Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Thai VI
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 05:52 • หุ้น & เศรษฐกิจ
กลัวรถคว่ำ อย่ากลัวตกรถ/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
กระแส “AI” ของโลก ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัว ChatGPT ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยี “ทั่วโลก” โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัล “ขนาดยักษ์” ของโลกเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “Magnificent 7” หรือกลุ่ม “หุ้นนางฟ้าทั้ง 7” ของตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งประกอบด้วย Nvidia Microsoft Apple Google Amazon Meta และ Tesla ปรับตัวขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” และมีมูลค่าหุ้นมโหฬารแทบจะ “กลืนกิน” หุ้นอื่นที่เหลือทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์
เพราะตลาดเชื่อว่าในเวลาไม่ช้านาน AI จะเอาชนะเทคโนโลยีเดิม ๆ ของโลกได้ทั้งหมด ธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหลายจะถูก Disrupt หรือถูกทำลายโดย AI ที่จะเข้ามาผลิตสินค้าหรือให้บริการแทนที่เทคโนโลยีเดิมหรือแม้แต่ “คน” ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น
ดังนั้น มูลค่าของ AI จึงควรมีค่ามหาศาลในขณะที่เทคโนโลยีเดิมจะไม่สามารถโตได้ และหลาย ๆ อย่างจะหมดค่าลง เทคโนโลยี AI กำลัง “ปฏิวัติโลก” โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” หรือ “ตกรถ”
ตลาดหุ้นโดยเฉพาะที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นหลักตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น พอครบปีในเดือนพฤศจิกายน 2023 ดัชนีก็เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 26.7% และก็ยังปรับตัวขึ้นในปีต่อไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอีกถึง 32.2% เมื่อบริษัทต่าง ๆ เริ่มให้บริการและลงทุนในการสร้าง AI เพิ่มขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง” นับเป็นล้านล้านเหรียญในอีกหลายปีข้างหน้า
การเพิ่มขึ้นของดัชนีนั้น ที่จริงแล้วนำโดยหุ้นยักษ์เพียง 7 ตัวที่ต่อมาในปี 2023 ถูกเรียกว่าหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” ที่เข้ามาทำ AI กันแทบทุกบริษัท ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงแบบ “หลุดโลก” คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐอย่างที่โลกนี้ไม่เคยประสบมาก่อน ในขณะที่หุ้นเท็คอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ AI นั้นกลับเติบโตน้อยมาก
ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นที่ประกอบไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศจีนนั้น แทบจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือผลกระทบจากการประกาศและเปิดตัวของ ChatGPT เลยทั้ง ๆ ที่จีนในยุคสิบปีหลังนี้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแทบจะไม่แพ้อเมริกาเลยในแทบทุกด้าน อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่ของประเทศถูก “กำราบ” โดยรัฐบาลจีนที่ไม่ต้องการให้บริษัท “มีอำนาจ” มากเกินไป ซึ่งทำให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ “ไม่ไปไหน” มาหลาย ๆ ปี
ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 ถึง พฤศจิกายน 23 ปรับตัวลดลง -10.7% และต่อไปในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นเพียง +4.6% จีนดูเหมือนว่าจะ “ตกขบวน AI” โลกเสียแล้ว หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนนั้นแพ้แม้กระทั่งหุ้นทั่วไปของจีนที่มักจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ดัชนีในช่วงเวลา 2 ปีเดียวกันนั้น ให้ผลตอบแทนที่ -1.4% และ +9% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2024 สถานการณ์เกี่ยวกับหุ้นเท็คขนาดใหญ่ของจีนก็เริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นและรวดเร็วอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าหุ้นเหล่านั้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของมัน และพวกเขาก็เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเพราะอาจจะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ดี ๆ กำลังเกิดขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2024 จนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน หุ้นเท็คขนาดใหญ่จำนวน 10 ตัว ที่ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถูกขนานนามว่า “The Terrific 10” หรือที่ผมเรียกว่า “หุ้นทศเทพจีน” มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้
1) หุ้น Baba หรืออาลีบาบา ปรับตัวขึ้นไป 72.9% ภายในเวลา 3 เดือน และนี่ก็คือหุ้นที่ทำกิจการค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตคล้าย ๆ กับหุ้น อะมาซอนที่อยู่ในกลุ่ม Mag 7
2) หุ้น
Jd.Com
ปรับตัวขึ้นไป 17.5% นี่ก็ทำ E-Commerce คล้าย ๆ กับอะมาซอนเหมือนกัน
3) หุ้น BYD ผู้ผลิตรถไฟฟ้าชั้นนำที่น่าจะมีขนาดและความสามารถพอ ๆ กับเทสลา หุ้นปรับตัวขึ้นไป 37.5% ภายในเวลา 3 เดือน
4) หุ้น Geely ก็ทำรถไฟฟ้าเช่นกัน แต่เล็กกว่า BYD ราคาหุ้นขึ้นไปพอ ๆ กันที่ 36.3%
5) หุ้น Xiaomi ทำโทรศัพท์มือถือและรถไฟฟ้าที่จะใช้ AI ขับรถอัตโนมัติเหมือนกับแอปเปิลผสมกับเทสลา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 80.8% ภายในเวลาแค่ 3 เดือน
6) หุ้น Tencent ซึ่งเป็นเจ้าของ WeChat แอ็ปสื่อสังคมคล้าย ๆ กับ Facebook ราคาหุ้นขึ้นไป 29.1%
7) หุ้น NetEase ทำเกมออนไลน์และธุรกิจบันเทิงคล้าย Facebook บางส่วน ราคาปรับขึ้นไป 20%
8) หุ้น Baidu นี่คือหุ้นที่ทำแบบเดียวกับ Google ค้นหาข้อมูลและทำแผนที่รวมถึงการทำระบบขับขี่รถยนต์อัตโนมัติ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 13.7%
9) หุ้น Meituan ตัวนี้ไม่คล้ายพวก 7 นางฟ้า แต่คล้าย ๆ อูเบอร์หรือแกรบที่ส่งอาหาร ราคาหุ้นลดลง -2.5%
10) หุ้น SMIC บริษัทนี้คล้าย Nvidia หรือ TSMC ของไต้หวัน ที่ทำการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ที่ใช้ทำ AI ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึง 116.4% ภายในเวลา 3 เดือน
โดยเฉลี่ยแล้วทั้ง 10 ตัวให้ผลตอบแทนทางด้านราคาถึง 42.2% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน และเหตุผลดี ๆ ที่ “ตามมาทีหลัง” ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือ
1) ในวันที่ 20 มกราคม 2025 มีการเปิดตัว DeepSeek -R1 ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ ChatGPT แต่ต้นทุนในการทำถูกกว่ามาก และนี่จะท้าทายเทคโนโลยี AI ของสหรัฐ
2) วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 สี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำเทคโนโลยีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ของจีน และได้พบปะกับแจ็ค หม่า ที่เคยถูกรัฐบาลเล่นงานมาก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการแสดงว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนเอกชนเพื่อที่จะสามารถต่อสู้กับบริษัทของสหรัฐในด้านของเทคโนโลยีแล้ว
3) นักลงทุนระดับโลกเริ่มเข้ามาลงทุนและให้ฉายาบริษัทขนาดใหญ่ของจีนกลุ่มนั้นว่ามีศักยภาพที่จะแข่งขันกับ Mag 7 ได้ โดยเรียกว่า “Terrific 10” ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2025
