Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนูนิ
•
ติดตาม
22 ส.ค. เวลา 04:37 • นิยาย เรื่องสั้น
รักย้อนอดีตภาค 7 ตอน 24 ราชาแห่งรัตติกาล
.
7. บังอร
.
นางเป็นหญิงสาวหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ เป็นคนจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ฐานะครอบครัวยากจน พ่อเป็นกรรมกรก่อสร้าง แม่เป็นผู้ช่วยในครัวของร้านอาหารเล็กๆ บังอรจึงเรียนหนังสือได้แค่ประถมต้น ซึ่งนับว่าดีกว่าเพื่อนๆหลายคนที่ไม่ได้เรียน
.
เมื่อเริ่มเป็นสาวนางก็ไปเป็นเด็กเสริฟตามคาเฟ่ และ มีสามีซึ่งเป็นเด็กเสริฟด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงาน ความขัดสนทำให้เด็กหนุ่มหันไปลงทุนกับการเล่นหวย
.
ใหม่ๆก็ถูกรางวัลทำให้เขายิ่งเล่นยิ่งใช้เงินมากขึ้น คราวนี้ถูกกินเรียบ ยิ่งเล่นยิ่งจมดิ่ง ผัวหนุ่มเมียสาวทะเลาะตบตีกันบ่อย
ในที่สุดบังอรจึงตัดสินใจหารายได้เพิ่มด้วยการรับจ๊อบอ็อฟไปกับลูกค้าหลังเลิกงาน โดยที่สามีของนางทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
.
เมื่อบังอรท้อง นางก็ไปเอาเด็กออก นางจึงเริ่มฉลาดขึ้นรู้จักการคุมกำเนิด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ
.
1. วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัยซึ่งใช้เมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือ การใช้ยาคุมกำเนิด ที่ต้องกินทุกวัน หรือ
การใช้ยาฉีดคุมกำเนิด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 3 เดือน หรือ การใช้ยาฝังคุมกำเนิด ฝังใต้ผิวหนัง อยู่ได้นาน 3–5 ปี และ ห่วงอนามัย(ห่วงคุมกำเนิด) ใส่ในโพรงมดลูก อยู่ได้นาน 3–5 ปี
.
2. วิธีคุมกำเนิดแบบถาวร ได้แก่ การทำหมันหญิง โดยผูกหรือตัดท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ส่วนการทำหมันชาย คือการผูกหรือตัดท่อนำเชื้ออสุจิทั้งสองข้าง
.
ต่อมาไม่นานบังอรและสามีก็แยกทางกันหลังจากอยู่กันสิบกว่าปีโดยไม่มีลูกด้วยกันต่างคนต่างไปมีคู่ใหม่ ตอนนี้บังอรมีอายุเกือบ30ปี เป็นสาวเต็มที่ ประสบการณ์ชีวิตเต็มเปี่ยม
.
บังอรเลื่อนฐานะจากเด็กเสริฟเป็นหัวหน้าเด็กเสิร์ฟ หรือ หัวหน้าพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ลูกน้องเรียกเธอว่า กัปตัน(Captain) แล้วบังอรก็ย้ายไปทำงานห้องอาหารแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
.
ที่นี่นางได้พบกับสามีใหม่ที่เป็นนักร้อง ชายคนนี้เป็นเหมือนสามีคนแรกคือจน แต่เป็นคนเจ้าชู้มากๆ บังอรจึงปวดเศียรเวียนเกล้ากับสามีใหม่ตลอดช่วงเวลาการอยู่ด้วยกัน ตบตีกันประจำด้วยความหึงหวง
.
แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย บังอรเลิกกับสามีคนที่2โดยไม่มีลูกด้วยกันหลังจากอยู่ด้วยกัน4-5ปี สิ่งที่บังอรได้จากเขาคือวิธีการร้องเพลงที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการเข้าห้อง(การเริ่มร้องให้ตรงจังหวะและตรงห้องดนตรีพอดี)
.
บังอรเบื่อชีวิตในกทม.เต็มทนจึงย้ายลงใต้มาทำงานคาเฟ่ เลื่อนฐานะไปเป็นนักร้องแนวยั่วยวน2แง่2ง่าม
ด้วยวัย30เศษเฉียด40 อวบอัด ขาวจ๊วะ น่าเจี๊ยะ นุ่งสั้นเสมอหู ชะม้อยชะม้ายชายตาไม่หยุดตอนร้องเพลง แถมด้วยน้ำเสียงกระเส่า จึงเข้าตาทั้งหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ รวมทั้งหัวงูเฒ่า
.
