นี่คือสิ่งที่ผมอยากชวนคุยครับ ถ้าเรามองออกไปนอกสนามแข่งรถดูบ้าง เมื่อเค้นความเร็วหรือลดความสูญเปล่าเรื่องหนึ่งจนสุดแล้ว คุณค่าที่เหลือย้ายไปอยู่ตรงไหน กรณีศึกษาของ F1 กลับนำไปประยุกต์ใช้ได้กับอีกอุตสาหกรรมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
ที่โรงพยาบาลเด็ก Great Ormond Street Hospital (GOSH) ในกรุงลอนดอน ศัลยแพทย์หัวใจ Martin Elliott และแพทย์ผู้ป่วยวิกฤต Allan Goldman เห็นปัญหาหนึ่งที่ค้างคาใจมานาน
วันหนึ่งคุณหมอทั้งสองดูการถ่ายทอดสด F1 แล้วเห็นภาพเดียวกันอยู่ตรงหน้า รถวิ่งเข้ามาทั้งที่ยังไม่จบการแข่งขัน คนหลายคนรุมทำงานคนละหน้าที่พร้อมกัน เวลาจำกัด และพลาดไม่ได้ พวกเขาจึงเกิดความสนใจ ติดต่อไปหาทีมแข่ง F1 แล้วแลกเปลี่ยนกันทั้งสองฝ่าย ทีมแพทย์ไปดูการทำงานถึงถิ่น ส่วนทีมแข่งก็มาสังเกตการส่งต่อผู้ป่วยจริงที่โรงพยาบาลบ้าง
ตรงนี้มีจุดที่มักหลุดหายเวลาคนเล่าต่อกัน หลายเวอร์ชันเล่าราวกับโรงพยาบาลลอกวิธีมาจาก F1 อย่างเดียว แต่ชื่องานวิจัยต้นฉบับระบุตรง ๆ ว่ายืมมาจากสองแหล่ง คือพิตสต็อป F1 และวงการการบิน
บทเรียนที่ถอดได้จากสองแหล่งนี้ต่างกันคนละด้าน
จากสนาม F1 พวกเขาได้ความแม่นยำของการเคลื่อนไหว ทุกคนรู้ล่วงหน้าว่าใครยืนตรงไหน แตะอะไรได้ ทำอะไรก่อนหลัง และช่วงไหนต้องเงียบเพื่อไม่รบกวนคนที่กำลังทำงานละเอียด
แล้วโรงพยาบาลไปเกี่ยวข้องกับวงการการบินได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ทีมงาน เพราะโรงพยาบาลจ้างนักวิจัยด้าน Human Factors หรือปัจจัยมนุษย์เข้ามาช่วยออกแบบกระบวนการ และศาสตร์แขนงนี้เติบโตมาจากวงการการบินโดยตรง เมื่อเปิดประตูบานนั้นแล้ว โปรโตคอลใหม่จึงพัฒนาขึ้นจากการหารือกับครูฝึกกัปตันการบินด้วย
ประเด็นที่ยกมาเรื่องรถแข่งหรือโรงพยาบาลนั้นเป็นเพียงบทเรียนหนึ่ง ที่คุณสามารถนำไปตรวจตรา "ความสูญเปล่า" ลักษณะนี้ในองค์กรคุณ Future Perfect ตั้งต้นจากภาพอนาคตที่สำเร็จแล้ว แล้วเดินย้อนกลับมาออกแบบสิ่งที่ต้องทำวันนี้ (แนวทางแบบ backcasting) ตามแนวทาง The Future Perfect Method: Will have – Map back – Act now หรือก็คือ เห็นภาพฉาย–ไล่ย้อนกลับ–ขยับทำเลย