรัฐบาลสยามกังวลว่าเจ้าผู้ครองนครล้านนาอาจนำทรัพย์สินไปเสนอให้กับชาวต่างชาติสร้างปัญหาการถือครองให้เพิ่มมากขึ้น
รัชกาลที่ 5 ก็เคยบ่นว่าเจ้าดารารัศมีเป็นคนมือเติบ หรือแม้แต่งานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าบุญวาทย์ฯ ก็ไม่สามารถจัดได้เนื่องจากไม่มีเงิน
ทำให้เรื่องการกระชับอำนาจหัวเมืองล้านนายึดส่วยอากรเข้าหลวงแล้วจ่ายเงินเดือนให้เจ้าผู้ครองนครแทนเรามองได้ 2 มุมครับ
#LampangTimes
#เจ้าพรหมาภิพงษธาดา
#เจ้าผู้ครองนครลำปาง
#เจ้าเจ็ดตน
โฆษณา