ชีวิตยังคงลุ่มๆดอนๆจนเธอมีสามีใหม่ คราวนี้เป็นเถ้าแก่จีนมาเลย์วัยกลางคนที่เปย์ไม่อั้นถึง3คน 3เสี่ยนี้ต่างก็รู้จักกันจึงลงขันเช่าแฟลตให้อยู่แถมเฟอร์นิเจอร์ ให้เงินใช้อย่างสุขสบาย
.
บังอรจัดคิวให้แต่ละคนมาไม่ตรงกันคือ คนหนึ่งพบกันวันจันทร์ อีกคนวันพุธ และ คนที่3วันศุกร์ ส่วนเสาร์เข้าสปาอาบน้ำแร่แช่น้ำนม วันอาทิตย์คือวันที่กินกับนอนโดยไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
.
บางวัน3เสี่ยนี้ก็ขอมาใช้บริการพร้อมๆกัน วิธีการนี้สมัยใหม่เรียก สวิงกิ้ง หรือเปล่าไม่ทราบ แต่ในยุคนั้นเรียกว่า "กินบุฟเฟ่" ซึ่งsheก็ไม่เคยขัดใจ ขอแค่เปย์เต็มที่ก็พอ
.
ยามที่ทั้ง3กลับมาเลย์เพราะธุระกิจหรืออะไรก็อย่าไปรู้เลย บังอรก็ค้องใช้ชีวิตอย่างติดขัด จึงจ้างคนเขียนจดหมายภาษาอังกฤษไปขอเงิน(ในยุคนั้นยังไม่มีมือถือซ้ำค่าโทรทางไหลแพงโคตรๆ)
.
เสี่ยมาเลย์ก็ส่งเงินมาให้ครั้งละพันบ้าง 500บ้าง ไม่ได้ส่งมาให้ตามที่ขอ5พันดอกนะ แต่ที่เหมือนกันคือคำอ้อนวอน "อย่าไปมีคนอื่นนะหนู เก็บเนื้อเก็บตัวไว้รอเฮียกลับมานะจ๊ะ หนูจ๋า"
.
เฮ้อ...เสี่ยมาเลย์ไม่ได้พูดเน่าๆแบบนี้หรอก เป็นคนรับจ้างแปลนั่นแหละที่ใส่สีตีไข่จนเคลิ้ม ใครจะเคลิ้มก็เคลิ้มไปไม่ใช่บังอรดอกจ้า นางสิงห์เขี้ยวลากดินจนต้องเรียกว่า งา อย่างบังอรมีหรือจะไม่รู้ว่า คนแปลมันแต่งขึ้นเอง
.
"เฮ้ย ไอ้จวบ มึงคิดว่ากูโง่หรือไงวะ คราวหลังไม่ต้องแต่งนิยายเพิ่ม กูขี้เกียจอ่านลายมือเล่นหางของมึง กูยิ่งอ่านหนังสือไม่ค่อยจะออกอยู่"
.
(ลายมือเล่นหาง คือลักษณะการเขียนหนังสือที่ตัวอักษรมีการตวัดหางยาวหรือลากเส้นเชื่อมโยงยาวเป็นพิเศษ ว่ากันว่าคนลายมือเช่นนี้มักเป็นคนเจ้าชู้)
.
ประเทศมาเลเซียมีกลุ่มชาติพันธุ์หลัก 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ชาวมาเลย์(Malay-Malay) มีสีผิวและหน้าตาเช่นเดียวกับชาวมุสลิมของไทย
ชาวจีน(Malay-Chinese) มีสีผิวและหน้าตาเช่นเดียวกับชาวจีนในไทย และ ชาวอินเดีย(Hindu-Malay) มีสีผิวดำและหน้าตาเหมือนกันกับอาบังในไทย
.
แล้ววันหนึ่งก็มีจดหมายจากเสี่ยมาเลย์1ใน3คนที่เลี้ยงดูเธอ เป็นจดหมายจากลูกสาวของเขาที่ขอร้องให้เธอเห็นใจครอบครัวของฝั่งภรรยาจีนมาเลย์ด้วย
.
"คุณพ่อเป็นเพียงคนขับTaxiหาเช้ากินค่ำ ไม่มีบริษัทห้างร้านใหญ่โตเหมือนที่โม้ให้คุณฟัง การที่คุณพ่อส่งเงินมาเลี้ยงดูคุณ ครอบครัวของฉันเดือดร้อนมาก ได้โปรดเห็นใจ"
.
บังอรเหวี่ยงจดหมายฉบับนั้นไปที่โต๊ะ ไม่แลด้วยซ้ำว่ามันจะอยู่บนโต๊ะหรือลงไปในถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ "ก็ไอ้แป๊ะพ่อของมึงมันโง่เอง ช่วยไม่ได้" นางเย้ยหยัน
.
ข่าวล่ามาเลวในเวลาต่อมา ครอบครัวของเสี่ยกำมะลอก็แตกสลาย ภรรยาผูกคอตาย ลูกไม่ได้เรียนหมดอนาคต เสี่ยๆที่เลี้ยงดูบังอรอีก2คนก็ไม่ร่ำรวยเหมือนที่โม้ไว้เช่นกัน
.
เพราะคนหนึ่งเป็นลูกจ้างกรีดยางและอีกคนหนึ่งก็เป็นบ๋อยเทกระโถนโรงแรมจิ้งหรีด ทั้ง2คนต่างประสบชะตากรรมครอบครัวมากบ้างน้อยบ้างตามแต่บุญ-กรรม
.
แสนสุริยา "แล้วทำไมคนเหล่านี้เมื่อมาเมืองไทยจึงดูรุ่มรวยนักเล่าครับ จนสามารถหลอกบังอรได้"
.
ราชาแห่งรัตติกาล "ในยุคนั้นค่าเงินมาเลย์สูงกว่าไทย 1ริงกิต ประมาณ10 บาท ของในเมืองไทยจึงถูกมากสำหรับเขา
ตอนที่พวกเขานั่งรถBas Sekolah(รถโรงเรียน) หรือ Bas Persiaran(รถทัวร์ หรือ รถบัสท่องเที่ยว) มานั้นแต่ละคนแต่งตัวซำเหมามาก
.
พวกนี้จะรีบเข้าศูนย์การค้าที่มีอยู่หลายแห่งแล้วซื้อเสื้อผ้า รองเท้าที่ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล จากนั้นก็ใส่ชุดที่ซิ้อมาใหม่ ของเก่าก็ใส่ถุงที่ห้างให้กลับไปซักที่บ้านตอนกลับประเทศ
.
แล้วแต่ละคนก็ก้าวเท้าออกจากศูนย์การค้าในสภาพหล่อเหลาราวหลุดจากแค็ตตาล็อกเชียว แต่เรื่องราวของบังอรนี้ก็โด่งดังในประเทศมาเลเซียจนต่อมาบรรดาเมียๆไม่ยอมให้สามีมาเที่ยวภาคใต้ของไทยตามลำพังอีก"
.
ชีวิตของบังอรยังคงอยู่หน้าไมค์ไฟส่องหน้าอยู่เช่นนี้ เปลี่ยนสามีเหมือนเปลี่ยนรองเท้า เมื่ออายุขึ้นเลข 4 บังอรก็ทรุดโทรมเหมือนผีเสื้อปีกกุด สามีคนหลัง ๆ ไม่ขี้เมาหยำเป ก็ผีพนัน ไม่ก็ขี้เกียจไม่ทำงานเอาแต่แบมือขอตัง
.
นางมีลูก3คนเกิดจากสามีคนไหนไม่ได้จำ และ ไม่ได้เลี้ยง ส่งกลับบ้านนอกให้ตากะยายช่วยดูแล นางเพียงส่งเงินไปให้ นานๆครั้งก็กลับไปให้ลูกเห็นหน้าเพื่อกันลืม
.
ในขณะที่นางอยู่กินกับสามีคนล่าสุดที่เป็นที่รวมของสามีร้ายๆทุกคน คือ เป็นทั้งผีพนัน ขี้เหล้า ขี้เกียจ ชอบเลี้ยงดูด้วยลำแข้งคือเตะเช้าเตะเย็น เห็นนางเป็นกระสอบทรายเมื่อไถเงินไปกินเหล้าไม่ได้ ชะตาชีวิตของบังอรก็ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง
.
จบตอน 24-7 หมายเหตุ! ตอนหนูนิแต่งงานมาอยู่ที่หาดใหญ่ปลายปีพ.ศ. 2525 ในยุคนั้นการรับจ้างแปลจดหมายจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และ แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทยเฟื่องฟูมาก
.
ในยุคนั้นไม่มีกูเกิ้ลแปลภาษา จึงต้องเปิดดิคชันนารีกันอุตลุต ไม่จำเป็นที่ไวยกรณ์จะต้องถูกเป๊ะ เพราะฝั่งโน้นก็snake ๆ fish ๆ เช่นกันกับเรา เพียงแต่เขาพูดคล่องกว่า เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ
.
แล้วการแปลไทยเป็นอังกฤษมันยากตรงไหน ก็ตรงที่ต้องแต่งนิยายน้ำเน่าถึงความยากลำบากที่ไม่มีเงินใช้ และ ความคิดถึงเฮีย คิดถึงอ้อมกอด...คิดถึง...คิดถึง...
ย้าก สสสสส พอดีกว่า จะอ๊วก
.
ภาพปกจากกูเกิ้ล Bas Sekolah(รถโรงเรียน)ของมาเลย์เซียที่มาเที่ยวไทย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย