24 ส.ค. เวลา 03:57 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

สือจวิ้น กับ สีว์เฟิง สองภาพจำชายหญิงแห่งโลกยุทธภพของคิงฮู

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์กำลังภายในของคิงฮูหลายคนมักนึกถึงภาพของ เจิ้งเพ่ยเพ่ยในบทสาวนักดาบผู้สง่างามจาก Come Drink with Me ( 1966) ภาพยนตร์ที่ทำให้เธอกลายเป็น "ราชินีนักดาบ" ที่จริงอยากใช้คำว่าราชินีพระขรรค์ทอง(ฮา)แห่งยุค และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุดของหนังจีนกำลังภายในยุคแรก
ครั้งหนึ่ง เจิ้งเพ่ยเพ่ยเคยถามคิงฮูด้วยความสงสัยว่า
"ทำไมอาจารย์ถึงเลือกผู้ชายแบบนี้มาเป็นพระเอก?"
ผู้ชายคนนั้นคือ สือจวิ้น
ในยุคที่พระเอกหนังจีนควรต้องหล่อเหลาแบบวีรบุรุษ มีรูปร่างสง่างามแบบดาราหนัง แต่สือจวิ้นกลับไม่ใช่คนแบบนั้นเลย เขาเป็นชายวัย 30 ปีที่เพิ่งเข้าวงการ ไม่เคยแสดงหนังมาก่อน และก่อนหน้านั้นยังเป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน
แต่คำตอบของคิง ฮูให้กับคำถามของเจิ้งเพ่ยเพ่ยนั้นเรียบง่ายมาก
"เพราะเขาเหมือนคนโบราณ"
───
สือจวิ้น พระเอกที่คิงฮูไม่ได้มองด้วยสายตาของคนทำหนัง
สิ่งที่คิงฮูเห็นในตัวสือจวิ้น ไม่ใช่หน้าตาแบบดารา แต่เป็นบุคลิก เขามีความสุขุม มีความเป็นผู้ใหญ่ พูดจานุ่มนวล มีความรู้ และมีท่วงท่าของคนที่ผ่านการอบรมแบบจีนดั้งเดิม เพราะเขาเกิดในครอบครัวที่เข้มงวดทางตอนเหนือของจีนได้รับการอบรมมาอย่างดีก่อนที่บิดาจะพาย้ายมาไต้หวัน
สือจวิ้นจึงไม่ได้เป็นพระเอกแบบจอมยุทธ์ทั่วไป เขาไม่ใช่จอมยุทธที่เดินเข้าฉากพร้อมกระบี่แล้วกำจัดศัตรูสิบคน
แต่เป็นชายที่ใช้ความคิดก่อนใช้กำลัง นั่นทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของ "นักปราชญ์ในโลกยุทธภพ" ของคิงฮู
ใน Dragon Inn ( 1967) สือจวิ้นรับบท เซียวเส้าจือ นักดาบหนุ่มผู้สุขุม และกลายเป็นพระเอกเรื่องแรกในชีวิต แต่บทที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นตำนานคือ กู่เซิงจาย ใน A Touch of Zen (1971)
กู่เซิงจายแตกต่างจากพระเอกหนังบู๊ในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นบัณฑิตและจิตรกร ชายผู้ถือพู่กันมากกว่ากระบี่
เขาไม่ได้ต้องการเป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อได้พบกับหยางฮุ่ยเจิน หญิงสาวผู้หลบหนีการตามล่าของขุนนางกังฉิน เขากลับต้องก้าวเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ สิ่งที่ทำให้เขาเอาชนะไม่ใช่พละกำลัง แต่คือปัญญา
นี่คือแก่นแท้ของคิงฮู โลกยุทธภพไม่ได้วัดกันด้วยว่าใครแข็งแรงที่สุด แต่ใครเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด
───
สีว์เฟิง คู่บุญฝ่ายหญิงที่แท้จริงของคิงฮู
หากพูดถึงนางเอกของคิงฮูหลายคนมักนึกถึง เจิ้งเพ่ยเพ่ย และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะ Come Drink with Me ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของจอมยุทธ์หญิงยุคแรก
แต่ถ้ามองตลอดเส้นทางการสร้างภาพยนตร์ของคิงฮู นักแสดงหญิงที่เป็น "คู่บุญ" และอยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ของเขาอย่างต่อเนื่องที่สุด คือ สีว์เฟิง