ผมเองติดตามปรากฎการณ์เหล่านั้นและประเมินดูแล้วก็รู้สึกว่าหุ้นเหล่านั้นน่าสนใจทีเดียวในแง่ของตัวบริษัทเนื่องจากว่าเทคโนโลยีของจีนนั้น “สุดยอด” อยู่แล้ว และอย่างน้อย ธุรกิจในประเทศจีนเองก็ใหญ่พอที่จะรองรับกำลังผลิตของบริษัทเหล่านั้นได้ในกรณีที่ไม่สามารถแข่งกับ Mag 7 ในระดับโลก ราคาหุ้นของ Terrific 10 ก็ไม่แพงเลย
อย่างไรก็ตาม วันที่ผมตระหนักในเรื่องนี้ ราคาก็ขึ้นไปเฉลี่ยถึงกว่า 40% แล้วในเวลาแค่ 3 เดือน ผมจึงไม่ซื้อ และก็ได้เขียนบทความลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2025 เรื่อง “ตกรถหุ้นทศเทพจีน?” เพราะผมคิดว่าผมพลาดไปที่ไม่ได้ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้นแรงและน่าจะขึ้นต่อไปโดยที่ผมไม่ได้อยู่ในนั้น
พูดง่าย ๆ คงจะ “ตกรถ” ไปแล้ว แล้วก็ “เลิกสนใจ” ติดตามหุ้นกลุ่มนี้จนถึงล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ ปีครึ่ง ก็พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในวันที่ผมคิดว่า “ตกรถ”นั้น ราคาหุ้นขึ้นไปที่จุดสูงมากหรือสูงสุดและหลังจากนั้นก็ตกต่ำลง
หุ้น Baba ปรับตัวลดลงมาประมาณ -17% ในช่วงเวลา 18 เดือน 2) หุ้น
Jd.com
-28.7% 3) หุ้น BYD -29.1% 4) หุ้น Geely +7.14% 5) หุ้น Xiaomi ติดลบหนักถึง -43.9% 6) หุ้น Tencent -11.6% 7) หุ้น NetEase +26.3% 8) หุ้น Baidu +2% 9) หุ้น Meituan ลบหนักมากถึง -47.8% และ 10) หุ้น SMIC ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เป็น “ดารา” และได้อานิสงค์จากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ให้คนทำ AI ทั่วโลกที่ หุ้นปรับตัวขึ้นต่ออีก +33.8% ในเวลา18 เดือน หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นถึง 116.4% ใน 3 เดือนก่อนหน้านั้นมาแล้ว
โดยเฉลี่ยแล้ว “หุ้นทศเทพจีน” ติดลบ -10.9% ในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือน ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเท็ครวมถึง AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง +28.2% ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งที่ก่อนหน้านั้นดัชนีนี้ไม่ไปไหนมานานมาก
ถ้านับจากวันที่หุ้นทศเทพจีนเริ่มวิ่งขึ้นไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 จนถึงวันนี้ที่ 21 สิงหาคม 2026 เป็นเวลาประมาณ 21 เดือน หุ้นทศเทพก็ยังให้ผลตอบแทนราคาเป็นบวกประมาณ 26.7% ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ก่อนที่หุ้นจะวิ่ง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปซื้อหลังจากที่หุ้น “ดังระเบิดแล้ว” เพราะ “กลัวตกรถ” กลับกลายเป็นเสียหาย ถือมาปีครึ่งแต่ก็ยังขาดทุนกว่า 10%
1
ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าหุ้นเท็คจีนอย่างไรก็น่าจะดีเพราะจีนเองมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง วิธีลงทุนที่ดีกว่าก็อาจจะเป็นการซื้อหุ้นตามดัชนีเสิ่นเจิ้น เพราะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันคือ 21 เดือนนับจากเดือน พฤศจิกายน 2024 ที่สภาพแวดล้อมทางด้านของรัฐบาลจีนดีขึ้นแล้ว จนถึงวันนี้ก็ให้ผลตอบแทนประมาณ 35% ในเวลาไม่ถึง 2 ปี
ผมดีใจที่ไม่ได้ซื้อหุ้นในกลุ่มทศเทพในวันนั้น มิฉะนั้น ผมอาจจะเจ็บตัวหนัก เพราะหุ้นตัวที่ผมสนใจลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์แบบ “หายนะ” ด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้ผมอยากจะจำเป็นสุภาษิตว่า “ตกรถไม่เป็นไร รถคว่ำตายแน่”
1
เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่
www.ThaiVI.org
1
26 บันทึก
26
17
26
26
17
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย