25 ส.ค. เวลา 04:57 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Apocalypse Now (1979) : ดำดิ่งไปในพิธีกรรมจริงแห่งความตาย

มีภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องในประวัติศาสตร์ที่เรื่องราวเบื้องหลังการสร้างยิ่งใหญ่พอ ๆ กับตัวหนังเอง และกองพันอำมหิต หรือ Apocalypse Now (1979) ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา คือหนึ่งในนั้น
มันเป็นหนังสงครามเวียดนาม แต่ในอีกความหมายหนึ่ง มันก็คือ “สงคราม” ที่คอปโปลาต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง ต่อสู้กับเงินทุน สภาพอากาศ นักแสดง ความคาดหวัง และแม้กระทั่งความไม่แน่ใจของตัวเขาเองว่าหนังเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นอะไร ระยะเวลาที่วางไว้สำหรับการถ่ายทำในฟิลิปปินส์เพียง 6 สัปดาห์ กลายเป็น 16 เดือน เวลานานขนาดนี้ สิ่งที่กองถ่ายกองพันอำมหิตต้องเผชิญจะพาคนเราดำดิ่งไปในความมืดมนได้ขนาดไหน
ซึ่งกว่าจะไปถึงวันที่หนังออกฉายได้นั้น เส้นทางของคอปโปลาแทบเหมือนภารกิจของกัปตันวิลลาร์ดในเรื่อง คือ การเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดในก้นบึ้งของจิตใจ และฉากในหนังที่ยืนยันความมืดมิดนั้นได้ ไม่มีอะไรอธิบายได้ดีเท่าฉากผ่าควายในช่วงบทสรุปของเรื่อง
ฉากผ่าควายสังเวยในกองพันอำมหิตถือเป็นหนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของหนัง เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงฉากรุนแรงมาก แต่เป็นฉากที่สรุปแก่นของหนังเรื่องนี้ได้อย่างทรงพลัง
ช่วงท้ายเรื่อง เมื่อกัปตันวิลลาร์ดเดินทางไปถึงอาณาจักรของพันเอกเคิร์ตซ์ หนังตัดสลับกับพิธีกรรมของชนเผ่าพื้นเมืองที่กำลังเชือดควายเพื่อบูชายัญ ขณะที่วิลลาร์ดเองก็กำลังลงมือสังหารเคิร์ตซ์ ความน่าสนใจคือ ฉากนี้ไม่ได้ใช้สัตว์จำลองหรือเทคนิคพิเศษ แต่เป็นพิธีกรรมจริงของชนเผ่าพื้นเมืองในฟิลิปปินส์ ที่คอปโปลาบันทึกไว้และนำมาใช้ในภาพยนตร์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากในเวลาต่อมาเรื่องจริยธรรมในการถ่ายทำ
คอปโปลาใช้การตัดต่อระหว่างการฆ่าเคิร์ตซ์ด้วยมือของวิลลาร์ดการเชือดควายในพิธีกรรมเพื่อสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า ทั้งสองเหตุการณ์เป็น “พิธีสังเวย” เหมือนกัน เคิร์ตซ์ซึ่งเคยเป็นทหารผู้ศรัทธาในระบบ กลายเป็นคนที่สร้างลัทธิของตัวเองขึ้นมา และวิลลาร์ดเองก็ต้องเผชิญกับคำถามว่า เขาต่างจากเคิร์ตซ์จริงหรือไม่ เมื่อเขาถูกส่งมาเพื่อฆ่าชายอีกคนหนึ่งตามคำสั่งของรัฐบาล
ฉากการสังเวยควายในหนังเป็นพิธีกรรมจริงของชนเผ่าอิฟูเกาซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่ถ่ายทำที่ฟิลิปปินส์ จุดเริ่มต้นคือเอเลนอร์ คอปโปลาภรรยาของผู้กำกับคอปโปลาได้ไปพบเห็นพิธีกรรมนี้ของชาวบ้านเข้าโดยบังเอิญ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาเห็นว่าเข้ากับแนวคิดการฆ่าเพื่อส่งต่ออำนาจและสังเวย จึงขอให้ชาวเผ่าประกอบพิธีจริงเพื่อบันทึกภาพไว้
เมื่อหนังออกฉายฉากนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมาก เพราะผู้ชมจำนวนมากรู้สึกสะเทือนใจกับภาพการฆ่าสัตว์จริง
อย่างไรก็ตาม ตัวหนังรอดพ้นข้อกฎหมายต่างๆ มาได้เพราะไม่ได้เป็นการฆ่าสัตว์ที่กองถ่ายจัดขึ้นเพื่อถ่ายภาพยนตร์โดยตรง แต่เป็นการบันทึกพิธีกรรมจริงของชุมชนท้องถิ่น