เธอคือผู้หญิงที่คิงฮู ใช้สร้างภาพของจอมยุทธ์หญิงในแบบที่ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงหญิงสาวที่เก่งกระบี่ แต่เป็นผู้หญิงที่มีโลกภายใน มีบาดแผล มีศักดิ์ศรี และมีชะตากรรมของตัวเอง
หากเจิ้งเพ่ยเพ่ยใน Come Drink with Me คือสัญลักษณ์ของความสง่างามเฉกเช่นนางเอกงิ้วจีน สีว์เฟิงกลับเป็นตัวแทนของความลุ่มลึก แววตาเรียบเฉย ดุดับ ลึกซึ้ง แต่ซ่อนไฟแค้นและความมุ่งมั่น สายตาอันแหลมคมของเธอใน A Touch of Zen หรือบทบาทใน The Fate of Lee Khan ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของบทบาทจอมยุทธ์หญิงยุคหลัง
───
จากเด็กสาวหน้าใหม่สู่ตำนานจอมยุทธ์หญิง สีว์เฟิงเริ่มต้นกับคิงฮูจาก Dragon Inn (1967) แม้จะยังเป็นบทเล็ก ๆ แต่คิงฮูมองเห็นศักยภาพในตัวเธอ จากนั้นเธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงสำคัญที่สุดของเขา ผลงานเหล่านี้คือตัวอย่าง
• A Touch of Zen (1971)
• The Fate of Lee Khan (1973)
• The Valiant Ones (1975)
• Raining in the Mountain (1979)
• Legend of the Mountain (1979)
───
หยางฮุ่ยเจิน บทบาทที่ทำให้สีว์เฟิงเป็นอมตะ
ใน A Touch of Zen สีว์เฟิงรับบท หยางฮุ่ยเจิน หญิงสาวผู้หนีจากอำนาจรัฐที่โหดร้าย เธอเป็นทั้ง นักสู้ ผู้ลี้ภัย หญิงสาวผู้โดดเดี่ยว และผู้แสวงหาความสงบ ตรงข้ามกับกู่เซิงจายอย่างสิ้นเชิง
เขาคือชายผู้ใช้ปัญญา เธอคือหญิงผู้ใช้กระบี่ เขาอยู่กับโลกของหนังสือ เธออยู่กับโลกของความเป็นความตาย แต่เมื่อทั้งสองพบกัน พวกเขากลายเป็นสองด้านของโลกเดียวกัน
───
สือจวิ้นและสีว์เฟิง — ภาพจำของยุทธภพแบบคิงฮู
ถ้าเจิ้งเพ่ยเพ่ยคือภาพจำของ "จอมยุทธ์หญิงยุคบุกเบิก" สีว์เฟิงคือจอมยุทธ์หญิงในโลกทัศน์ที่สมบูรณ์ของคิงฮู และถ้าพระเอกหนังจีนจำนวนมากคือผู้ชนะด้วยกำลัง
สือจวิ้นคือพระเอกที่ชนะด้วยจิตใจ ทั้งสองคนจึงเป็นคู่ตรงข้ามที่ลงตัวที่สุดในโลกภาพยนตร์ของคิงฮู
ชายผู้เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดจีนโบราณ กับหญิงสาวผู้เหมือนตำนานนักดาบที่เดินออกมาจากหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงคู่หนึ่ง แต่คือ "ใบหน้า" ของโลกยุทธภพที่คิงฮูสร้างขึ้น
โลกที่กระบี่ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่า แต่มีไว้เพื่อค้นหาความหมายของชีวิต
​ สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ ความผูกพันของทั้งคู่ที่มีต่อคิงฮู ไม่ได้จบลงแค่บนหน้าจอ ในเวลาต่อมา สีว์เฟิง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ระดับตำนาน (ผู้อยู่เบื้องหลัง Farewell My Concubine) และเป็นกำลังสำคัญในการควักทุนส่วนตัวบูรณะฟิล์มภาพยนตร์คลาสสิกของคิงฮูให้กลับมาสมบูรณ์
ขณะที่ สือจวิ้น ก็กลายเป็นผู้รักษาและถ่ายทอดประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไต้หวัน โดยเฉพาะงานของคิงฮู จนเป็นประธานมูลนิธิคิงฮู ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award จาก Golden Horse ทั้งสองจึงไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงคู่บุญ แต่คือผู้ส่งต่อดวงวิญญาณแห่งยุทธภพของคิงฮูให้อยู่ยงคงกระพันอย่างแท้จริง
โฆษณา