25 ส.ค. เวลา 09:00 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

จาก Memories of Murder ถึง The Scarecrow : เมื่อความจริงที่หายไป 30 ปี กับคำตอบที่มาช้าเกินไป

Memories of Murder ถือเป็นหนึ่งในหนังฆาตกรรมที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเกาหลีใต้ มันสร้างจากคดีจริงของฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่บอง จุนโฮทำหนังในปี 2003 นั้นยังไม่สามารถคลี่คลายคดีได้ แต่วันนี้เราสามารถนำหนังเรื่องนี้กลับมาดูใหม่อีกครั้งผ่าน The Scarecrow ซีรีส์เกาหลีที่หยิบคดีเดียวกันกลับมาเล่าในวันที่ความจริงปรากฏแล้ว เมื่อตำรวจสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดที่เชื่อมโยงกับคดีได้ในปี 2019
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องฮวาซอง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1986–1991 ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดคยองกี มีผู้หญิงและเด็กหญิงตกเป็นเหยื่อจำนวนหลายราย และคดีเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โด่งดังและสร้างความหวาดกลัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ตำรวจในเวลานั้นพยายามค้นหาฆาตกรอย่างหนัก มีการสอบสวนผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางนิติวิทยาศาสตร์และวิธีการสืบสวนในยุคนั้น คดีจึงไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้
สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ ในเวลาต่อมาพบว่าหนึ่งในบุคคลที่ถูกดำเนินคดีถูกจับติดคุกไม่ใช่ฆาตกร และเขาต้องใช้เวลาหลายปีอยู่ในคุกก่อนที่จะได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ คดีฮวาซองจึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของการตามหาฆาตกรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในยุคนั้นด้วย และตรงนี้เองคือสิ่งที่บอง จุนโฮสนใจ เขาไม่ได้เอาคดีจริงมาถ่ายทำซ้ำทั้งหมด แต่เอาโครงสร้างของคดีและบรรยากาศของสังคมในเวลานั้นมาเป็นวัตถุดิบ แล้วสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่
ตัวละครตำรวจอย่างนักสืบปาร์คดูมันและนักสืบซอแทยุนจึงไม่ใช่ตำรวจจริงที่นำชื่อมาเปลี่ยนแปลง แต่เป็นตัวละครสมมติที่สร้างขึ้นจากการศึกษาคดีและประสบการณ์ของตำรวจจริงหลายคน ตรงนี้สำคัญเพราะ Memories of Murder ไม่ใช่หนังสารคดี มันคือเรื่องแต่งที่สร้างอยู่เรื่องจริง
---
ตำรวจสองคนกับวิธีคิดสองแบบ หลังเกิดคดีฆาตกรรมหญิงสาว ตำรวจท้องถิ่นอย่างนักสืบปาร์คพยายามติดตามตัวฆาตกรด้วยวิธีการแบบที่ตัวเองคุ้นเคย เขาเชื่อในสัญชาตญาณ เชื่อในความรู้สึก และเชื่อว่าถ้าสอบสวนกดดันผู้ต้องสงสัยหนักพอ ผู้ต้องสงสัยก็จะยอมสารภาพ วิธีการทำงานของเขาจึงเต็มไปด้วยความรุนแรง การกดดัน และการด่วนสรุป
ตรงข้ามกับนักสืบซอจากกรุงโซล ซึ่งขอย้ายเข้ามาทำคดีเพราะเชื่อว่าคดีนี้สามารถแก้ได้ด้วยหลักฐานและเหตุผล เขามองหาพยาน มองหาหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุ วิเคราะห์พฤติกรรมของฆาตกร และพยายามใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการสืบสวน ตำรวจสองคนจึงเหมือนเป็นตัวแทนของวิธีคิดสองยุค
