2 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

แหล่งเงินทุนไทย ถูกจัดสรรผิดทาง ? ธุรกิจเก่งกู้แพง ธุรกิจใหญ่กู้ถูก โจทย์ใหญ่ที่ฉุดเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทย เผชิญกับภาวะเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
จากยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2000-2007) ที่เศรษฐกิจเคยโตเฉลี่ย 5.3% ต่อปี
ตัวเลขได้ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.7% ในยุคหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2010-2019)
และทรุดลงเหลือเพียง 2.4% ในช่วงหลังวิกฤตโควิด (ปี 2021-2025)
หลายคนอาจมองว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นผลพวงจากโครงสร้างสังคมสูงวัย หรือการแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือดขึ้น
แต่บทความวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ (PIER) ที่เจาะลึกงบการเงินนิติบุคคลไทย จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ช่วงปี 1999-2024 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยความจริงที่ลึกกว่านั้น..
คำถามสำคัญของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า เรามีเงินทุนในระบบเพียงพอหรือไม่ ?
กลับเป็นวิกฤตที่เรียกว่า Capital Misallocation หรือภาวะที่ "เงินทุนกำลังอยู่ผิดที่"
และนี่คือประเด็นใหญ่ ที่สะท้อนว่าระบบการเงินไทย กำลังส่งเงินทุนไปผิดที่ผิดทาง อย่างรุนแรงและสะสมมาอย่างยาวนาน..
เมื่อส่องดูงบการเงินของภาคธุรกิจ การชะลอตัวของเศรษฐกิจมหภาค ได้ปรากฏร่องรอยให้เห็นอย่างชัดเจนในระดับบริษัท
หากเทียบช่วงปี 2000-2007 กับช่วงปี 2021-2025 อัตราการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจร่วงลงจาก 15.7% เหลือเพียง 4.4%
ขณะที่อัตราการเติบโตของสินทรัพย์ (ซึ่งสะท้อนการลงทุน) ลดลงจาก 11.8% เหลือ 8.8%
1
ที่สำคัญคือ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 8.2% เหลือเพียง 6.2%
แต่เมื่อนำ ROA มาชำแหละไส้ในด้วยวิธี DuPont Decomposition เพื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2013 กับปี 2024 กลับพบความจริงที่น่าประหลาดใจ
อัตรากำไร (Profit Margin) ของภาคธุรกิจไม่ได้แย่ลงเลย โดยภาพรวมกลับเพิ่มขึ้นจาก 6.7% ในปี 2013 เป็น 7.1% ในปี 2024
เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่อัตรากำไรพุ่งจาก 21.1% เป็น 26.5%
หรือภาคบริการสมัยใหม่ ที่อัตรากำไรเพิ่มจาก 13.2% เป็น 13.9%
ทว่าสิ่งที่ดิ่งลงอย่างหนักคือ ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (Asset Turnover) ที่ภาพรวม ลดลงจาก 1.24 เท่า เหลือเพียง 0.88 เท่า
นั่นหมายความว่า ภาคธุรกิจไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทำกำไรหรือตั้งราคาขายไม่ได้ แต่ปัญหาคือ สินทรัพย์หรือเงินทุนหนึ่งหน่วยในปัจจุบัน กลับถูกนำไปสร้างรายได้ได้น้อยกว่าเมื่อกว่าสิบปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด..
คำถามคือ ประสิทธิภาพที่ลดลงนี้ เกิดจากบริษัทเดิมเก่งน้อยลง หรือเกิดจากเงินทุนไหลไปอยู่ผิดบริษัท ?
 
ผลการวิเคราะห์ในช่วงปี 2013-2024 ชี้ว่า เกิดขึ้นจากทั้งสองส่วน นอกจากบริษัทเดิมจะมีประสิทธิภาพลดลงจริงแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่เก่งกว่าได้
รวมถึงธุรกิจเกิดใหม่ ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยยกระดับผลิตภาพภาพรวมได้เลย
ข้อมูลยังตอกย้ำภาพความบิดเบือนนี้ว่า ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพลดลง กลับเป็นกลุ่มที่สามารถขยายสินทรัพย์ได้สูงมาก
ขณะที่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น กลับเติบโตได้จำกัด หรือบางแห่งถึงขั้นหดตัว
ทำให้ช่องว่างความแตกต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างกิจการในไทย ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดสองทศวรรษ
และต้องบอกว่า ในประเทศไทย พึ่งพาสินเชื่อธนาคารเป็นหลักเกินกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนทั้งหมด
ธนาคารพาณิชย์จึงเปรียบเสมือนผู้ชี้ชะตาการจัดสรรทุน แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า นิติบุคคลไทยกว่า 80% ไม่เคยมีข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เลย
สำหรับกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ กลไกการจัดสรรก็ทำงานสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น
กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า กลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า และต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า
เมื่อเจาะลึกไปที่ธุรกิจกลุ่ม SMEs (ข้อมูลปี 2024-2025) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศกว่า 3 ล้านราย จะเห็นความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน
- ในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงระดับ Top 30% ของประเทศ มี SMEs เพียง 21% ที่กู้เงินธนาคารได้ ขณะที่รายใหญ่ในกลุ่มเดียวกันเข้าถึงได้ถึง 63%
- SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ ต้องแบกรับดอกเบี้ยเฉลี่ยถึง 7.8% ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9%
ภาพรวมโครงสร้างสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปี 2025 จึงกระจุกตัวอย่างหนัก สินเชื่อกว่า 75% กองอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียงประมาณ 1.5 หมื่นกิจการ (จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.7%)
และในจำนวนนี้ มีสินเชื่อถึง 30% ที่กระจุกตัวอยู่กับเครือข่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่ (SiCorp) เพียงราว 1,000 แห่ง (จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำเพียง 3.5%)
ปล่อยให้ SMEs อีกกว่า 1.1 แสนกิจการ ต้องแย่งชิงสินเชื่อที่เหลือเพียง 25% โดยแบกรับดอกเบี้ยสูงถึง 5.7% - 6.2%
หลายคนอาจมองว่า SMEs จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า เพราะมีความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) สูงกว่า
โดย ณ สิ้นปี 2025 NPL ของ SME อยู่ที่ 9.0% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วน NPL ราว 1.3%
แต่เมื่อผู้วิจัยสร้างแบบจำลองประเมินอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง และปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง (Fundamentals-based EIR) ในช่วงปี 2024-2025 กลับพบโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว
- SMEs ถูกคิดดอกเบี้ยบวกเพิ่ม (Premium) สูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของตนเอง
- ธุรกิจขนาดใหญ่ และ SiCorp กลับได้รับส่วนลด (Discount) ทำให้จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับความเสี่ยงที่แท้จริง
ปรากฏการณ์นี้คือ Cross-subsidization หรือการที่ระบบผลักภาระต้นทุนไปให้ธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อชดเชยการคิดราคาที่ต่ำกว่าความเสี่ยงให้แก่ธุรกิจรายใหญ่
ราคาสินเชื่อในปัจจุบัน จึงไม่ได้ทำหน้าที่คัดกรองจัดสรรเงินทุนไปสู่คนที่ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าที่สุด
ดังนั้น การอัดฉีดสินเชื่อเพิ่มเข้าไปในระบบเศรษฐกิจโดยไม่แก้ไขคุณภาพการจัดสรร อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาทุนบิดเบือนให้รุนแรงขึ้น
1
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหานี้ จึงต้องมุ่งไปที่การปรับปรุงคุณภาพการกระจายทรัพยากรผ่าน 5 ทางออก
1. ลดข้อจำกัดด้านข้อมูล ด้วยการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และข้อมูลห่วงโซ่อุปทานการค้า มาช่วยประเมินความเสี่ยง SMEs
1
2. ออกแบบกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงของผู้ให้กู้ได้โดยตรง ทั้งการค้ำประกันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และการค้ำประกันจากภาครัฐ
3. ส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยงของผู้กู้อย่างเหมาะสม (Risk-based Pricing)
4. เพิ่มทางเลือกแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาสินเชื่อธนาคารเพียงช่องทางเดียว
5. เฝ้าระวังการตั้งราคาดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าความเสี่ยง (Underpricing of Risk) ในลูกค้ากลุ่มบริษัทใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
1
หากทศวรรษที่ผ่านมา คือยุคที่เราตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยมีเงินทุนเพียงพอหรือไม่
ทศวรรษต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเปลี่ยนมุมมอง หันมาโฟกัสกับการรดน้ำให้ถูกต้น ด้วยการรื้อโครงสร้างภาคการเงิน เพื่อเร่งส่งมอบเงินทุนที่มีอยู่ ไปสู่มือของกิจการ ที่พร้อมจะเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ประเทศได้
เพราะปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้
ไม่ใช่การมีเงินทุนไม่เพียงพอ แต่เป็นเงินทุนที่มีอยู่ กำลังอยู่ผิดที่หรือเปล่า
และถ้าเรายังปล่อยให้เงินทุน ไหลไปหาธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี ขณะที่ธุรกิจที่มีศักยภาพ กลับเข้าไม่ถึงเงินทุน
เศรษฐกิจไทยก็คงยากที่จะกลับมาเติบโตได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง..
โฆษณา