AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก
อุปสงค์ AI ยังโตแรง แต่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทนด้านการลงทุน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามเทคโนโลยี
แม้ AI supercycle ยังไม่สิ้นสุด แต่การเติบโตในระยะต่อไปของ AI คาดว่าจะเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งจากวัฏจักร AI ที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มจับตาความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ (AI Bubble) มากขึ้น
โดย SCB EIC มองว่า วัฏจักรการเติบโตของการลงทุนเทคโนโลยี AI จะยังคงดำเนินต่อไป สะท้อนได้จากการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers จะเติบโตเฉลี่ยราว 48% ต่อปี (CAGR 2025-2027) จนมีมูลค่าอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม AI กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะของการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ระยะของการสร้างรายได้ โดยระยะข้างหน้าผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนได้จริง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงและการลงทุนใน Data center
ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ สงครามเทคโนโลยีและมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนชิปขั้นสูงและ AI server ในตลาดโลก
การเติบโตของ AI ช่วยหนุนให้รอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกยาวนานขึ้น แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้า AI-related เป็นหลัก
การเติบโตของ AI ช่วยยืดรอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนานขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา โดยเฉพาะอานิสงส์จากการลงทุนใน AI Infrastructure ทั้ง Data center, AI Server, Semiconductor, Storage และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูล Trade Map สะท้อนว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ในหมวด HS 84 และ 85
ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI เติบโตเร่งขึ้นจากเฉลี่ย 8.9% และ 10.3% (CAGR 2020-2022) เป็น 35.6% และ 11.5% (CAGR 2023-2025) สะท้อนอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก
โดยกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure จะเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง เนื่องจากเม็ดเงินลงทุน AI ยังเน้นอยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และ Data center ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI ในสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
SCB EIC มองว่า ไทยยังมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิม ไปสู่ฐานการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI มากขึ้น โดยเลือกแข่งขันในกลุ่มที่มีศักยภาพและต่อยอดจากฐานเดิมได้ เช่น ชิป PCB ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คอมพิวเตอร์/HDD อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Data center แทนการลงทุนในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งยกระดับ R&D และเพิ่มสัดส่วน Local content เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า และลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ ดิจิทัล และโครงข่ายสื่อสารที่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ท้ายที่สุด ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ Data center ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และ Data analytics เพื่อรองรับการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว
การคว้าโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้อยู่ที่การแข่งในทุกสนาม แต่อยู่ที่การเลือกแข่งในจุดที่ไทยมีแต้มต่อและยกระดับได้จริง ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D, Local content, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล
ซึ่งหากไทยทำได้จริง ไทยจะมีโอกาสขยับจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทาน AI ของภูมิภาคอาเซียนในระยะข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์