Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 08:28 • หนังสือ
กฎของยันเต | The Law of Jante
หนังสือบางเล่มเปลี่ยนวิถีชีวิตคน ทั้งปัจเจกและสังคม โดยเฉพาะในด้านการเมือง เช่น The Communist Manifesto ของ คาร์ล มาร์กซ และ ฟรีดดริค เองเกลส์, Mein Kampf ของฮิตเลอร์ เป็นต้น
สำหรับหนังสือที่ส่งผลกระทบทางสังคมในวงกว้าง ย่อมต้องรวมนวนิยายเรื่อง A Fugitive Crosses His Tracks หรือ En
Flyktning Krysser Sitt Spor (1933) เขียนโดย Aksel Sandemose นักเขียนชาวเดนมาร์ก-นอร์เวย์
1
นวนิยายเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของชนชั้นแรงงาน ฉากคือเมืองยันเต ซึ่งเป็นเมืองสมมุติ ตัวละครเอกของเรื่องเติบโตที่เมืองนี้
ผู้เขียนเล่าเรื่องเมืองสมมุตินามยันเต ชาวเมืองแต่ละคนจะต้องเคารพกฎหรือภาพลักษณ์ของกลุ่ม ทำตามค่านิยมของเมือง
เขียนเป็นกฎได้สิบข้อดังนี้
1 อย่าคิดว่าคุณพิเศษกว่าคนอื่น
2 อย่าคิดว่าคุณเก่งเท่าเรา
3 อย่าคิดว่าคุณฉลาดกว่าเรา
4 อย่าคิดว่าคุณดีกว่าเรา
5 อย่าคิดว่าคุณรู้มากกว่าเรา
6 อย่าคิดว่าคุณสำคัญกว่าเรา
7 อย่าคิดว่าคุณเก่งทุกอย่าง
8 อย่าหัวเราะเยาะเรา
9 อย่าคิดว่าทุกคนจะแคร์คุณ
10 อย่าคิดว่าคุณสามารถสอนเราทุกอย่าง
เรียกว่า กฎของยันเต (The Law of Jante)
นักเขียนบอกว่า ไอเดียเรื่องกฎของยันเตนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาไม่ได้คิดค้นขึ้นมาเอง มันเป็นรากของสังคมสแกนดิเนเวียมานานนมหลายศตวรรษแล้ว
กฎของยันเตสะท้อนสไตล์วิถีชีวิตที่เสมอภาคของชาวนอร์ดิก (Nordic) คือคนในกลุ่มยุโรปทางเหนือ เช่น เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน เป็นต้น แม้ไม่ได้จารึกเป็นกฎหมาย แต่มันสะท้อนในหนังสือเด็ก เพลง ฯลฯ และแม้ไม่ใช่ภาคบังคับ แต่คนส่วนใหญ่ก็กระทำตาม เห็นได้จากถนนหนทางของนอร์เวย์สะอาด มีการรีไซเคิลขวดพลาสติก กระป๋องน้ำอัดลม มีสำนึกทางสังคมสูง
กฎของยันเตในนวนิยายเรื่องนี้อาจมีเจตนาเป็นงานเสียดสี แต่ในโลกของความจริง มันก็มีประโยชน์ มีความเชื่อว่าโรงเรียนสอนกฎของยันเตเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนประพฤติตัวในกลุ่มดีขึ้น เชื่อว่าการพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่อย่างเรียบง่ายก็คือความสุข และส่งผลรวมต่อสังคมที่สงบเรียบร้อย
กฎของยันเตสอนให้ประพฤติตนแบบกลาง ๆ ไม่โฉ่งฉ่าง ไม่ทำตัวเหนือคนอื่น วิถีชีวิตตามกฎของยันเตทำให้แต่ละคนใช้ชีวิต
แบบกลมกลืนกับคนอื่น สวมใส่เสื้อผ้าไม่ต่างกันมาก ใช้สินค้าคล้าย ๆ กัน ไม่คุยโวโอ้อวด เชื่อว่ามันคือวิถีแห่งความสุข เหตุหนึ่งอาจเพราะไม่ต้องอิจฉาใคร และมีความรู้สึกว่าเท่าเทียมกัน
ดูเหมือนสังคมสแกนดิเนเวียมีสำนึกต่อสังคมสูงกว่าปัจเจก
หากเราดูภาพรวมของสแกนดิเนเวีย พบว่ารับแนวคิดกฎของยันเตนี้อย่างเต็มที่ ทำไม? ก็ต้องดูที่วัฒนธรรมทั่วไป ชาวสแกนดิเนเวียเป็นพวกที่รักความเสมอภาคที่สุด ในทุก ๆ เรื่อง พวกเขาไม่เห็นว่าทำไมคนคนหนึ่งจึงต้องมีมากกว่า หรือน้อยกว่าคนอื่น ควรจะเสมอภาค ไม่ชอบการแบ่งชนชั้น รักความยุติธรรม เสมอภาค พวกนี้มีความคิดว่า เรามีรถเหมือนกับเพื่อนบ้านของเรา รายได้พอ ๆ กัน
แนวคิดนี้เชื่อว่าโลกเรามีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน ดังนั้นจึงไม่สมควรที่คนคนหนึ่งต้องการมากกว่า หรือทำตัวเหนือกว่าเพราะมีมากกว่า แต่ละชีวิตควรพอใจที่เกิดมาแล้วมีกิน มีใช้ แนวคิดนี้ช่วยรักษาสมดุลของสังคมและเสถียรภาพของสังคม
อย่างไรก็ตาม ความหมายของกฎของยันเตมีนัยหรือโน้มไปในทางปรามคนที่คิดจะ ‘แหกคอก’ ขึ้นสู่ที่สูง ต้องการโดดเด่นกว่าคนอื่น
นี่มิได้แปลว่าเราจะมีรถหรูแพงไม่ได้ แน่นอน ชาวสแกนดิเนเวียสามารถรู้สึกยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น คนเหนือกว่าถูกสอนให้รู้สึกเข้าใจจิตใจของคนฐานะไม่ดีหรือด้อยกว่า เมื่อทำงานสำเร็จ จะให้เครดิตทีมเวิร์ก ไม่รับความดีความชอบเป็นของตนคนเดียว เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูง ก็ไม่คุยโวโอ้อวด ไม่ทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตา เกินสมควร หากสามารถร่วมแบ่งปันความร่ำรวยให้สังคม ก็จะเป็นที่ยอมรับว่า เรารวยกว่าคนอื่นได้
จาก เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
56 บทความกำลังใจ ราคาเพียง 200 บาท = บทความละ 3.5 บาท (ไม่คิดค่าส่ง)
หนังสือหมดเมื่อไร จะไม่ตีพิมพ์ใหม่แล้ว
https://www.winbookclub.com/store/detail/187/เหตุผลที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
Shopee
https://s.shopee.co.th/60Bx1VKarm
1 บันทึก
8
1
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย