"It has not escaped our notice that the specific pairing we have postulated immediately suggests a possible copying mechanism for the genetic material."
และ "เบส" ซึ่งเป็นส่วนที่แตกต่างกันระหว่างนิวคลีโอไทด์ทั้งสี่ เบสทั้งสี่ชนิดนี้เองที่ทำหน้าที่เป็น "ตัวอักษร" ของภาษาพันธุกรรม และนักวิทยาศาสตร์เรียกมันด้วยชื่อย่อว่า A T G C
อะดีนีน (Adenine) ใช้ตัวย่อ A ไทมีน (Thymine) ใช้ตัวย่อ T กวานีน (Guanine) ใช้ตัวย่อ G และไซโตซีน (Cytosine) ใช้ตัวย่อ C
หากเราแปลงข้อมูลนี้เป็นตัวอักษร A T G C แล้วพิมพ์ลงบนกระดาษ โดยใช้ตัวอักษรขนาดปกติ หนึ่งหน้าบรรจุได้ประมาณสามพันตัวอักษร เราจะต้องใช้กระดาษหนึ่งล้านหน้าเพื่อพิมพ์จีโนมมนุษย์ทั้งหมดออกมา และถ้านำกระดาษหนึ่งล้านหน้านั้นมาวางซ้อนกัน มันจะสูงพอๆ กับตึกประมาณสี่สิบชั้น
ตัวอักษร A T G C บนสายดีเอ็นเอไม่มีความหมายในตัวเอง จนกว่าจะมี "ระบบการอ่าน" ที่รู้จักถอดรหัสลำดับเหล่านี้ให้เป็นโปรตีนและหน้าที่ทางชีววิทยา
หากไม่มีไรโบโซมที่แปลรหัส หากไม่มี tRNA ที่นำกรดอะมิโนมาเรียงต่อตามรหัส หากไม่มีเอนไซม์นับร้อยชนิดที่ทำงานประสานกันในกระบวนการถอดรหัสและแปลรหัส ลำดับ A T G C บนสายดีเอ็นเอก็เป็นเพียง "สารเคมีที่เรียงต่อกัน" ไร้ความหมายใดๆ ทั้งสิ้น
คำถามนี้นำไปสู่การเขียนหนังสือ A New Science of Life: The Hypothesis of Morphic Resonance ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1981 และกลายเป็นหนังสือที่สร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงในวงการชีววิทยา จนถึงขั้นที่วารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ตีพิมพ์บทบรรณาธิการโจมตีหนังสือเล่มนี้อย่างดุเดือด โดยจอห์น แมดด็อกซ์ บรรณาธิการใหญ่ในขณะนั้นเขียนว่า "หนังสือเล่มนี้สมควรถูกเผาทิ้ง"
เมื่อเรากล่าวถึงทฤษฎีของเชลเดรกอย่างตรงไปตรงมา จำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนว่า วงการวิทยาศาสตร์กระแสหลักปฏิเสธทฤษฎี Morphic Field อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องมานานกว่าสี่สิบปี
นับตั้งแต่หนังสือ A New Science of Life ถูกตีพิมพ์ในปี 1981 จนถึงปัจจุบัน เหตุผลของการปฏิเสธนั้นไม่ได้มาจาก "ความใจแคบของวงการ" อย่างที่ผู้สนับสนุนเชลเดรกบางคนกล่าวหา หากแต่มีรากฐานมาจากปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ ซึ่งเราจะพิจารณากันทีละประเด็น