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎของสมาคม American Humane Association (AHA) แบบเดียวกับการใช้สัตว์ในการถ่ายทำในสหรัฐฯ
แต่ AHA ก็มีข้อวิจารณ์ต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ และ Apocalypse Now ไม่ได้รับตรารับรอง “No Animals Were Harmed” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้ในภาพยนตร์อเมริกันที่ผ่านการกำกับดูแลด้านสวัสดิภาพสัตว์
และนั่นทำให้ฉากสังเวยควายกลายเป็นหนึ่งในฉากจบที่ทรงพลังและถกเถียงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่ายิ่งคอปโปลาอยู่กับหนังเรื่องนี้นานขึ้นเรื่อยๆ มันก็ทำให้เขายิ่งดำดิ่งไปขนาดไหน ซึ่งฉากสังเวยควายนี้เป็นตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ในหนัง แต่บางเรื่องต้องบอกว่าโชคดีของหนังที่ไม่ได้ไปต่อ อย่างเช่นเรื่องของการเอาศพจริงๆ มาประกอบฉาก
ในเรื่องค่ายของผู้พันเคิร์ตซ์จะเต็มไปด้วยซากศพ ทีมงานต้องการตัวประกอบมาแสดงเป็นคนตายจำนวนมาก ทว่ามีชายท้องถิ่นคนหนึ่งเข้ามาเสนอไอเดียกับคอปโปลาว่าสามารถจัดหาศพจริงให้กองถ่ายได้ โดยอ้างว่าตนมีหน้าที่จัดหาร่างผู้เสียชีวิตเพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์
ถ้าเป็นคนปกติคงปฏิเสธความคิดนี้ไป แต่สำหรับกองพันอำมหิตแล้วยินดีรับศพเหล่านั้นมาใช้เป็นส่วนประกอบของฉาก แต่เรื่องกลับพลิกอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้เข้าจึงเข้ามาตรวจสอบ และพบว่าชายคนดังกล่าว ไม่ได้มีสิทธิ์จัดหาศพอย่างที่กล่าวอ้าง ศพที่นำมาให้กองถ่ายบางส่วนถูกสงสัยว่าเป็นศพที่ถูกขโมยมาจากสุสาน หรือไม่ก็ได้มาแบบผิดกฎหมาย ตำรวจจึงเข้ายึดพื้นที่และพาสปอร์ตของผู้เกี่ยวข้องเอาไว้เพื่อตรวจสอบ
พูดง่าย ๆ คือ กองถ่ายกำลังสร้างหนังเกี่ยวกับสงครามที่เต็มไปด้วยความตาย แต่กลับต้องเจอกับสถานการณ์ที่ “ศพในฉาก” กลายเป็นปัญหาจริงนอกจอเสียเอง ท้ายที่สุด คอปโปลาไม่สามารถใช้ศพเหล่านั้นต่อได้ และทีมงานต้องหันกลับไปใช้ นักแสดงสมทบแต่งเป็นศพแทน
ที่น่าขนลุกกว่านั้นคือ ฉากศพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของประกอบฉาก และถ้าทีมงานได้ถ่ายทำศพจริงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศของค่ายผู้พันเคิร์ตซ์ ยิ่งทำให้กองถ่ายนี้กลายเป็นดินแดนแห่งความตายกลายเป็นเรื่องปกติ ความบิดเบี้ยวของจิตใจกลายเป็นเรื่องธรรมดา
6 สัปดาห์กลายเป็น 16 เดือน มันก็อาจจะเป็นบททดสอบสภาพจิตใจของคนเหมือนกัน ยิ่งค่ายของผู้พันเคิร์ตซ์ดูเหมือนสถานที่ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงกับฝันร้ายเริ่มหายไป และเบื้องหลังการสร้างหนังก็แทบจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ พายุไต้ฝุ่นทำลายฉากจนต้องหยุดกองหลายเดือน มาร์ติน ชีนหัวใจวาย เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพฟิลิปปินส์ถูกเรียกกลับไปใช้งาน แบรนโดสร้างปัญหาเรื่องรูปร่างและการตีความตัวละคร งบประมาณพุ่งจากแผนเดิมจนคอปโปลาต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาค้ำประกัน พิธีกรรมสังเวยควาย และถ้ายังมาเจอ “ศพจริง” อีก
จึงไม่แปลกที่คอปโปลาจะเคยพูดในทำนองว่า ระหว่างทำหนังเรื่องนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
โฆษณา