24 ส.ค. เวลา 11:26 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยโต 1.9% ในไตรมาส 2: ภาพที่ต้องมองให้ลึกกว่า “ตัวเลขชะลอ”

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ NESDC ปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีขึ้นมาอยู่ที่ 2.2%
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลัง “ฟื้นแบบไม่ทั่วถึง” เพราะแรงส่งหลักมาจากการส่งออกและการลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ภาคท่องเที่ยว การผลิตบางประเภท และกำลังซื้อของครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการหยุดชะงักของการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง รายได้จากการท่องเที่ยวอ่อนตัว และกิจกรรมในภาคโรงแรม–ร้านอาหารชะลอลง
ภาคการผลิตก็ไม่ได้แข็งแรงทุกกลุ่ม การผลิตปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ และยานยนต์บางประเภทลดลงจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อุปสงค์ที่อ่อนแรง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัว โดยได้แรงสนับสนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกและความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ประเด็นสำคัญคือ การส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตมากกว่า 17% มีมูลค่าประมาณ 6.2 ล้านล้านบาท แต่สหรัฐฯ และจีนยังรวมกันคิดเป็นมากกว่า 30% ของตลาดส่งออกไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังต้องระวังความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและทิศทางเศรษฐกิจของสองตลาดหลัก
ไทยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากกว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็นกว่า 99% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 13 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวม
แต่ SMEs จำนวนมากยังเผชิญปัญหาพื้นฐาน ทั้งเงินทุนหมุนเวียน การเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางขาย และความสามารถในการแข่งขัน ธปท. ก็ระบุว่าสินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว และสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ความเสี่ยงสูง
นี่หมายความว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว แต่ผลประโยชน์อาจกระจุกอยู่ในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศพร้อมกว่า ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า
โครงการ Thailand FastPass เป็นหนึ่งในความพยายามดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศ โดยแปดหน่วยงานรัฐร่วมกันลดระยะเวลาการอนุมัติและใบอนุญาตลงประมาณ 20–50% สำหรับโครงการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการบิน
รัฐบาลระบุว่าโครงการนำร่อง 25 โครงการจาก 23 บริษัทคาดว่าจะสร้างงานทักษะสูงมากกว่า 13,000 ตำแหน่ง และเมื่อรวมโครงการที่ผ่านการพิจารณาก่อนหน้านี้ มูลค่าการลงทุนที่ระดมได้มากกว่า 700,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยกให้ออกระหว่าง “มูลค่าโครงการที่ประกาศ” กับ “เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง” สิ่งที่ต้องติดตามคือการเบิกจ่าย การก่อสร้าง การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยในห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อ
- ตัวเลขนักท่องเที่ยว รายได้ท่องเที่ยว และผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่อภาคบริการ
- คำสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์ การส่งออก และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องหรือเพียงแรงส่งระยะสั้น
- คุณภาพสินเชื่อและกระแสเงินสดของ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ
- ความคืบหน้าของโครงการ FastPass จากตัวเลขอนุมัติไปสู่การลงทุนและการจ้างงานจริง
บทความนี้จัดทำเพื่อการให้ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง
#เศรษฐกิจไทย #หุ้นไทย #การลงทุน #SMEไทย #ส่งออกไทย #ดอกเบี้ย #ThailandFastPass
cr. The Nation Thailand, ธนาคารแห่งประเทศไทย, Government Public Relations Department
โฆษณา