ปาร์คคือสัญชาตญาณ ซอคือเหตุผล แต่สิ่งที่ผู้กำกับบองจุนโฮกำลังจะบอกก็คือ ในท้ายที่สุดทั้งสองคนก็แพ้เหมือนกัน เพราะเมื่อคดีรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลักฐานไม่มีความคืบหน้า และฆาตกรยังคงลงมือซ้ำ ความเชื่อของนักสืบซอก็ค่อย ๆ พังลง และตำรวจากโซลผู้เชื่อมั่นในหลักฐานและเหตุผล ค่อย ๆ กลายเป็นคนที่ใช้ความรุนแรงไม่ต่างจากคนที่เขาเคยดูถูก นี่คือพัฒนาการของตัวละครที่สำคัญมาก
บองจุนโฮไม่ได้เพียงบอกว่า ตำรวจทำงานไม่ดี ทว่าเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความชั่วร้ายที่ตัวเองไม่สามารถเข้าใจได้ มนุษย์จะยังรักษาหลักการของตัวเองเอาไว้ได้นานแค่ไหน และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Memories of Murder ไม่ใช่หนังสืบสวนธรรมดา เพราะบองจุนโฮใช้โครงสร้างของหนังสืบสวนเป็นเพียงเครื่องมือในการพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
หนังพูดถึงเกาหลีใต้ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 พูดถึงตำรวจที่ยังใช้วิธีการแบบเก่า พูดถึงระบบที่ต้องการคำตอบเร็ว ๆ พูดถึงการสร้างแพะการใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้คำสารภาพ และสังคมที่กำลังเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ดังนั้น คดีฆาตกรรมจึงกลายเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนสังคมเกาหลีใต้ทั้งประเทศ
---
แล้ว The Scarecrow เข้ามาตรงไหน ตรงนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่าการนำ The Scarecrow มาวางต่อกับ Memories of Murder น่าสนใจมาก เพราะ The Scarecrow ไม่ได้เกิดขึ้นในโลกเดียวกับที่บองจุนโฮสร้างหนังในปี 2003 ซีรีส์เรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ความจริงถูกเปิดเผย และสามารถระบุตัวฆาตกรต่อเนื่องได้สำเร็จ มันเล่าเรื่องจากโลกที่คนดูรู้ว่าคำตอบมีอยู่แล้วในปลายทาง ขณะที่ตัวละครในเรื่องยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่คำตอบนั้นยังไม่ปรากฏ
ตัวละครหลักของ The Scarecrow ไม่ใช่ตำรวจจริงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสายสืบคังแทจู อัยการชาชียงต่างก็เป็นตัวละครสมมติ แม้กระทั่งฆาตกรต่อเนื่อง แต่ตัวละครตัวนี้สร้างขึ้นโดยนำข้อมูลของคดีจริงและบุคคลจริงมาเป็นวัตถุดิบ
และถ้ามองให้ดีเส้นเรื่องของการสอบสวนก็ยังคล้ายกับหนังของบองจุนโฮ สายสืบคังแทจู แม้จะมีพื้นเพเป็นคนพื้นที่ แต่เข้าก็ย้ายมาจากโซล พยายามหาคนร้ายด้วยวิธีการที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นวิทยาศาสตร์ ขณะที่ตำรวจพื้นที่ก็ยังทำงานด้วยความรุนแรง และการเพิ่มอัยการเข้ามามันยิ่งทำให้เห็นว่ากระบวนการบุติธรรมเกาหลีใต้มีปัญหา
ดังนั้น โจทย์ของหนังจึงจากกัน จากใครคือฆาตกรกลายเป็นทำไมตำรวจถึงจับเขาไม่ได้ ทำไมฆาตกรจึงสามารถหลุดรอดจากระบบไปได้เป็นเวลานานขนาดนั้น และคำถามต่อมาก็คือ ครอบครัวของเหยื่อต้องสูญเสียอะไรไปบ้างในช่วงเวลาที่ระบบยังหาคำตอบไม่ได้ The Scarecrow จึงเป็นไม่ใช่เรื่องของฆาตกรต่อเนื่อง แต่มันกลายเป็นเรื่องของความล้มเหลวของระบบยุติธรรม ความทรงจำของเหยื่อ และเวลาที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้
---
ผมชอบชื่อหนัง The Scarecrow หรือหุ่นไล่กา เพราะในเรื่องจริงนั้น ตามรายงานของ CNA ซึ่งเป็นสำนักข่าวใหญ่ของสิงคโปร์ที่เข้ามาทำสารคดีเจาะคดีฮวาซอง ระบุชัดว่าหลังเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก และชาวบ้านได้ตั้งหุ่นไล่กาขึ้นเป็นเครื่องรางเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ป้องกันฆาตกร แต่ในหนังหุ่นไล่กาถูกใช้ในความหมายที่ต่างไป และระดับความลึกเชิงสัญลักษณ์ก็มากขึ้น สะท้อนกลับมาถามสังคมเกาหลีอีกชั้นว่าใครคือหุ่นไล่กากันแน่
เพราะสุดท้ายแล้วหุ่นไล่กามันก็ทำอะไรไม่ได้ มันยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ ภาพนี้จึงเหมือนระบบยุติธรรมในคดีฮวาซอง ตำรวจทำงาน มีการสอบสวน มีการจับกุม มีผู้ต้องสงสัย คำตัดสิน มีข่าวในหนังสือพิมพ์ แต่ฆาตกรก็ยังอยู่ หุ่นไล่กาจึงไม่เพียงเป็นชื่อเรื่อง แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบที่ดูเหมือนกำลังทำหน้าที่ แต่ไม่สามารถปกป้องคนได้จริง
พอในซีรีส์นำหุ่นไล่กามาใช้ทดแทนภาพฆาตกร มันยิ่งให้อารมณ์แห่งการเสียดสีเพิ่มขึ้นเสียเหลือเกิน เพราะหุ่นไล่กาสามารถหมายถึง ฆาตกร ตำรวจ ผู้ต้องสงสัย ระบบยุติธรรม หรือแม้แต่สังคมที่สร้าง “ตัวร้าย” ขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าคดีได้รับการจัดการแล้ว ในหนังของบองจุนโฮ เราเห็นตำรวจพยายามสร้าง “คำตอบ” ขึ้นมาท่ามกลางความจริงที่พวกเขายังหาไม่พบ ขณะที่ The Scarecrow กลับย้อนกลับมาถามว่า แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา ใครกันแน่ที่ถูกเอาไปยืนกลางทุ่งเพื่อทำให้สังคมรู้สึกปลอดภัย
---
อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันก็คือจุดศูนย์กลางของเรื่อง Memories of Murder มองคดีผ่านสายตาของตำรวจ เราเห็นตำรวจพยายามหาฆาตกร แต่ The Scarecrow มีพื้นที่ให้กับเหยื่อ ครอบครัว และผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของคดีมากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ซีรีส์สามารถเดินออกจากเงาของ Memories of Murder ได้ เพราะมันไม่ได้พยายามทำหนังของบอง จุนโฮใหม่อีกครั้ง แต่มันกำลังเล่าบทที่หนังของบอง จุนโฮไม่สามารถเล่าได้ในปี 2003
---
และนี่แหละครับที่ทำให้ Memories of Murder วันนี้น่าสนใจกว่าเดิมมาก เราไม่ได้ดูหนังเรื่องเดิมด้วยข้อมูลชุดเดิมอีกต่อไปแล้ว เมื่อวันนี้เรารู้แล้วว่าใครคือฆาตกร แล้วเราจะทำอย่างไรกับความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา และนั่นทำให้สองเรื่องนี้ แม้จะเป็นคนละยุค คนละผู้สร้าง และมีตัวละครสมมติเป็นหลักเหมือนกัน กลับสามารถนำมาวางต่อกันได้อย่างน่าประหลาด เรื่องหนึ่งคือความทรงจำของคดีที่ไม่มีคำตอบ เรื่องคือความทรงจำของคดีที่ในที่สุดก็มีคำตอบ แต่คำตอบนั้นมาถึงช้าเกินไป
โฆษณา